BOIเผยยอดลงทุนรบ.ประยุทธ์1.7ล้านลบ.

BOIเผยยอดลงทุนรบ.ประยุทธ์1.7ล้านลบ.
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

BOI เผย ยอดขอรับส่งเสริมลงทุนรบ.ประยุทธ์ 1.7 ล้านล้านบาท ขณะไตรมาสแรก ปี 60 แตะ 80,000 ล้านบาท - ยอดยื่นขอรับส่งเสริม 3 เดือนแรก 293 โครงการ มูลค่า 61,980 ล้านบาท

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนตั้งแต่ปี 2559 ถึงไตรมาส 1 ปี 2560 เกิดการลงทุนจริงแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 570,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในไตรมาส 1 ปีนี้ 80,000 ล้านบาท โดยคาดว่า จากนโยบายส่งเสริมการลงทุน ความชัดเจนของพรบ.ส่งเสริมการลงทุนและพรบ.การเพิ่มขีดความสามารภในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะมีการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น จะทำให้การขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และมั่นใจว่าจะทำให้เกิดการลงทุนจริงจากโครงการอื่นๆในช่วง 1-3 ปีนี้ อีกไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท 

ทั้งนี้ หากนับเม็ดเงินที่เกิดการลงทุนจริง ตั้งแต่การเข้ามาบริหารงานของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งผลให้เกิดการลงทุนจริงรวม 3 ปี ตั้งแต่ 2557 จนถึงไตรมาแรกปีนี้ รวมสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อปลดล็อคการลงทุน เน้นอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนมากขึ้น  โดยในปี 2557 มูลค่าลงทุน 6 แสนล้านบาท ปี 2558 มูลค่าลงทุน 5 แสนล้านบาท ปี 2559 มูลค่าลงทุน 4.9 แสนล้านบาท

นางหิรัญญา ยังเปิดเผยว่า ภาพรวมการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 3 เดือนปี 2560 มีจำนวน 293 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 61,980 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น รองลงมาคือ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย  โดยเป็นโครงการลงทุนใหม่ 182 โครงการ และเป็นโครงการขยายจากกิจการเดิม 111 โครงการ  ซึ่งพบว่า ร้อยละ 55 ของมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนเป็นกิจการที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย New S Curve 

ทั้งนี้ นางหิรัญญา กล่าวว่า ตัวเลขเงินลงทุนในแต่ละปีอาจมีมากหรือน้อยกว่ากันได้ แต่ขอให้ดูการลงทุนที่จะส่งผลดีในระยะยาวต่อประเทศ เช่น การลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ขยายกิจการสู่การผลิตยางล้ออากาศยาน ที่จะสนับสนุนให้เกิดการใช้ผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน ขณะเดียวกันในช่วงเดือนพฤษภาคม - กันยายนนี้ บีโอไอมีแผนเดินสายชักจูงการลงทุนและสร้างความเข้าใจนประเทศเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุน อาทิ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้  สหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ซึ่งเชื่อว่า แนวโน้มการลงทุนยังคงมีสัญญาณดีอย่างต่อเนื่อง