“โจ ไบเดน” จากชีวิตสุดดราม่า สู่ปธน.คนที่ 46 ของสหรัฐฯ

“โจ ไบเดน” จากชีวิตสุดดราม่า สู่ปธน.คนที่ 46 ของสหรัฐฯ
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

แม้ว่าการช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 46 ของ โจ ไบเดน ผู้อาสาเยียวยาอเมริกาจะเป็นชัยชนะแบบนอนมา ทิ้งห่างคู่แข่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เจ้าของตำแหน่งเดิมแบบไม่เห็นฝุ่น

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ชีวิตของไบเดนในวัย 77 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา 7 สมัย และรองประธานาธิบดี 2 สมัย ผ่านเรื่องราวดราม่ามาแล้วหลายต่อหลายครั้งบนเส้นทางการเมืองที่ยาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ

ภรรยาและลูกสาวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

ไบเดนก้าวเข้าสู่วงการการเมืองอย่างเต็มตัวหลังได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของพรรคเดโมแครตที่รัฐเดลาแวร์ในปี 1972 ขณะที่มีอายุย่างเข้าวัย 30 โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะของเขามี “นีเลีย” ผู้เป็นภรรยาเป็นกำลังสำคัญ ถึงขนาดที่ไบเดนกล่าวยกย่องนีเลียว่าเป็น “มันสมอง” ของแคมเปญหาเสียง จนทำให้เขากลายเป็นสว.อายุน้อยที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

joebiden.com

แต่หลังจากฉลองชัยชนะได้ไม่ทันไร ไบเดนก็ต้องพบกับข่าวสุดช็อก เมื่อภรรยาและลูก ๆ ทั้งสามประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกชน ขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน โดยภรรยาและ “เอมี่” ลูกสาวคนเล็กวัย 13 เดือน เสียชีวิตระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วน “โบ” ลูกชายคนโตขาหัก และ “ฮันเตอร์” ลูกชายคนกลางกะโหลกร้าว และนั่นจึงเป็นเหตุให้ไบเดนต้องทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในโรงพยาบาลที่ลูกชายรักษาตัว

เข้ารับการผ่าตัดสมอง 2 ครั้งในปีเดียวกัน

ในปี 1988 สมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการศาลยุติธรรมสำหรับสมาชิกวุฒิสภา ไบเดนต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองถึง 2 ครั้ง จากอาการปวดคออย่างรุนแรงที่เจ้าตัวคิดว่าเป็นเพียงเพราะปลายประสาทอักเสบและติดเชื้อไวรัส

โดยไบเดนเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง “Promises to Keep” ว่ามีอยู่วันหนึ่งขณะที่อยู่ในห้องพักโรงแรม ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1988 เขารู้สึกเจ็บแปลบที่หลังคออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และนอนหมดสติอยู่ที่พื้นไปนานถึง 5 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงแอดมิตเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเดลาแวร์ และถูกย้ายตัวไปที่ศูนย์การแพทย์ Walter Reed Army Medical Center เพื่อทำการผ่าตัดสมองนานถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งสาเหตุมาจากหลอดเลือดโป่งพองในสมอง

จากนั้นเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ไบเดนต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองเป็นครั้งที่สอง เพราะที่สมองอีกข้างมีหลอดเลือดโป่งพองเช่นเดียวกัน แม้จะไม่แสดงอาการใด ๆ ก็ตาม แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะหลอดเลือดสมองแตกได้

ลูกชายคนกลางติดสุรา-ยาเสพติด

“ฮันเตอร์” บุตรชายคนกลางของไบเดน ซึ่งเป็นนักกฎหมายและหุ้นส่วนการบริหารจัดการบริษัทลงทุนแห่งหนึ่ง ตกเป็นข่าวอื้อฉาวหลังจากถูกปลดจากกองกำลังสำรองกองทัพเรือสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 ขณะมีอายุได้ 44 ปี เนื่องจากผลตรวจปัสสาวะออกมาเป็นบวก โดยพบสารเสพติดโคเคนในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีอาการติดแอลกอฮอล์ด้วย

ในขณะนั้น ไบเดนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ด้วย แต่ไม่ได้มีแถลงการณ์ใด ๆ ออกมาต่อกรณีดังกล่าว มีเพียงฮันเตอร์เท่านั้นที่ออกมาขอโทษและแสดงความเสียใจต่อการกระทำของตนเองที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย และเคารพการตัดสินใจของกองทัพเรือสหรัฐฯ

ลูกชายคนโตเสียชีวิตจากมะเร็งสมอง

joebiden.com
ไบเดนต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อ “โบ” อดีตอัยการรัฐเดลาแวร์ ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมองในวัย 46 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2015

ก่อนจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งนั้น โบเคยป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองในปี 2010 และต้องเข้ารับการผ่าตัดรอยโรคที่เป็นเนื้อเยื่อที่ผิดปกติในสมองออกในปี 2013 โดยระหว่างที่เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งนั้น โบต้องเข้ารับการทำเคมีบำบัดและฉายแสงด้วย แต่ไม่อาจต้านทานโรคร้ายได้ ซึ่งไบเดนเคยพูดถึงลูกชายคนโปรดในรายการ “Morning Joe” ที่ออกอากาศทางช่อง  MSNBC เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาด้วยว่า โบควรจะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 เสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่ตนเอง และทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา เขาจะนึกถึงลูกชายคนนี้อยู่ตลอดว่าภูมิใจในตัวพ่อหรือไม่

ถอนตัวจากการชิงตำแหน่งใน 2 ครั้งแรก

ก่อนจะคว้าชัยชนะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ นั้น ไบเดนเคยลงสมัครชิงตำแหน่งมาแล้ว แต่มีเหตุให้ต้องถอนตัวทั้งสองครั้ง

ครั้งแรกในปี 1987 ไบเดน ถูกจับได้ว่าคัดลอกคำกล่าวสุนทรพจน์ของ นีล คินน็อก หัวหน้าพรรคแรงงานของอังกฤษมาพูดหาเสียง โดยไม่ได้ให้เครดิตใด ๆ ทำให้ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการถอนตัวจากการชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากถูกสื่อโจมตีและขุดคุ้ยไปจนถึงสมัยที่เรียนในมหาวิทยาลัยและโรงเรียนกฎหมาย โดยนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องนานถึง 10 วัน

joebiden.com

ส่วนการถอนตัวครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2008 เมื่อคะแนนในการเลือกตั้งขั้นต้นแบบคอคัสซึ่งประเดิมที่รัฐไอโอวา รัฐสำคัญในการหยั่งเสียงคะแนนนิยมของประชาชนว่าชื่นชอบผู้สมัครคนใดนั้น ไบเดนได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เขาจึงตัดสินใจถอนตัวและไปสนับสนุน บารัค โอบามา ในการเป็นตัวแทนเดโมแครตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน

แม้ว่าในตอนแรกไบเดนมั่นใจว่าจะได้ฐานเสียงที่มากกว่าโอบามา แต่ก็แสดงความชื่นชมในตัวผู้สมัครแอฟริกัน-อเมริกันผู้นี้อย่างมาก และมองว่าน่าจะเป็นผู้สมัครที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนั้นด้วย ขณะที่โอบามาเองก็เลือกไบเดนเป็นตัวแทนชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กัน จนประสบความสำเร็จได้เป็นผู้นำสหรัฐฯ 2 สมัยซ้อน ในปี 2008 และปี 2012 โดยมีไบเดนเป็นมือขวาคู่ใจตลอด 8 ปีที่ร่วมงานกัน

อ้างอิงข้อมูล : biography.com / distractify.com / cnn.com / marieclaire.com / nytimes.com / politico.com