5 วิธีคิดเริ่มธุรกิจ Lean Startup และ 4 สัญญาณบอกว่าคุณคือว่าที่ Startup พลิกโลก

5 วิธีคิดเริ่มธุรกิจ Lean Startup และ 4 สัญญาณบอกว่าคุณคือว่าที่ Startup พลิกโลก

The CEO Logo

ปี 2015 ผมและพาร์ทเนอร์ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการคือ Ebook Wing เป็นธุรกิจด้านสำนักพิมพ์ Ebook ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของบ้านเรา เพราะปัจจุบันนี้มีคนจำนวนมากยังไม่รู้จักว่า Ebook คืออะไร

การก่อตั้งธุรกิจสำนักพิมพ์ Ebook มาจากการประสบผลลัพธ์ที่ดีในการเขียนและขาย Ebook ด้วยตนเองของพวกเราทุกคน และมองเห็นว่ามีคนจำนวนมากอยากมีผลงานเขียนแต่ติดปัญหาไม่สามารถผลักดันผลงานออกสู่แผงหนังสือได้ด้วยเหตุผลมากมาย ในขณะที่การเขียน Ebook นั้นช่วยแก้ปัญหานี้ได้ทั้งในเรื่อง เวลาในการผลิตทีเร็วกว่า, ความสามารถในการเขียนเรื่องทีเป็น Niche market กว่า, และส่วนแบ่งที่สูงขึ้น ---- จึงเกิดเป็นธุรกิจตัวนี้ขึ้นมาเพื่อ ‘แก้ปัญหาให้คนที่มี Content ในตัวเอง แต่ไม่มีที่เผยแพร่ผลงาน

เปลี่ยนไอเดียเป็นทุน: วิธีสร้างธุรกิจจากเงินศูนย์บาท

การก่อตั้งธุรกิจในครั้งนี้เป็นการก่อตั้งแบบ Lean สุดๆ คือเราไม่ได้มีความพร้อม 100% เราอาศัยประสบการณ์ของตัวเองที่ได้ปฏิบัติจริงในตลาดเป้าหมาย จากนั้นนำผลลัพธ์ที่ได้กับตัวเองเป็นไอเดียที่จะ Duplicate ระบบขยายวงออกไปสู่ผู้อื่น หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Scale-up และมีรายได้แบบ Profit-sharing แล้วนำไอเดียนี้เสนอแก่นายทุน

ใช่ครับ! เราไม่ได้กู้เงินธนาคาร แต่เราระดมทุน โดยการระดมทุนสุดแนวนั่นคือผ่านทาง Facebook และ Connection ที่เรามีในแวดวงนั่นเอง --- ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งคิดว่า การระดมทุนมันง่ายแล้วจะกลับไปประกาศหาเงินผ่านทาง Facebook นะครับ เพราะผลลัพธ์นี้เกิดจากกระบวนการที่ผมและพาร์ทเนอร์สร้างและสะสมกันมาไม่ต่ำกว่าสองปี!

ไอเดียธุรกิจเกิดจากการแก้ปัญหาให้ลูกค้า

ก่อนอื่นผมขออนุญาตย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นผมยังเป็นพนักงานโนเนมตัวเล็กๆนั่งทำงานอยู่หลังคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศย่านเพลินจิต แต่ในใจผมคิดว่าอยากจะเอาความรู้ที่ผมมีในสาขาต่างๆ มาเขียนเผยแพร่ประสบการณ์แก่ผู้คน ปัญหาคือ ผมเป็นมนุษย์ออฟฟิศไร้โปรไฟล์ในสังคม และงานเขียนผมเป็น Niche market มากเกินกว่าสำนักพิมพ์จะยอมรับได้

ทีนี้ในต่างประเทศเขานิยมเขียนและขาย Ebook แถมทำขายเองอีกต่างหากเรียกว่า Ebook self-publishing ไม่มีขั้นตอนมาก เขียนเสร็จก็แปลงไฟล์เป็น PDF แล้วขายออนไลน์ได้ทันที ผมเลยมองว่านี่แหละทางออก!

