ค่าเงินบาทวันนี้ 6/10/65 เปิดที่ระดับ 37.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น

ค่าเงินบาทวันนี้ 6/10/65 เปิดที่ระดับ 37.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น

ค่าเงินบาทวันนี้ 6/10/65 เปิดที่ระดับ 37.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น
S! Money (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

ค่าเงินบาทไทยเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 37.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย และพันธบัตร

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย ระบุ ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ที่ระดับ 37.30 บาทต่อดอลลาร์“แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 37.40 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนวโน้มเงินบาทอาจเริ่มแกว่งตัว Sideways ใกล้ระดับ 37.30 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจเริ่มมีความระมัดระวังตัวมากขึ้น หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะข้อมูลในฝั่งตลาดแรงงาน

อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองก่อนที่จะรับรู้ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) รวมถึงการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในวันศุกร์นี้

อนึ่ง ในช่วงนี้แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทอาจเริ่มลดลงได้บ้าง หากนักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งหุ้น หลังจากหุ้นไทยได้ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา จน Forward P/E ลดลงเหลือ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ทำให้หุ้นไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น ในแง่ของระดับราคาและแนวโน้มผลประกอบการที่อาจดีขึ้นตามโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ส่วนตลาดบอนด์ เริ่มเห็นแรงซื้อบอนด์ของนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาบ้าง โดยเฉพาะในบอนด์ระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ใหม่ (LB336A) ที่ความต้องการยังอยู่ในระดับสูง (Bid Coverage Ratio 2.08 เท่า) ก็สะท้อนภาพการรอจังหวะยีลด์ปรับตัวขึ้นเพื่อเข้าซื้อของผู้เล่นในตลาดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของหลายปัจจัย คงแนะนำให้ผู้ประกอบการควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ Options ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงได้ดีในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 37.20-37.40 บาท/ดอลลาร์

ขณะที่ท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ต่างยังคงสนับสนุนการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้งยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ในเดือนกันยายน ที่ระดับ 208,000 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนกันยายน ที่ระดับ 56.7 จุด สะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการบริการ ได้กลับมากดดันให้ผู้เล่นในตลาดการเงินสหรัฐฯ ทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์อย่างรวดเร็วของสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา กดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลงไม่น้อยกว่า -1.5% ในช่วงแรกของการซื้อ-ขาย ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้น ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน (Exxon Mobil +4.0%) หลังกลุ่ม OPEC+ มีมติลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 2 ล้านบาร์เรล หรือ คิดเป็น 2% ของอุปทานน้ำมันดิบทั้งหมด

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากการกลับเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคฯ ใหญ่ ในจังหวะย่อตัว ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.20%

ทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลดลง -1.02% กดดันโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งยุโรป อาทิ ดัชนี PMI ภาคผลิตอุตสาหกรรมและการบริการในเดือนกันยายนที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและออกมาแย่กว่าคาด สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจยุโรป อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานบ้าง (BP +1.3%, TotalEnergies +1.1%) หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+

ส่วนตลาดบอนด์ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด ได้หนุนให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง สู่ระดับ 3.75% สอดคล้องกับมุมมองของที่คาดว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้แย่ลงชัดเจน

ทั้งนี้ มองว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมากขึ้นและคาดว่า ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยเพิ่มสถานะการถือครองบอนด์ระยะยาวในจังหวะที่ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อเตรียมปรับพอร์ตการลงทุนรับมือกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงมากขึ้นและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 111.2 จุด หนุนโดยท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ยังคงสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูงทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงถือเงินดอลลาร์เพื่อหลบความผันผวนต่อ

อนึ่ง การปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค.) ย่อตัวลงต่อเนื่องจากแรงขายทำกำไร ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 1,726 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประเมินว่า ราคาทองคำอาจแกว่งตัว sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ จากข้อมูลที่จะมีการรายงานในวันศุกร์นี้ก่อน

สำหรับวันนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปยังคงไม่สดใสนัก โดยยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยูโรโซน ในเดือนสิงหาคม อาจหดตัว -0.4% จากเดือนก่อนหน้า กดดันโดยภาวะเงินเฟ้อสูงที่ส่งผลให้ค่าครองชีพเร่งตัวสูงขึ้น รวมถึงการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโดยรวม

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะติดตามรายงานข้อมูลยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) เพื่อประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยหากยอดดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับ 2 แสนราย ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะยังคงสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ นั้นยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ ซึ่งอาจทำให้เฟดยังไม่สามารถเปลี่ยนใจมาชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้ในเร็วนี้