4 ข้อควรรู้ ก่อนเริ่มทำประกันชีวิต

4 ข้อควรรู้ ก่อนเริ่มทำประกันชีวิต
S! Money

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อการทำประกันให้มากกว่าการคุ้มครอง มีการออมทรัพย์และให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีมากมาย ซึ่งคุณก็จะต้องยอมแบกภาระในการจ่ายเบี้ยประกันทุกปีด้วยเช่นกัน คุณโสภี เจนกิจงาม ผู้จัดการภาคเจนกิจงาม ที่ปรึกษาภาษีและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ข้อคิดเห็นว่าคนรุ่นใหม่ควรตรวจสอบตัวเองก่อนทำประกัน ดังนี้

1. มีเงินเหลือไม่เดือดร้อน

คนที่จะทำประกันชีวิตหรือประกันอุบัติเหตุได้ จะต้องมีเงินเหลือที่หักจากค่าใช้จ่ายประจำเดือน และภาระหนี้ประจำเดือน เช่น เงินให้พ่อแม่ เงินค่าการศึกษา เงินค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ฯลฯ หากมีเงินเหลือคุณสามารถลงทุนกับประกันได้ เพราะว่าหากคุณส่งไปแล้วเพียง 1-2 ปี

แล้วไม่มีกำลังส่งต่อ เงินประกันที่คุณส่งมาแล้วนั้นจะถือว่าสูญเปล่าทันที แต่บางบริษัทประกันเมื่อคุณส่งมา 4-5 ปีแล้วเกิดภาวะเงินขาดมือแล้วขาดส่ง ทางบริษัทบางแห่งจะมีการกู้แบบอัตโนมัติให้ แม้คุณจะไม่ได้จ่ายแล้วแต่ก็ยังมีการคุ้มครองอยู่ หากมีเงินจึงค่อยตามจ่ายเบี้ยประกันย้อนหลัง 

2. ทำประกันตรงกับความเสี่ยง

สาวๆ บางคนเลือกทำประกันอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตตามเพื่อนๆ อยากจะบอกว่าคุณควรคิดดูให้ดีว่าตัวเองมีความเสี่ยงเรื่องใดบ้างมากกว่า หากเป็นเซลล์มีอาชีพที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ความเสี่ยงที่จะเจออุบัติเหตุก็มากกว่าพนักงานออฟฟิศธรรมดา

หรือทางครอบครัวมีประวัติเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งหรือเบาหวาน คุณก็สามารถเจาะจงซื้อความคุ้มครองเฉพาะโรคได้ ซึ่งจะตรงความต้องการและเสียค่าเบี้ยประกันคุ้มค่ากว่า แต่หากออฟฟิศไหนให้สวัสดิการแบบประกันกลุ่ม ถือว่าคุณโชคดีและสามารถซื้อประกันเพิ่มเติมจากความคุ้มครองของประกันกลุ่ม ได้ด้วยราคาที่ถูกกว่า

3. ออมในประกันดีกว่า

การเสียเบี้ยประกันทุกวันนี้เหมือนการออมในธนาคาร เนื่องด้วยดอกเบี้ยมีอัตราใกล้เคียงกัน แต่ดีกว่าตรงที่มีความคุ้มครองเพิ่มเติมมาด้วย ประกันชีวิตบางประเภทมีปันผลคืนทุกๆ 2 ปีแล้วแต่ว่าข้อตกลงจะเป็นแบบไหน แต่สำหรับคนรุ่นใหม่นิยมที่จะเน้นผลตอบแทนเร็วอย่างการเล่นหุ้น

แต่ว่าความไม่แน่นอนมีสูงมาก บางครั้งเล่น 10 ครั้งอาจจะได้ แต่ครั้งที่ 11 หมดตัวไม่เหลือเงินเก็บเลย ยิ่งเฉพาะคนที่ยังหนุ่มยังสาวจะคิดว่าร่างกายแข็งแรง ซึ่งเมื่อเกิดเจ็บไข้เข้าโรงพยาบาลมักเสียค่าใช้จ่ายสูง โดยไม่มีประกันชีวิตรับรองเลย   

4. เลือกประกันตามความสำคัญ

การเลือกประกันชีวิตเหมือนกับการตัดเย็บเสื้อผ้า คุณจะต้องคิดให้ดีว่าความต้องการของคุณมีอะไรบ้าง อย่างเช่น 3 ตัวเลือก คุ้มครองรายได้ ทุนการศึกษาให้บุตร เก็บเงินไว้ยามเกษียณ คุณจะต้องให้ความสำคัญว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

และสิ่งไหนรองลงมา หรือมีความห่วงในเรื่องใดมากที่สุด อย่าซื้อตามโฆษณาหรือซื้อตามคนอื่น เพราะคุณเองถึงจะรู้ว่าต้องการอะไรจากการลงทุนในประกันชีวิต

ขอบคุณข้อมูล : lisaguru

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!