แต่พอมาดูบ้านเรา ผมไม่เห็นใครที่มีผลงาน Ebook แบบดังเปรี้ยงปร้างหรือได้ผลลัพธ์ที่จะสร้างความมั่นใจให้ผมได้ว่าทำแล้วมันจะขายได้เลี้ยงชีพได้ พอผมเข้าไปหาข้อมูลใน Pantip.com ก็เจอแต่กระทู้แง่ลบว่า Ebook ไทยขายไม่ได้ ไม่เวิร์ค ไม่รอด ฯลฯ ใจผมยิ่งฝ่อเข้าไปใหญ่

ตอนนั้นผมลังเลใจว่าจะทำดีไม่ทำดี แต่ในที่สุดผมก็คิดว่า…

ถ้าไม่ทำอันนี้แล้วกรุจะทำอะไร’ – เพราะไม่มีทุนจะไปเริ่มทำธุรกิจอะไรแล้ว เจ๊งมาเยอะแล้ว
ถ้าไม่ทำแล้วจะรู้เหรอว่าผลลัพธ์สุดท้ายมันคืออะไร’ – เพราะในตลาดก็ยังไม่มีใครทำจริงจัง ที่คิดลบคิดร้ายก็อาจมโนกันไปเอง คนแสดงความเห็นก็ไม่ใช่คนทำ Ebook นิ!

5 วิธีคิดเริ่มอาชีพใหม่แบบ Lean Startup

ผมจึงตัดสินใจเริ่มเขียน Ebook โดยเริ่มต้นให้ Lean ที่สุดได้แก่...

1. ใช้เครื่องมือทำ Ebook ที่เรียบง่ายที่สุด

ในขณะที่บางคนกังวลกับเครื่องมือ จะใช้เครื่องมืออะไรในการทำ Ebook จะใส่ลูกเล่นอะไรให้เก๋ๆ เหมือนอ่านหนังสือเล่ม ผมตัดเงื่อนไขเหล่านั้นทิ้งให้หมด ยึดหลักสูงสุดสู่สามัญวัตถุประสงค์หลักคือการอ่าน ฉะนั้น ทำ Ebook เพื่ออ่านง่าย ไม่เอาไฮเทค ผมใช้ Microsoft Words แล้วแปลงเป็นไฟล์ PDF จบ!

2. เจาะกลุ่มเป้าหมายให้เล็กที่สุด

ข้อดีของ Ebook คือต้นทุนการผลิตต่ำ กำไรต่อหน่วยสูง คุณสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เล็กมากๆ โดยไม่ต้องกังวลกับ Volume ในการขายเหมือนกรณีหนังสือเล่ม Ebook ชุดละ 200 บาท ขายเพียงเดือนละ 100 ชุดก็ได้ 20,000 บาท หักค่าโฆษณาสักเดือนละ 30% ก็ 14,000 บาท ไม่ยากเลยที่จะขาย Ebook ให้เป็นรายได้ Passive income เดือนละเท่านี้

พอเป็น Ebook คุณเจาะ Niche market คนกลุ่มนี้อยากได้ความรู้จริงจังมากและพร้อมจ่ายต่อให้ราคา EBook จะเป็นหลักร้อยหรือหลายๆร้อย เพราะเนื้อหาเฉพาะทางนั้นหาได้ยากจริงๆในแผงหนังสือ พอคุณทำ Ebook เฉพาะทางออกมาเป็นคนแรกในตลาด กลุ่มเป้าหมายทั้งประเทศต้องพุ่งไปหาคุณ

3. ทำการตลาดให้เร็วและแรงที่สุด

ไม่ต้องรอให้ทุนพร้อม กล้องพร้อม ทีมงานพร้อม ทำ Multi-media ปูพรมทั่วประเทศ ไม่ต้อง! ผมเปิด Blog เขียนบทความแนะนำตัวเองและเนื้อหาที่ผมนำเสนอ เอาบทความไปแชร์ใน Facebook และ Webboard

กล่าวคือ เอาเนื้อหา (Content) ที่อยากสื่อส่งออกไปหากลุ่มเป้าหมายผ่านโลกออนไลน์ ซื้อโฆษณาบ้างอะไรบ้างเท่าที่ทำได้ แต่ไม่ต้องทำ Media production อลังการ เป้าหมายคือต้องการให้คนรับรู้การมีตัวตนของคุณให้ไว จบ!

