ค่าเงินบาทวันนี้ 3/10/65 เปิดที่ระดับ 37.83 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

ค่าเงินบาทวันนี้ 3/10/65 เปิดที่ระดับ 37.83 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

ค่าเงินบาทวันนี้ 3/10/65 เปิดที่ระดับ 37.83 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
S! Money (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

เงินบาทไทยเปิดเช้านี้ที่ระดับ 37.83 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น จับตาตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย ระบุ ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 37.83 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับปิดสัปดาห์หน้าก่อนหน้านี้ที่ระดับ 37.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนวโน้มของค่าเงินบาท ประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัว sideways โดย ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หากแรงขายสินทรัพย์ไทยเริ่มลดลงก็อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ ในระยะสั้นนี้ แนวต้านเงินบาทจะอยู่ในช่วง 38.20-38.40 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าระดับดังกล่าวอาจเห็นผู้ส่งออกทยอยขายเงินดอลลาร์ รวมถึงผู้เล่นต่างชาติบางส่วนอาจทยอยขายทำกำไรสถานะ Long USDTHB ส่วนแนวรับสำคัญจะอยู่ในช่วง 37.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งคาดว่า ผู้นำเข้าอาจรอจังหวะเงินบาทแข็งค่าขึ้น ในการซื้อเงินดอลลาร์

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น มองว่า โมเมนตัมของเงินดอลลาร์อาจเริ่มลดลงบ้าง และเงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าลง ท่ามกลางกระแสการเข้าแทรกแซงค่าเงินของหลายประเทศ ทว่า เงินดอลลาร์พร้อมกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ หากรัฐบาลอังกฤษยังยืนกรานใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาษีตามเดิม ซึ่งอาจกดดันให้เงินปอนด์ (GBP) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งได้

เราคงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 37.50-38.30 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 37.70-37.95 บาทต่อดอลลาร์

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโดยรวมอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหนักและความผันผวนสูงของตลาดพันธบัตรรัฐบาล

ในสัปดาห์นี้ มองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) นอกจากนี้ ท่าทีของรัฐบาลอังกฤต่อการปรับแผนงบประมาณใหม่ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะ ข้อมูลตลาดแรงงาน ซึ่งตลาดประเมินว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาจยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวต่อเนื่อง โดยยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) อาจสูงกว่า 11 ล้านตำแหน่ง หรือเกือบ 2 เท่าของจำนวนผู้ว่างงาน นอกจากนี้ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนกันยายน อาจสูงกว่า 2.6 แสนราย ทำให้อัตราการว่างงานจะอยู่ที่ระดับ 3.7% ส่วนการเติบโตของรายได้ (Average Hourly Earnings) อาจสูงราว 5.1%y/y สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่งและจะหนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตาม Dot Plot ล่าสุดของเฟด ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดเพื่อประเมินมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย หลังในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างออกมามาสนับสนุนการเร่งขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะคุมปัญหาเงินเฟ้อได้ อย่างไรก็ดี เราเริ่มเห็นเจ้าหน้าเฟดบางส่วนแสดงความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ทำให้มีโอกาสที่เฟดอาจไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยไปมากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด หากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลงชัดเจนมากขึ้น พร้อมกับการปรับตัวลดลงของเงินเฟ้อ

ฝั่งยุโรป – ตลาดมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปยังคงไม่สดใสนัก โดยยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยูโรโซน ในเดือนสิงหาคม อาจหดตัว -0.4% จากเดือนก่อนหน้า กดดันโดยภาวะเงินเฟ้อสูงที่ส่งผลให้ค่าครองชีพเร่งตัวสูงขึ้น รวมถึงการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโดยรวม อนึ่ง ประเด็นที่ตลาดจะรอติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ท่าทีของรัฐบาลอังกฤษต่อแผนงบประมาณใหม่ โดยหากรัฐบาลอังกฤษยังคงยืนกรานใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนลดภาษีตามเดิม (หรืออาจปรับลดวงเงินเล็กน้อย) อาจทำให้ตลาดการเงินยังคงกังวลปัญหาการคลังของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษผันผวนอีกครั้งได้ โดยบอนด์ยีลด์อาจปรับตัวสูงขึ้น ตามแรงขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอังกฤษและส่งผลให้เงินปอนด์ (GBP) อ่อนค่าลง ทั้งนี้ เราเชื่อว่า ในสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ก็พร้อมเข้ามาช่วยดูแลเสถียรภาพของตลาดการเงิน ผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาวชั่วคราว ซึ่งอาจช่วยลดทอนความรุนแรงของผลกระทบได้ชั่วคราว จนกว่าตลาดจะคลายกังวลปัญหาการดำเนินนโยบายการคลังและกลับมามีความเชื่อมั่นในรัฐบาลอังกฤษ

ฝั่งเอเชีย – ตลาดประเมินว่า บรรดาผู้ประกอบการในญี่ปุ่นอาจเริ่มมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยเฉพาะในภาคการบริการ หลังรัฐบาลเตรียมเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะท้อนผ่าน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Tankan Survey) ในไตรมาส 3 สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็กนอกภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 14 จุด และ -2 จุด ตามลำดับ ในส่วนนโยบายการเงิน ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับ 2.85% เพื่อคุมเงินเฟ้อ (ล่าสุดสูงถึง 6.1%) และลดแรงกดดันต่อค่าเงิน AUD เช่นเดียวกันกับ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ที่จะเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับ 3.50% หลังเงินเฟ้อพุ่งขึ้นต่อเนื่องแตะระดับ 7.3%

ฝั่งไทย – ตลาดประเมินว่าภาคการผลิตอุตสาหกรรมอาจขยายตัวในอัตราชะลอลงเล็กน้อยในเดือนกันยายน โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตอาจลดลงสู่ระดับ 53.4 จุด ตามการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจคู่ค้าที่กระทบความต้องการสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อย่างไรก็ดี แนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจในประเทศจากแรงส่งของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน จะช่วยหนุนให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกันยายน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50 จุด และ 44 จุด ตามลำดับ อนึ่ง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาจถูกกดดันจากภาวะเงินเฟ้อสูงได้บ้าง ท่ามกลางการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการ รวมถึงค่าไฟฟ้า ซึ่งเราประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไป CPI เดือนกันยายนจะยังคงอยู่ในระดับสูงราว 7.2% แต่มีแนวโน้มเริ่มชะลอตัวลง