จักรมณฑ์ชี้ปฏิรูปอุตฯต้องทำ3ส่วนพร้อมกัน

จักรมณฑ์ชี้ปฏิรูปอุตฯต้องทำ3ส่วนพร้อมกัน
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

รมว.อุตสาหกรรม ชี้ ปฏิรูปภาคอุตฯ ต้องทำ 3 ส่วนพร้อมกัน แนะเร่งปรับกฎระเบียบ พัฒนาคมนาคมขนส่ง เพิ่มนวัตกรรมขีดความสามารถแข่งขันอุตสาหกรรมไทย มอง เศรษฐกิจปี 58 ขยายตัว 3-4%

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาเรื่อง อนาคตเศรษฐกิจไทยหลังปฏิรูปอุตสาหกรรม ว่า การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมไทยต้องดำเนินการใน 3 ส่วนพร้อมกัน ได้แก่ การประเมินศักยภาพอุตสาหกรรมของประเทศว่าอยู่ในระดับใด และเร่งปรับปรุงให้เป็นไปตามแนวทางที่วางไว้ การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว และการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขัน ซึ่งเป็นผลจากการวางนโยบายภาครัฐที่มีความเสถียรและมีความต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนวางแผนดำเนินโครงการระยะยาวได้ ขณะที่ นโยบายประชานิยมบางส่วน อาทิ โครงการจำนำข้าวและโครงการรถยนต์คันแรก ส่งผลกระทบต่อทิศทางการวางนโยบายด้วยการทำให้เกิดอุปสงค์เทียม

ทั้งนี้ นายจักรมณฑ์ กล่าวว่า ไทยต้องเร่งแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ ปรับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้ทันสมัย สะดวก พร้อมพัฒนาการคมนาคมขนส่งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าไทยมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับต้นของภูมิภาค เป็นรองเพียงประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยสูงขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืน ประกอบด้วย นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมก้าวหน้า การอยู่ร่วมกันของภาคประชาชนและอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดการกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมให้เข้าระบบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งหากไม่ได้ดำเนินการมองว่าในอนาคตอาจส่งผลให้ประเทศคู่ค้าอาจเริ่มต่อต้านอุตสาหกรรมไทยได้และอาจส่งผลต่อสินค้าส่งออกอื่น ๆ

นายจักรมณฑ์ ยังกล่าวว่า ในปี 2558 ประเมินว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย จะอยู่ที่ร้อยละ 3-4 ส่วนอัตราการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย จะเติบโตได้ถึงร้อยละ 6 ซึ่งเป็นผลจากฐานที่อยู่ในระดับต่ำในปีนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยในประเทศเริ่มฟื้นตัวขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นแต่มองว่าอาจไม่มากนักแต่จะช่วยผลักดันให้ภาคการส่งออกของไทยเติบโตตามไปด้วย ขณะที่โครงการภาครัฐที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ส่งผลดีต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชนสะท้อนได้จากยอดการขอรับส่งเสริมการลงทุนสิ้นปีนี้ที่เห็นสัญญาณการขยายตัว และคาดว่าจะมากกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานตามมาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นายจักรมณฑ์ มองว่า เศรษฐกิจโลกในปีหน้า แม้จะฟื้นตัวไม่มากนัก แต่ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยส่งผลดีต่ออัตราค่าครองชีพในประเทศ ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนในปีหน้าเชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้น