4. Launch product ให้เร็วที่สุด

Ebook เล่มแรกชื่อ Awakening Buddha (Ebook ไทย) ผมบิวต์กระแสประมาณหนึ่งปี แต่ปรากฏว่าแป้กพอเปิดตัวออกมาสนิท! พอมาเริ่มใหม่กับเล่มที่สอง นั่นคือ The Art of Blog ผมไม่บิวต์นาน จับกลุ่มเป้าหมายใหม่ อัดการตลาด Content marketing ให้คนรู้จักพอประมาณ ทำ 4 เดือนแล้วปล่อย Ebook เลย ปรากฏว่าคราวนี้เวิร์ค

จริงๆ มันมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Ebook เล่มแรกร่วง และ Ebook เล่มใหม่รุ่งนั่นคือการเลือก Target audience ที่ชัดเจน เจาะกลุ่ม Buyer ที่เป็นคนที่พร้อมจะซื้อสินค้า Digital โดยผมเดาเองเองว่า กลุ่มธรรมะ อาจจะไม่ใช่กลุ่มที่จะซื้อพวก EBook เป็นต้น และการทำ Content ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย หากชัดเจนและสื่อสารตรงกลุ่ม ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ในการบิวต์กระแส

ทำผลิตภัณฑ์ที่ตรงกลุ่มและมีคุณสมบัติพร้อมใช้เท่าที่จำเป็นแล้ว Launch ออกไปเลยเพื่อดูผล การปล่อยสินค้ารุ่นแรกออกไปมีโอกาสทั้งรุ่งและร่วงพอๆกัน แต่ต่อให้ร่วงก็เป็นการร่วงที่รู้ผลเร็วและจะได้แก้ไขปรับเปลี่ยนและปล่อยสินค้ารุ่นถัดไปได้เร็ว

การที่ Ebook เล่มแรกขายไม่ออกนั้น สิ่งที่ผมเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่เรื่องขายไม่ออกแต่เป็นเรื่องเสียเวลา! ผมเสียเวลาเป็นปีเพื่อที่จะรับรู้ว่า ‘ขายไม่ออกนะ’ ถ้าผมรู้ผลตั้งแต่เดือนแรกผมจะไม่เสียดายเลยครับ ฉะนั้น Launch ให้ไว

5. Move ไปสินค้าตัวถัดไปทันที

เมื่อคุณปล่อยผลิตภัณฑ์ตัวแรกออกสู่ตลาดแล้วอย่ามัวแต่ปลื้มอกปลื้มใจ สินค้าทุกรุ่นมี Life cycle ของมัน ซึ่งแน่นอนว่าการประชาสัมพันธ์สินค้ารุ่นแรกของคุณยังคงต้องดำเนินไปตลอดทั้งปี แต่ก็อย่ารีรอที่จะเริ่มพัฒนาสินค้ารุ่นที่ 2 และ 3

หลังจากผมปล่อย Ebook เล่มที่สอง ผมก็เดินหน้าทำ Ebook เล่มที่สามทันที จากนั้นก็ตามด้วยเล่ม 4 และ 5 ซึ่งก็มีทั้งตัวขายดีและตัวขายไม่ได้คละกันไป แต่โดยรวมคือการมีสินค้าหลาย SKU ในธุรกิจของคุณจะมาช่วยยกค่าเฉลี่ยรายได้รวมของคุณให้สูงขึ้น

4 สัญญาณบอกว่าคุณคือว่าที่ Startup พลิกโลก

1. Big Idea คิดใหญ่

ถ้าคุณแค่เบื่องานประจำ เบื่อเจ้านาย เบื่อเพื่อนร่วมงาน เงินน้อย อยากมีเงินเยอะโดยไม่ต้องทำงานมากจึงคิดอยากลาออกไปเปิดร้านขายของ ร้านขายกาแฟ ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ฯลฯ เหล่านี้เป็น Traditional business ที่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ขนาดใหญ่ให้กับสังคม คุณเป็นเพียง Just another shop ในตลาด

นักธุรกิจ Startup เป็นพวกอยากสร้างสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ธุรกิจเฉพาะทางที่ผลกระทบมหาศาลเฉพาะกลุ่มถึงขั้นเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ที่สำคัญนักธุรกิจ Startup คิดใหญ่และไกลกว่าเรื่องของตัวเอง

ดังนั้นถ้าคุณแค่อยากเปิดร้านกาแฟเพราะไม่อยากทำงานประจำ แบบนี้ ‘คิดเล็ก’ เกินกว่าจะเป็นนักธุรกิจ Startup แต่ถ้าคุณอยากสร้าง Co-working space ให้เป็นเสมือนออฟฟิศอันดับหนึ่งและบ้านหลังที่สองของคนทำงาน Freelance ทั้งประเทศโดยมีกินกาแฟให้กิน... นี่คือ ‘คิดการใหญ่’ เพราะมันเปลี่ยนวิถีของคนทำงานที่อยู่นอกระบบทั้งประเทศ และนี่คือหลักคิดของ Howard Schultz ทำกับ Starbucks!

2. Change the World เปลี่ยนโลก

Startup สร้างสินค้าและบริการเพื่อเปลี่ยนโลก!
อาจฟังดูยิ่งใหญ่ แต่โลกในที่นี้หมายถึงโลกเฉพาะกลุ่ม ธุรกิจ Startup เป็นการก่อกำเนิดสินค้าและบริการเฉพาะทางที่เข้าไปแก้ปัญหาให้คนเฉพาะกลุ่ม แต่การแก้ปัญหานั้นมีผลกระทบในระดับที่เรียกว่า ‘Disrupt’ หรือ ‘แทนที่’ วัฒนธรรม พฤติกรร และระบบเดิมอย่างรุนแรง และในระยะยาวอาจส่งผลถึงขั้นระบบเดิมๆ อาจล่มสลาย

ยกตัวอย่างการ Disrupt ของสื่อออนไลน์ ได้แก่ Twitter, Facebook และ Youtube เข้ามาเปลี่ยนวงการ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์เป็นอันมาก

หนังสือพิมพ์ได้รับผลกระทบและกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจไม่มีอนาคตภายใน 10 ปีข้างในเพราะคนหันไปเสพข้อมูลผ่าน Twitter และ Facebook ในขณะที่คนก็สามารถรับชมวีดีโอข่าวสารข้อมูลที่สนใจผ่านทาง Youtube โดยไม่ต้องรอตารางเวลาจากโทรทัศน์

ส่วนแบรนด์ต่างๆ ก็สามารถกลายเป็นผู้ผลิตสื่อได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์เหมือนในอดีตแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แบรนด์หันมาสร้าง Youtube channel, Facebook page, และ Tweet ข่าวสารรายวันได้ด้วยตัวเอง

เหล่านี้ทำให้ Advertiser ผละออกจากสิ่งพิมพ์ไปลงทุนกับสื่อออนไลน์ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารหลายค่ายเริ่มทยอยปิดตัวลง แบบนี้คือ Disrupt ครั้งใหญ่ของวงการสื่อจากการมาของ Startup ด้าน Digital content.

3. Focus on Value to Other คิดถึงคุณค่าที่จะมอบให้ผู้อื่น

เหตุผลท็อปสามของคนอยากเป็นนายตัวเองเพราะ ‘อยากรวย’ ‘อยากสบาย’ ‘ไม่อยากทำงาน’ แต่เหตุผลนี้เป็นเหตุผลทีทำคน Fail มากที่สุด

ลูกค้าไม่ได้มีหน้าทีทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น แต่คุณต่างหากมีหน้าที่ทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น เขาถึงจะยอมจ่ายเงินให้คุณ! นักธุรกิจ Startup โฟกัสที่คุณค่าที่จะส่งมอบให้กับตลาด สินค้าและบริการที่แก้ปัญหาและทำให้ชีวิตผู้คน ง่ายขึ้น สบายขึ้น สะดวกขึ้น หรือแม้แต่รวยขึ้น

