ศึกน้ำเมาแสนล้านเมื่อ “คาราบาวแดง” ท้าชิงพี่ใหญ่ “ไทยเบฟ”

ศึกน้ำเมาแสนล้านเมื่อ “คาราบาวแดง” ท้าชิงพี่ใหญ่ “ไทยเบฟ”
Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

เรียกว่า สั่นสะเทือนไปทั่ววงการน้ำเมา

เมื่อหนึ่งในเจ้าตลาดเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง คาราบาวแดงขอแตกไลน์สู่ธุรกิจสุราอย่างเต็มสูบ ภายใต้ บริษัท คาราบาวแดง 1999 จำกัด ด้วยการทุ่มทุนกว่า 3 พันล้านบาท สร้างโรงงานผลิตสุรากลั่นเต็มรูปแบบขึ้นบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ ใน จ.ชัยนาท หวังชิงส่วนแบ่งตลาดสุราในเมืองไทยมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ครองบัลลังก์ด้วยสัดส่วน 95 % ที่ทำเอานึกชื่อคู่แข่งรายอื่นแทบไม่ออก

รายได้ในธุรกิจกลุ่มสุราของไทยเบฟนับว่าไม่ธรรมดา เมื่อดูรายได้จากการขายในปีงบประมาณ 2559 (สิ้นสุดในเดือนกันยายน) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.39 แสนล้านบาท พบว่ามาจากกลุ่มสุรามากกว่าครึ่ง คืออยู่ที่ 55% หรือคิดเป็นตัวเลขที่ 7.65 หมื่นล้านบาท

ท้าชิงขนาดนี้ คาราบาวแดงก็ย่อมมีดีพอตัว!

เส้นทางของคาราบาวแดงเริ่มต้นในปี 2545 เมื่อ เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ชักชวนสหายที่รู้จักกันมานานเป็นสิบๆ ปีอย่างยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว”มาทำธุรกิจร่วมกับหุ้นส่วนอีกคนคือ ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ ก่อตั้ง บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัดดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ “คาราบาวแดง” โดยยืนยงรับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์เพราะเป็นคนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับประเทศและมีฐานแฟนเพลงเหนียวแน่น ซึ่งแฟนเพลงกลุ่มนี้สามารถแปรมาเป็นกลุ่มลูกค้าของคาราบาวแดงได้

เพียงแค่ปีแรก คาราบาวก็เติบโตแบบหยุดไม่อยู่ พุ่งขึ้นมาครองส่วนแบ่งได้ถึง 10% ท่ามกลางคู่แข่งแบรนด์ดังๆ ที่ครองตลาดมานานอย่าง เอ็ม-150 กระทิงแดง ลิโพวิตัน-ดี ฯลฯ

แต่เส้นทางก็ไม่ราบรื่นเสียทีเดียว เพราะคาราบาวแดงต้องเจอคู่แข่งสกัดการเติบโตด้วยการอัดงบการตลาดตอบโต้แบบไม่ยั้ง แต่คาราบาวแดงก็ไม่ยอมถอยง่ายๆ สู้กลับด้วยการบริหารจัดการระบบกระจายสินค้าให้เข้าถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างทีม “สาวบาวแดง” เพื่อลงลึกไปถึงระดับหมู่บ้าน ช่วยสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศ

ลูกฮึดและกลยุทธ์ของคาราบาวแดงได้ผล เพราะช่วยเสริมให้แบรนด์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ในปี 2557 ภายใต้ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งนอกจากปัจจุบันจะขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ด้วยส่วนแบ่ง 21-22% คาราบาวแดงยังไปบุกตลาดเพื่อนบ้านจนกลายเป็นเครื่องดื่มชูกำลังเบอร์ 1 ในกัมพูชาไปเรียบร้อย และยังส่งออกไปประเทศเมียนมาร์ เวียดนาม อัฟกานิสถาน เยเมน อังกฤษ ฯลฯ โกยรายได้กลับมาได้หลายพันล้านบาท

รายได้รวมของคาราบาวกรุ๊ปในปีเดียวกับที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ประมาณ 7.6 พันล้านบาท กระทั่งปีที่แล้ว รายได้รวมก็พุ่งขึ้นไปถึง 1.01 หมื่นล้านบาท และตัวเลขกำไรสุทธิเกือบ 1.5 พันล้านบาท

กลยุทธของคาราบาวแดงไม่เพียงตอกย้ำฐานที่มั่นในเมืองไทยด้วยการขยายไปทำสินค้าประเภทกาแฟกระป๋องและน้ำดื่ม แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ “อินเตอร์” ให้กับแบรนด์ ผ่านกีฬาฟุตบอลที่มีผู้ชมทั่วโลก โดยเป็นสปอนเซอร์ให้กับสโมสร Reading เป็นพันธมิตรด้านชุดเทรนนิ่งอย่างเป็นทางการให้สโมสร Chelsea และทุ่มเงิน 18 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 800 ล้านบาท เป็นสปอนเซอร์ชื่อรายการแข่งขันฟุตบอลลีกคัพของอังกฤษที่จะใช้ชื่อว่า Carabao Cup เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2017/2018 และยังประกาศดีลเป็นสปอนเซอร์ให้สโมสรฟุตบอล Flamengo ในบราซิลด้วยอีกแห่ง

ทั้งหมดที่ว่ามาทำให้ไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ “คาราบาวแดง” จะลุกขึ้นมา “ปั้น” ตลาดให้คึกคักอีกครั้ง.

wik1 

 

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!