ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง35.89จุด

กระแสหุ้นออนไลน์

สนับสนุนเนื้อหา

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (18 พ.ย.)ที่ 18,867.93 จุด ลดลง 35.89 จุด หรือ -0.19% ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,321.51 จุด ลดลง 12.46 จุด หรือ -0.23% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,181.90 จุด ลดลง 5.22 จุด หรือ -0.24%  เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ หลังจากที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวทะยานขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความหวังที่ว่า นโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ จะเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลที่ว่า การแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์อาจจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลัก
ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 0.1% ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 0.8% และดัชนี NASDAQ ปรับตัวขึ้น 1.6%
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่า การแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของสกุลเงินดอลลาร์อาจจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นรายได้หลัก โดยดัชนีดอลลาร์ดีดตัวขึ้นทะลุระดับ 101 เมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2003 เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในตะกร้าเงิน จากแรงหนุนของการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า
นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของเฟดได้ออกมาส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด นางเอสเธอร์ จอร์จ ประธานเฟดสาขาแคนซัส ซิตี้ และนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ ต่างก็ออกมาสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. พร้อมกับเตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญความเสี่ยงหากเฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป เนื่องจากจะทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต
ส่วนในการประชุมเมื่อช่วงต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ มีมติด้วยคะแนนเสียง 8-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในช่วง 0.25-0.50% ขณะเดียวกัน FOMC ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. โดยระบุว่าเศรษฐกิจมีการปรับตัวดีขึ้น และอัตราเงินเฟ้อกำลังดีดตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด