ดัชนีดาวโจนส์ปิดดิ่งเหว 389.24 จุด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงนี้ (9 พ.ย.) ร่วงลง 389.24 จุด หรือ 3.20% ปิดที่ 11,780.94 จุด ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 46.82 จุด หรือ 3.67% ปิดที่ 1,229.10 จุด และดัชนี Nasdaq ดิ่งลง 105.84 จุด หรือ 3.88% ปิดที่ 2,621.65 จุด ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 4.6 พันล้านหุ้น หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของรัฐบาลอิตาลีพุ่งขึ้นเหนือระดับ 7% ซึ่งส่งสัญญาณว่าอิตาลีกำลังแบกรับภาระหนี้มูลค่ามหาศาล และอาจบีบให้อิตาลีต้องขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากภายนอกเช่นเดียวกับกรีซ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะฉุดรั้งเศรษฐกิจของยูโรโซนให้เข้าสู่ภาวะถดถอยในเร็วๆนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดดิ่งลง 3.20% เมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นสถิติที่ร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้สาธารณะในอิตาลี หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลอิตาลีพุ่งขึ้นแตะระดับ 7.502% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดครั้งใหม่นับตั้งแต่เริ่มใช้สกุลเงินยูโรในปี 2542 และบ่งชี้ว่ารัฐบาลอิตาลีจะต้องแบกรับภาระหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก ในช่วงที่ไอร์แลนด์และโปรตุเกสต้องขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นั้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไอร์แลนด์และโปรตุเกสพุ่งขึ้นแตะระดับ 7% จึงทำให้นักลงทุนกังวลว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอิตาลีในเวลานี้อาจเลวร้ายกว่าประเทศอื่นๆที่ขอรับความช่วยเหลือไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ แม้นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีเมื่อวันอังคาร แต่ตลาดยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจและการเมืองของอิตาลี เนื่องจากอิตาลีเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยูโรโซน ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงกดดันมากขึ้นเมื่อมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่หลายคนของอียูกล่าวว่า อียูยังไม่มีแผนที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการเงินต่ออิตาลี ซึ่งข่าวดังกล่าวยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าอิตาลีอาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้ แม้มีรายงานในวันเดียวกันว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เริ่มเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอิตาลีเพื่อช่วยอิตาลีให้รอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดได้รับปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องอิตาลี แต่แรงกดดันในระหว่างวันได้รับการบรรเทาจากตัวเลขเงินเฟ้อของจีน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค.เพิ่มขึ้นเพียง 5.5% ซึ่งน้อยกว่าเดือนก.ย.ที่พุ่งขึ้น 6.1% โดยข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดการคาดการณ์ในตลาดว่า การชะลอตัวลงเงินเฟ้อจะทำให้ทางการจีนเริ่มใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินและกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเร็วๆนี้ นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันพฤหัสบดี กระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนก.ย.และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และกระทรวงการคลังสหรัฐจะเปิดเผยงบประมาณของรัฐบาลกลางเดือนต.ค.  ส่วนวันศุกร์ รอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนจะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต้นเดือนพ.ย.

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!