ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 291.23 จุด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (28 พ.ย.) พุ่งขึ้น 291.23 จุด หรือ 2.59% ปิดที่ 11,523.01 จุด ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 33.88 จุด หรือ  2.92% ปิดที่ 1,192.55 จุด ดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 85.83 จุด หรือ 3.52% ปิดที่ 2,527.34 จุด เพราะได้แรงหนุนจากรายงานที่ว่ายอดค้าปลีกในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้าของสหรัฐ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจากข่าวที่ว่าผู้นำยูโรโซนเตรียมใช้มาตรการยับยั้งวิกฤตหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งขึ้นแข็งแกร่ง หลังจากสหพันธ์ค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐ (NRF) เปิดเผยว่า ตัวเลขค้าปลีกในช่วงสุดสัปดาห์หลังวันขอบคุณพระเจ้าปีนี้ ปรับตัวขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำสถิติสูงสุดที่ 5.24 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะยอดขายเสื้อผ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 398.62 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 365.34 ดอลลาร์ในปีที่แล้ว NRF รายงานโดยอ้างอิงจากผลสำรวจที่จัดทำโดย BIGresearch ด้านบริษัทวิจัย คอมสกอร์ เปิดเผยว่า ยอดขายทางออนไลน์ในวัน Black Friday หรือวันศุกร์หลังวันขอบคุณพระเจ้า ทะยานขึ้น 26% สู่ระดับ 816 ล้านดอลลาร์ และพุ่ง 18% แตะ 479 ล้านดอลลาร์ในวันขอบคุณพระเจ้า ขณะที่ผลวิจัยซึ่งจัดทำโดย ShopperTrak ซึ่งเป็นผู้ให้บริการนับจำนวนคนเดินเข้า-ออกห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีก ระบุว่า ยอดขายในวัน Black Friday ปีนี้ เพิ่มขึ้น 6.6% จากวันเดียวกันนี้ในปีที่แล้ว แตะ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่จำนวนผู้ที่เดินเข้า-ออกร้านค้าปลีก เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับวัน Black Friday ในปี 2553 บริษัท ไซเบอร์ ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกทางออนไลน์คาดการณ์ว่า ยอดขายของบริษัทจะปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง เนื่องจากผู้บบริโภคเริ่มหันมาสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้แรงหนุนจากรายงานของหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag ของเยอรมนีที่ระบุว่า นางอังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมี และนายนิโคลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กำลังหารือกันเกี่ยวกับแนวทางการคุมเข้มวินัยด้านการคลังของประเทศในกลุ่มยูโรโซน ขณะที่นายวูล์ฟกัง ชูเบิล รมว.คลังเยอรมนีได้ออกมาเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนสนธิสัญญาเพื่อคุมเข้มวินัยด้านงบประมาณของสมาชิกยูโรโซนเช่นกัน ซึ่งความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่การประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐและสหภาพยุโรปจะมีขึ้นที่กรุงวอชิงตัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE3) ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การซื้อหลักทรัพย์ที่มีสินเชื่อบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดขายบ้านใหม่เดือนต.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3% สู่ระดับ 307,000 ยูนิตต่อปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 5 เดือน อย่างไรก็ตาม ราคากลางของบ้านใหม่ในเดือนต.ค.ปรับตัวลดลง 0.5% ด้าน นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยวันอังคาร สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์จะเปิดเผยราคาบ้านเดือนก.ย. และคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด จะเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐเดือนพ.ย. วันพุธ ADP Employer Services เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานทั่วประเทศเดือนพ.ย., ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยตัวเลขที่ปรับทบทวนสำหรับประสิทธิภาพการผลิตและต้นทุนแรงงานต่อหน่วยประจำไตรมาส 3, สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติเปิดเผยยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนต.ค. และเฟดเปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจหรือ Beige Book วันพฤหัสบดี กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนพ.ย. ส่วนวันศุกร์ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย.

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!