บล.เอเซียพลัส แนะซื้อ THRE เป้า 7.19บ.

บล.เอเซียพลัส : THRE แนะนำซื้อ Fair value7.19 บาท สร้างการเติบโตจากทั้งธุรกิจปัจจุบันและธุรกิจใหม่            ฝ่ายวิจัยประเมินแนวโน้มการเติบโตของเบี้ยประกันภัยต่อรับรวมของ THRE ในปี 2552-2554 อย่างต่อเนื่องที่ระดับเฉลี่ย 9%p.a.(CAGR) โดยมีปัจจัยผลักดันจากนโยบายการดำเนินธุรกิจที่ มุ่งเน้นการให้ความสำคัญใน 2 ด้านหลักๆ กล่าวคือ 1) การเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจประกันภัยต่อ แต่เน้นการรับงานที่มีอัตรากำไรสูงมากขึ้น และ 2) การกระจายความเสี่ยงของธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งนี้ ในส่วนของการประกันชีวิตต่อนั้น THRE จะเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากงานภายนอก ที่เป็นไปในเชิงการค้าทั่วไป (มากกว่าเดิมซึ่งเป็นการรับงานตามเกณฑ์ที่ทางการกำหนด) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น (เบี้ยประกันภัยต่อรับสุทธิจากค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยต่อ = กำไรจากการรับประกันภัยต่อ) ที่สูงกว่ามากขึ้น (เพราะบริษัทฯ ไม่จำเป็นต้องส่งเบี้ยประกันภัยต่อรับกลับไปให้แก่คู่สัญญา จึงสามารถเก็บรายได้ไว้ที่บริษัทฯ ได้มากขึ้น) อีกทั้งยังสามารถคัดเลือกงานที่มีคุณภาพได้เองมากขึ้น ผันธุรกิจจาก Re-insurer เป็น Service provider            ในส่วนของการหารายได้จากธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยขยายฐานรายได้ และกำไรเพื่อมาทดแทนรายได้ในส่วนของการลงทุนที่มีความผันผวนมากแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ทำหน้าที่เป็นเพียง Re-insurer ไปเป็น Service provider โดยที่บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อทำหน้าที่ในการให้บริการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจด้านประกันภัย รวมถึงประกันชีวิต โดยการให้บริการส่วนใหญ่ประกอบด้วยการบริหารจัดการค่าสินไหมทดแทน (เพื่อร่นระยะเวลาในขั้นตอนของการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน) การพิมพ์กรมธรรม์ งานด้านสนับสนุนการปฎิบัติงาน(Business process outsourcing) และการประมวลผลข้อมูลด้านการประกันภัย เป็นต้น แม้ในปัจจุบัน รายได้และกำไรจากบริษัทย่อยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีพัฒนาการของการเติบโตที่ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา   ซึ่งคาดว่าการเติบโตจะเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้นในอนาคต PER ต่ำ ปันผลสูง...กำไรเติบโตเชิงรุกใน 3 ปีข้างหน้า              ฝ่ายวิจัยแนะนำซื้อ โดยได้ปรับเพิ่ม Fair value ซึ่งอิงวิธี Replacement cost เท่ากับ 7.19 บาท (ประกอบด้วยมูลค่ากิจการใน 2 ส่วนคือ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิเท่ากับ 2.23 บาท/หุ้น และ Value of New Business (VNB) เท่ากับ 4.96 บาท/หุ้น) จากเดิม 5.95 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับเพิ่มมูลค่ากิจการในส่วนของ VNB ที่อิงวิธี DCF โดยราคาหุ้นปัจจุบันยังมีส่วนลดถึง 37% จากราคา Fair value ทั้งนี้ THRE เป็นหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิค่อนข้างมีเสถียรภาพ (ผันผวนน้อยต่อสภาพเศรษฐกิจ) โดยสามารถรักษาระดับผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ในระดับสูงเฉลี่ยถึง 18-20%p.a. ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา โดยคาด EPS ในปี 2552-2554 จะเติบโตเชิงรุกได้ต่อเนื่องถึง 15.8% p.a.(CAGR) นอกจากนี้ THRE ยังมีจุดแข็งในเรื่องการจ่ายเงินปันผลตอบแทนในระดับสูง (Payout ratio เฉลี่ย 90% ของกำไรฯ) โดยฝ่ายวิจัยคาด Div yield สำหรับงวด 2H52 ที่ระดับ 4% (1H52 จ่ายเงินปันผล 0.18 บาท/หุ้น) ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตของ EPS ปี 2553 ตามที่คาดไว้ถึง 18.5%yoy ย่อมนำมาซึ่งการเติบโตของเงินปันผลจ่ายในปี 2553 ให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 8.8%p.a. ตามที่ฝ่ายวิจัยคาด             

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!