ดัชนีดาวโจนส์ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น53.51จุด

กระแสหุ้นออนไลน์

สนับสนุนเนื้อหา

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (14 ก.ย.)เพิ่มขึ้น  53.51 จุด หรือ 0.40% ปิดที่ 13,593.37 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.2550 ดัชนี S&P 500 บวก 5.78 จุด หรือ 0.40% ปิดที่ 1,465.77 จุด และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 28.12 จุด หรือ 0.89% ปิดที่ 3,183.95 จุด ต่อเนื่องจากวันพฤหัสบดีที่พุ่งกว่า 200 จุด เพราะนักลงทุนมีมุมมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE3) เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งส่งให้ดัชนีหุ้นสหรัฐพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี   แถลงการณ์ของเฟด ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐมีมติที่จะใช้เงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนเข้าซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) ไปจนกว่าตลาดแรงงานจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เฟดผูกติดมาตรการกระตุ้นเข้ากับผลพวงทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น   นอกจากนี้ เฟดยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (fed funds rate) ที่ระดับ 0-0.25% พร้อมขยายระยะเวลาการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษออกไปจนถึงกลางปี 2558 จากเดิมที่กำหนดไว้ถึงช่วงกลางปี 2557 รวมทั้งใช้มาตรการ Operation Twist ต่อไปจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งมาตรการต่างๆเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเฟดในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน   มติดังกล่าวของเฟดส่งผลให้ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐทั้ง 3 ดัชนีทะยานกว่า 1% ในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดี และหนุนให้ดัชนีเดินหน้าต่อเนื่องในวันศุกร์ โดยดัชนีหลักปิดปรับตัวสูงขึ้นเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยเฉพาะ Nasdaq พุ่งสูงสุด เพราะนอกจากจะได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังได้แรงบวกจากหุ้นแอปเปิล ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่พุ่งทำสถิติ ภายหลังไอโฟน 5 ถูกขายหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงที่เปิดจำหน่ายอย่างไม่เป็นทางการทางออนไลน์   นักวิเคราะห์ตลาดระบุว่า หุ้นกลุ่มการเงินได้รับแรงซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมากในการซื้อขายภาคเช้า ส่งให้ดัชนีดาวโจนส์ทะยานถึง 110 จุดอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ช่วงขาขึ้นเริ่มแผ่วลงเพราะนักลงทุนส่วนหนึ่งส่งแรงขายทำกำไร หลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์เคลื่อนไหวที่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี 9 เดือน ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อวันศุกร์นั้น ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานแสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากสุดในรอบกว่า 3 ปี อันเป็นผลมาจากราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น   ด้านกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนส.ค. ซึ่งมากกว่าที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. โดยมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น