ภาวะตลาดหุ้นรายวัน - บล.เคจีไอ

กระแสหุ้นออนไลน์

สนับสนุนเนื้อหา

ลงต่อ ความหวังมาตรการ QE3 ลดลง KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยวันพฤหัสฯ อ่อนตัวต่อ หลังจากความหวังต่อประธานเฟดจะทำมาตรการ QE3 ลดลง เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังเติบโตในระดับปานกลาง โดยเมื่อคืนนี้สหรัฐฯ รายงานจีดีพีไตรมาส 2/55 เติบโต 1.7% ซึ่งดีกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 1.5% ที่ออกมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ตัวเลขยอดขายบ้านที่รอปิดการขายก็ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทั้งนี้ KGI คาดว่าหุ้นเอเชียและไทยจะอ่อนตัวทั้งวันนี้และพรุ่งนี้ เพื่อปรับความคาดหวังต่อการแถลงของเฟด ซึ่งก็จะเป็นเรื่องดีสำหรับตลาดในสัปดาห์หน้า (คาดว่าสัปดาห์หน้านักลงทุนจะเปลี่ยนความสนใจไปยังยุโรป ก่อนหน้าการประชุม ECB ในวันที่ 6 ก.ย.) ด้านข่าวสารในยุโรปที่น่าสนใจมีเช่น i) นายกเยอรมัน เมอร์เคล ยังคงคัดค้านแนวคิดที่จะให้ใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์กับกองทุนช่วยเหลือ ESM และหากกองทุนดังกล่าวไม่สามารถแปลงสภาพเป็นธนาคารได้ ก็จะมีเงินทุนจำกัดในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและเพิ่มทุนให้กับธนาคาร ii) รัฐบาลสเปนจะประกาศแผนตั้ง Bad Bank ในวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่เข้ามาบริหารจัดการหนี้เสียของธนาคารสเปน และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ต้องทำเพื่อให้ได้เงินช่วยเหลือภาคธนาคารมูลค่า 1 แสนล้านยูโร กลยุทธ์: ยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุน หลังจากดัชนีฯ หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,230 จุด ส่งผลให้ดูแย่ลงมากในระยะสั้น เราคาดว่าตลาดหุ้นจะรีบาวด์ในสัปดาห์หน้าจากการเก็งกำไรมาตรการของยุโรป ทั้งนี้เราจะประเมินสถานการณ์ลงทุนอีกครั้งหลังจากเห็นการแถลงการณ์ของประธานเฟดในคืนวันศุกร์นี้   ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ - แหล่งข่าวจาก AOT* เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ ทอท. วันที่ 30 ส.ค.จะมีการพิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร และผู้ประกอบการโครงการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ประเภทสินค้าและบริการ และประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง สำหรับการคัดเลือกผู้ประกอบการกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง เบื้องต้นมีเอกชนยื่นรวม 4 ราย 2 รายที่ยื่นข้อเสนอสูงสุดได้แก่ 1.บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เสนอผลประโยชน์สูงสุด เสนอค่าตอบแทนเดือนละ 63 ล้านบาทต่อเดือน 2.บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เสนอค่าตอบแทนรองลงมาเดือนละ 40.625 ล้านบาท เราประเมินว่าการกลับมาเปิดสนามบินดอนเมืองรองรับสายการบินต้นทุนต่ำและการเปิดบริการศูนย์การค้าที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ในวันที่ 1 ต.ค. นี้จะช่วยลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิและเป็นการใช้ประโยชน์จากสนามบินดอกเมืองมากขึ้น เราอยู่ระหว่าง Reinitiate AOT อีกครั้ง ราคาเป้าหมายตาม SAA consensus เท่ากับ 73.62 บาท - BH* ประกาศสถานที่ก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสร้างประมาณ 4.7 ล้านบาท และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยจะเริ่มการก่อสร้างในต้นปีหน้าและเสร็จสิ้นประมาณปี 2015 ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวดีสำหรับ BH แต่ไม่ใช่ข่าวใหม่รวมถึงผลดีของโรงพยาบาลใหม่กว่าจะเห็นก็คือประมาณปี 2015 โดยพื้นที่ดังกล่าวก่อนหน้านี้ BH ต้องการใช้เป็นตึกห้องพักของพยาบาลและที่ทำงานของพนักงาน back office แต่คาดว่าบริษัทไม่สามารถหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างโรงพยาบาลใหม่ได้จึงหันมาใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างโรงพยาบาลแทน เราคาดว่าโรงพยาบาลใหม่จะมีจำนวนเตียงให้บริการประมาณ 200-250 เตียงหรือคิดเป็น 50% ของจำนวนเตียงที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป้าหมายคือรับผู้ป่วยไทยที่มีรายได้สูงและต่างชาติเหมือนสาขาปัจจุบันที่ซอยนานา โดยเราเชื่อว่าบริษัทไม่จำเป็นต้องกู้ในการลงทุนดังกล่าวเนื่องจากสามารถสร้าง EBITDA ได้ปีละเกือบ 3.8-4 พันล้านบาท ใกล้เคียงเงินลงทุน เพราะเช่นนั้นบริษัทยังมีเงินสดจำนวนมากที่ได้จากการขาย BCH เราจึงเชื่อว่า BH น่าประกาศการซื้อโรงพยาบาลใหม่อีกอย่างน้อย 1 โรงพยาบาลในช่วงปลายปีนี้ แนะนำซื้อ BH ที่ราคาเป้าหมาย 97 บาท - กระทรวงพาณิชย์เผย ก.