กฟผ.คาดปี59พีคสูงสุดแตะ28,470MW

กฟผ.คาดปี59พีคสูงสุดแตะ28,470MW
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

กฟผ. เผยการดำเนินงานของ กฟผ. ในปี 2558 และทิศทางในปี 2559 คาดพีคสูงสุดแตะ 28,470 MW เพิ่มขึ้น 4.1%

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในปี 2558 ว่า ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในระบบของ กฟผ. อยู่ที่ 27,346 เมกะวัตต์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2558 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 1.5 การใช้พลังงานไฟฟ้าในปี 2558 การผลิตและซื้อพลังงานไฟฟ้ารวม 182,446 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 มีสัดส่วนการผลิตพลังงานจากก๊าซธรรมชาติร้อยละ 69 ถ่านหินร้อยละ 20 พลังน้ำร้อยละ 8 พลังงานทดแทนร้อยละ 2.4 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.6 โดยการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณกลางปี 2558 ชี้ให้เห็นทิศทางเศรษฐกิจและการใช้พลังงานที่เริ่มฟื้นตัว และผลจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ประกอบกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำลดลงจากปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยมาก ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในปี 2558 ปรับลดลงได้เพียง 22.62 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เชื้อเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาค่าไฟฟ้า นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานยังได้ประกาศปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 เป็นต้นมา โดยปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก 1.05 สตางค์ต่อหน่วย สำหรับการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2559 จะอยู่ที่ 28,470 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 และความต้องการพลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1

นอกจากนี้ นายสุนชัย กล่าวว่า เป้าหมายการดำเนินการในปี 2559 จะมีโรงไฟฟ้าใหม่เข้าระบบ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือชุดที่ 2 กำหนดจ่ายไฟฟ้าในเดือนมกราคม 2559 โรงไฟฟ้าลิกไนต์หงสา ประเทศลาว เครื่องที่ 3 เดือนมีนาคม 2559 ปลดโรงไฟฟ้าขนอม 748 เมกะวัตต์ ออกจากระบบ และนำเข้าโรงไฟฟ้าขนอมใหม่ เดือนมิถุนายน 2559 และยังมีโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ซึ่งใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการลงทุนขยายกำลังผลิตและระบบส่งของ กฟผ. ช่วง 5 ปี คือ ปี 2559 - 2563 กำหนดไว้ที่ 668,276 ล้านบาท และโครงการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าใหม่ และโรงไฟฟ้าหมุนเวียนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต