ทำไมคิดว่า ’เวลา’ ไม่มีค่า

ทำไมคิดว่า ’เวลา’ ไม่มีค่า

Kitichai Taechangamlert

ผมสูญเสียพ่อ และ แม่ ในอุบัติเหตุไฟไหม้ตอนอายุ 12 ขวบ ผมต้องใช้ความเพียร อุตสาหะในการทำการค้าและส่งเสียตัวเองเรียนเพื่อสอบเทียบม.ต้นและม.ปลายและสอบเอ็นทรานซ์ ติดอันดับ 1 ของคณะวิทยาศาสตร์จุฬา (ซึ่งคะแนนที่สอบได้สามารถเข้าศึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ถ้าผมเลือก) แต่ด้วยการค้าที่ทำ ทำให้ไม่สามารถเรียนเต็มเวลาได้ จึงลาออกจากคณะวิทยาศาสตร์ เพื่อไปเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงินและธนาคาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง สามารถจบภายใน 3 ปีครึ่ง พร้อมเกียรตินิยมอันดับ 2 และเรียนฟรี 2 เทอม แล้วสอบ MBA ติดทั้ง จุฬา ธรรมศาสตร์ นิด้า โดยเลือกเรียนจุฬา ช่วงที่เรียนโทเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และลงทุนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 20 ปี จนเป็นที่มาของตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่ในองค์กรเอกชนมากมาย เส้นทางการเป็นนักลงทุนนอกจากหุ้น ยังต่อยอดการลงทุนด้วย อสังหาริมทรัพย์ ที่มีประสบการณ์มากกว่า 14 ปี

ทำไมคิดว่า ’เวลา’ ไม่มีค่า

ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน
ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน

มนุษย์เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับเวลาเท่าที่ควร ด้วยว่าเราได้เวลามาฟรีๆ ทุกๆ วัน เราจะได้เวลามาคนละ 24 ชั่วโมงเท่ากันทุกคน ไม่ว่าท่านจะเป็นใครก็ตาม เศรษฐีหรือยาจกก็มีคนละ 24 ชั่วโมงใน 1 วัน หลายๆ คนจึงไม่ค่อยเห็นคุณค่าของที่ได้มาฟรีๆ เพราะว่าวันนี้ใช้หมดไป พรุ่งนี้พระเจ้าก็ให้เวลาเรามาอีก 24 ชั่วโมง

คุณลองถามคนที่ไปสนามบินไม่ทันเที่ยวบินของตัวเอง หรือคนที่พลาดรถไฟขบวนที่ตัวเองจะขึ้น แม้จะเพียงเสี้ยวนาทีก็ตาม นักเรียนที่ทำข้อสอบไม่ทัน เพราะข้อสอบยากหรือมากจนเวลาที่กำหนดไว้ไม่พอที่จะทำข้อสอบได้หมด เขาเหล่านั้นจะรู้สึกว่าเวลานั้นมีค่าจริงๆ แต่น่าเสียดายเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็จะลืม และการให้ความสำคัญกับเวลาก็น้อยจนกลับไปเหมือนเดิม

โดยเฉพาะคนไทยไล่ไปตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ผมรู้สึกว่าคนส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับเวลาน้อยมาก จากการสังเกตชนชาติต่างๆ ที่ผมได้พบเห็นจากการเดินทางไปเที่ยวประเทศนั้นๆ ผมได้เห็นพฤติกรรมของคนเอเชียหลายชาติที่จะไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่ากับเรื่องไร้สาระ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมส์ Chat การใช้ Social Media ต่างๆ ฯลฯ เยาวชนจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากเลิกเรียนแล้วยังต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มเติมเพราะว่าการแข่งขันในการเรียนของเยาวชนจีน มีสูงมาก ทุกคนมุ่งหน้าจะฟันฟ่าเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ดี อย่างเช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าพลเมืองของประเทศจีนมีจำนวนมหาศาล ขณะที่เยาวชนไทยชอบที่จะไปเดินห้าง หรือเล่นเกมส์ Chat ฯลฯ

เรามาดูที่ญี่ปุ่นกัน ทุกครั้งที่ผมขึ้นรถไฟใต้ดินหรือรถไฟชิงงังเซ็ง (รถไฟความเร็วสูง) ผมเห็นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือพิมพ์บ้าง พ็อกเก็ตบุ๊คบ้าง นิตยสารต่างๆ บ้าง แล้วที่ผมชอบมากที่สุด คือ แทบจะไม่ค่อยเห็นคนญี่ปุ่นคุยโทรศัพท์บนรถไฟใต้ดิน หรือรถไฟความเร็วสูงเลย เพราะว่าคนญี่ปุ่นถือว่าเป็นมารยาทที่จะไม่พูดโทรศัพท์บนรถไฟ เพราะว่าเป็นการรบกวนผู้อื่น ในขณะที่ทุกครั้งที่ผมขึ้นรถไฟฟ้า จะเห็นคนไทยคุยโทรศัพท์มือถือเสียงดัง หรือคุยกันเองเสียงดังหนวกหู โดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะอิดหนาระอาใจกับพฤติกรรมเหล่านี้ หรือกระทั่งเวียดนามเอง ผมไปเที่ยวมา 2 ครั้ง และทุกครั้งที่ผมนั่งรถทัวร์ท่องเที่ยวไประหว่างเมืองต่างๆ ผมไม่เคยเห็นคนเวียดนามไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่นั่งเฉยๆ เลย ทุกคนจะมีกิจกรรมทำโน่นทำนี่กันทั้งนั้น

ในทางกลับกันเวลาผมนั่งรถทัวร์ในประเทศไทย ผมเห็นชาวบ้านข้างทางน้อยคนนักที่จะกำลังทำงานอะไรอยู่ ส่วนใหญ่จะนั่งหรือนอนเฉยๆ หรือไม่ก็ล้อมวงเหมือนกับว่าเล่นไพ่กัน ทำให้ผมเข้าใจได้ว่าทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงเป็นประเทศในเอเชียประเทศแรกที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 โดนระเบิดปรมาณูบอมบ์ไป 2 เมือง หรือกระทั่งจีนเองที่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วยังมี GDP ต่อประชากร ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประเทศไทย มาปีที่แล้ว GDP ต่อประชากรของจีนอยู่ที่ 7,325$ ขณะที่ของไทยเราอยู่ที่ 7,907 หายใจรดต้นคอกันขนาดนี้ เชื่อได้เลยว่าปีหน้าจีนต้องแซงเราแน่ๆ แล้วถ้าเรายังต้วมเตี้ยมอยู่แบบนี้ อีกสิบกว่าปีข้างหน้าเวียดนามคงแซงเราไปอีก เราคงต้องไปแข่งกับพม่ากัมพูชาและลาว

ผมสังเกตดูคนที่รวยจากการสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเอง หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Self-Made Millionaire ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่ยอมปล่อยเวลาให้ผ่านไปเพื่อหายใจเท่านั้น เขาจะขยันขันแข็งทำงาน และหลายๆ คนก็เลือกให้เวลาที่ว่างหมดไปกับการอ่านหนังสือ หรือเข้าคอร์สอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทั้งในหน้าที่การงานของตน

Charlie Munger คู่หูการลงทุนของ Warren buffet เล่าว่า “If you were an observer, you ‘d see that Warren did most of it sitting on his ass and reading” ส่วนตัวของผมเองเนื่องจากต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เพื่อทำการค้าทำให้ต้องไปเรียนกวดวิชาช่วงเย็น ทำให้คุ้นเคยกับการอ่านหนังสือ และเรียนด้วยตัวเอง และใช้ช่วงเวลาที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน นั่งอ่านหนังสือ เวลาขึ้นรถเมล์ในสมัยเด็กๆ ผมก็จะมีหนังสือติดมือไปอย่างน้อย 1 เล่มเสมอ ไว้อ่านบนรถเมล์ ซึ่งก็เป็นนิสัยที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผมจะต้องมีหนังสืออยู่ข้างตัวตลอดเวลา ผมอยากให้คนไทยรักการอ่านมากกว่าปัจจุบัน อย่าให้สถิติที่ว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 6 บรรทัดมาบาดตาบาดใจเราอีกเลย

กิติชัย เตชะงามเลิศ

เพียงคุณออมแบบผมทุกเดือนๆละ 8,333 บาทผ่านไป 30 ปีคุณจะกลายเป็นเศรษฐี 100 ล้าน รายละเอียดอยู่ในหนังสือ”ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน”

หัวใจของเนื้อหาในหนังสือ “ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน”คือ
•รายได้แค่เดือนละ 15,000 บาท คุณสามารถเป็นเจ้าของคอนโดหรูย่านสุขุมวิทได้!
•ออมเงินเพียงเดือนละหลักพัน ก็เป็นเศรษฐี 100 ล้าน ก่อนอายุ 50 ปี!
•Mindset เกี่ยวกับการออม, คุณค่าของเวลา, บัตรเครดิต-ดาบสองคม, ประเภทสินทรัพย์ที่ซื้อแล้วเพิ่มมูลค่าและสินทรัพย์ที่ซื้อแล้วเสื่อมมูลค่า
รายละเอียดอยู่ในหนังสือ”ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน”ซึ่งวางจำหน่ายตามร้าน หนังสือชั้นนำทั่วไป(ร้านนายอินทร์ ซีเอ็ด B2S คิโนะคุนิยะ)แล้วครับ

ติดตามสาระดีๆทั้งไลฟ์สไตล์และการลงทุนได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/VI.Kitichai
Twitter     : http://twitter.com/value_talk
Instagram : Gid_Kitichai
Blog         : http://kitichai1.blogspot.com และ http://money.sanook.com/kitichai/
You Tube : http://www.youtube.com/user/wittayu9
Google+  : https://www.google.com/+KitichaiTaechangamlert
Linkedin   : https://www.linkedin.com/in/homeproperty
Pinterest   : http://www.pinterest.com/kitichai/

หรือ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ทุกวันพุธหน้า B8 ในคอลัมน์ “เขียนอย่างที่คิด by Gid” และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจหน้า 15 เดือนละครั้ง ในคอลัมน์ “พินิจ พิเคราะห์”   และนิตยสาร Condo Guide, Glow ทุกเดือน และ คนรวยหุัน,  Me(Market Evolution) ทุกไตรมาส rejoin computer to domain . is site down .

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!