ค. 2555 ส่งออกลด 4.46% นำเข้าโต 13.73% ขาดดุล 1.7 พันล้านดอลล์ (อินโฟเควสท์) กระทรวงพาณิชย์ เผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือน ก.ค. 2555 การส่งออกขยายตัวลดลง 4.46% ส่วนการนำเข้าขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.73% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 1,746 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสภาวะเศรษฐกิจยุโรปและการลุกลามของปัญหาซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องและสร้างความวิตกกังวลต่อการผลิตและจำหน่ายสินค้าในภาคเศรษฐกิจจริงในหลายประเทศ ทำให้มีการนำเข้าสินค้าซึ่งเป็นวัตถุดิบการผลิตจากไทยลดลง เช่น ยางพารา, ผลิตภัณฑ์ยาง, แผงวงจรไฟฟ้า, เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ - AMATA ปรับขึ้นราคาที่ดิน-รักษาอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ 30-40% เท่าปี 2554 (อินโฟเควสท์) บมจ.อมตะคอร์ปอเรชั่น(AMATA)ปรับขึ้นราคาขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในเครือตั้งแต่ 1 ส.ค. 2555 เป็นต้นเพื่อให้สอดคล้องกับราคาประเมินที่ดินล่าสุด ซึ่งบริษัทคาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้ไว้ที่ 30-40% ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่บริษัทมียอดขายรอโอนราว 4-5 พันล้านบาท ตั้งเป้าหมายที่โอนที่ดินส่วนนี้ให้กับลูกค้าราว 30% ของ backlog ที่มีอยู่ ส่วนโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรจีนในการพัฒนาที่พักคนงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ และพื้นที่ใกล้เคียง คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2558 - BJC* คงเป้ายอดขายปีนี้โต 15% มองธุรกิจบรรจุภัณฑ์โต 5-10% เตรียมขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและโรงงานผลิตกระป๋องเพิ่ม พร้อมคาด 3 ปีข้างหน้า BJC จะเป็น 1 ใน 3 ของการกระจายสินค้าในภูมิภาคอินโดจีน (ข่าวหุ้น) นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวว่า ปัจจุบัน BJC เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครบวงจร มีกำลังการผลิตจาก 3 โรงงาน ทั้งจากประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนามอยู่ที่ 3,000 ตันต่อวัน ถือว่าใหญ่ที่สุดในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทยังคงเป้ายอดขายเติบโต 15% จากปีก่อน และตั้งเป้ายอดขายปีหน้า (ปี 2556) เติบโตมากกว่า 15% ซึ่งบริษัทยังมีโอกาสในการสร้างแบรนด์ และการซื้อกิจการ โดยในระยะ 3 ปีข้างหน้า BJC จะเป็น 1 ใน 3 ของการกระจายสินค้าในภูมิภาคอินโดจีน - TTW วางแผน 5 ปี (2556-60) รายได้โตเฉลี่ยปีละ 15%,ปีนี้คงเป้าโต 15% (อินโฟเควสท์) นายสมโพธิ ศรีภูมิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.น้ำประปาไทย (TTW) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาแผนการลงทุนในช่วง 5 ปี (ปี 2556-60) เพื่อทำให้รายได้ของบริษัทมีอัตราเติบโตปีละ 15% อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในปีนี้ที่คาดว่ารายได้จะเติบโต 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 4.6 พันล้านบาท ทั้งนี้ในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจน้ำประปาที่ปัจจุบันอยุ่ที่ 95% ลงมาที่ 65% ส่วนรายได้อื่นที่อยู่ในระดับ 5% จะเพิ่มเป็น 35% ซึ่งจะมาจากธุรกิจพลังงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม เป็นต้น รวมทั้ง ธุรกิจบำบัดน้ำเสียที่บริษัทได้ดำเนินการในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อนึ่ง บริษัทได้ลงทุนเข้าถือหุ้นใน บมจ. ซีเค พาวเวอร์(CKP) สัดส่วน 30% และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ปีนี้ - LH คาดปีนี้รายได้-ยอดขายทะลุเป้า 2 และ 2.2 หมื่นลบ.รับผลดี\"บ้านหลังแรก\" (อินโฟเควสท์) นายอดิศร ธนนันท์นราพูล รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) คาดว่า ในปี 2555 รายได้และยอดขายของบริษัทจะสามารถทำได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 หมื่นล้านบาท และ 2.2 หมื่นล้านบาทตามลำดับ เนื่องจากได้รับอานิสงส์นโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการมีบ้านหลังแรก และคาดว่าผลประกอบการในงวดครึ่งปีหลังคาดว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยขณะนี้บริษัทมีจำนวนบ้านสร้างเสร็จพร้อมรอขายมีจำนวน 660 ยูนิต คิดมูลค่าประมาณ 3-4 พันล้านบาท และยังมีบ้านที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 51-95% อีกจำนวนหนึ่ง   โดย บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ(ประเทศไทย) ประจำวันที่ 30 ส.ค. 2555