  • Facebook ช่วยให้พ่อแม่ลูกและผองเพื่อนสามารถ Connect กันได้ตลอดเวลาแม้จะอยู่ห่างไกลกัน
  • Instagram ช่วยให้คนถ่ายภาพเก๋ๆ ได้ภายใน 3 วินาที
  • Commit เป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้คนรักษาวินัยในการทำงาน Routine
  • Kindle ช่วยให้คนพกหนังสือพันเล่มไว้ในแอพพลิเคชั่นเดียว
  • AriBnB ช่วยให้คนแบ่งปันที่พักในราคาประหยัดทั่วโลก
  • LINE ช่วยให้คนสื่อสารถึงกันได้เร็วและฟรี
  • Shopify ช่วยให้คนเริ่มร้านค้าออนไลน์อย่างมืออาชีพโดยไม่ต้องรู้ Coding
  • Mail Chimp เป็นระบบ Email marketing ที่ใช้ง่ายและส่งอีเมล์หาคนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ
  • Paypal ช่วยให้การรับส่งเงินระหว่างประเทศเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าเดินไปตู้เอทีเอ็ม
  • Gumroad ช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถเปิดรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตภายใน 3 นาที

ฯลฯ... เหล่านี้คือสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนไปในทางที่ดีขึ้น พวกเขาโฟกัสที่การสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นก่อน เมื่อสิ่งที่เขาทำพิสูจน์แล้วว่าทำให้ชีวิตคนดีขึ้น ผู้คนจึงพร้อมใจกันใช้บริการ

4. Don’t Wait to be Perfect ไม่รอให้พร้อมอย่างสมบูรณ์แบบ

หัวใจของ Lean startup คือ เริ่มให้เร็ว...
การเป็น Perfectionist หรือการรอให้ทุกอย่างพร้อมถึงขั้นสมบูรณ์แบบกลับกลายเป็นผลเสีย เพราะมันทำให้คุณช้ากว่าคนอื่น และความสมบูรณ์แบบไม่ได้เป็นตัวรับประกันความสำเร็จ เช่นเดียวกับที่ผมรอ 1 ปีก่อนปล่อย Ebook ตัวแรกแล้วก็เจ๊งสนิท

ความสมบูรณ์แบบอาจเป็นสิ่งที่คุณมโนเอาเองว่านี่ดีแล้ว แต่คุณจะรู้ว่าดีหรือไม่ดีก็ต่อเมื่อปล่อยตัวสินค้าออกสู่ตลาด เมื่อนั่นแหละคุณจะรู้เอง

Ebook ที่ผมเปิดขายไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด สัมมนาที่ผมเปิดจองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่เมื่อมองย้อนกลับไป หากผมรอให้ทุกอย่าง Perfect… ผมจะไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่างจวบจนปัจจุบัน ในขณะที่การลงมือทำเท่าที่กำลังและความพร้อมจะพอมี มันทำให้คุณเรียนรู้และพัฒนาสินค้าและบริการเวอร์ชั่นต่อไปได้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

อย่าเริ่มธุรกิจเพราะอยากรวย จงตั้งเป้าหมายให้ใหญ่กว่าตัวเอง

'ลูกค้าไม่ได้มีหน้าที่ทำให้คุณรวย' ฉะนั้นการคิดอยากทำธุรกิจเพราะอยากรวยง่ายๆ อยากให้คนเอาเงินมาให้คุณเยอะๆ นั้นคิดผิด

จนกว่าคุณจะพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่คุณทำว่าสินค้าและบริการของคุณจะแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้อย่างไร ฯลฯ -- เมื่อนั้นแหละครับคุณถึงจะดึงเงินออกจากกระเป๋าลูกค้าได้โดยที่เขาเต็มใจ

การที่คนจำนวนมากเริ่มทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้คิดถึงจุดนี้ แต่กลับไปคิดแค่ในมุมของตัวเองว่า "ฉันจะได้อะไร" จงเปลี่ยนหลักคิดว่า ปัญหาของลูกค้าอยู่ตรงไหน และ "คุณจะให้อะไร" แล้ว "ชีวิตเขาจะดีขึ้นเพียงใดที่มีคุณ"

เปลี่ยนหลักคิด ชีวิตเปลี่ยนครับ ขอให้โชคดี!

ปล. สนใจอยากเขียน Ebook กับ Ebook Wing สามารถทักไปได้ที่ Facebook Fan Page Ebook Wing

austin isd cloud . list of domains . ip address websites site analysis site down . trip planner .

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!