“สักศึกษา” เปิดตำราช่างสักยอดฝีมือ: ทำสิ่งที่รักด้วยจิตวิญญาณ ตอนที่ 3

“สักศึกษา” เปิดตำราช่างสักยอดฝีมือ: ทำสิ่งที่รักด้วยจิตวิญญาณ ตอนที่  3
Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

แม้จะมีชื่อเสียงในวงการคนรักรอยสักระดับหนึ่งแล้ว แต่ “ช่างมิ้ม” อานนทร์ พีรนันทปัญญา มาดังเป็นพลุแตกเอาเมื่อตอนที่หนังสือระดับโลกอย่าง Inked Magazine ติดต่อเข้ามา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เขานำผลงานโพสต์ลงใน “เฟซบุ๊ก” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม: สักศึกษา ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 (คลิกลิงก์)

“เขาบอกว่าเขาตามเฟซบุ๊กผมอยู่ เป็นแฟนตัวยงเลย ตอนแรกผมก็ไม่ได้ตอบอะไร เพราะแปลภาษาอังกฤษไม่เก่ง ผมจะแปลเฉพาะที่เป็นลูกค้าที่จะแปลได้จริงๆ เพราะว่าเราทำคนเดียว พอผมเปิดร้าน เราก็มีคนดูแลร้าน มีผู้จัดการร้าน เขาเก่งภาษาอังกฤษ ตอนนั้น Inked น่าจะติดต่อมาประมาณ 7 เดือนได้แล้ว พอผู้จัดการร้านแปลมาให้ผมถึงได้รู้ว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ คือแมกาซีนนี้ดังมาก ติดต่อมาในขณะที่เราเป็นช่างที่เช่าคอนโดฯ ที่นอนด้วยและสักด้วยในที่เดียวกัน เลยรู้สึกว่านี่ไม่ธรรมดาแล้ว คือมันสุดยอดมาก ถ้าเป็นคนดังมันคงเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมกระจอกขนาดนั้น นี่คือที่สุดสำหรับผมแล้ว ยิ่งกว่าทุกรางวัลที่ผมเคยได้ ผมก็เลยรีบตอบไปแล้วก็ส่งผลงานไปให้เขา”

ช่วงก่อนหน้านั้น มีส่งผลงานประกวดด้วยตลอด ?

“ใช่ครับ ถ้าเป็นเรื่องประกวด ก็จะมีส่งประกวดที่งานมาบุญครอง งานพัทยา ผมก็จะได้รางวัลมาตลอด แต่ไม่เคยได้ที่ 1 ตอนนั้นก็คือเลิกประกวดไปแล้ว น่าจะเลิกประกวดตั้งแต่ก่อนไปภูเก็ต ผมมองว่าอะไรที่ได้ไปแล้วมันก็จบกันไป ถ้าส่งไปอีกมันก็เหมือนเดิม เหมือนที่ผมส่งประกวดหลายๆ ครั้ง มันก็ได้รางวัลเดิม ไม่มีค่าอะไร คือต้องบอกว่าจริงๆ แล้วผมมีรางวัลทั้งหมด 10 รางวัล คือน้อยมาก ในบ้านเราช่างสักทั่วไปมีกัน 30 – 40 รางวัล แต่ผมพอใจของผมเท่านี้”

เจอ “ลายเซ็น” ตอนไหน

ลายเซ็นมันค่อยๆ มีมาตามประสบการณ์ นิสัยใจคอ ความหนักเบา จริงๆ มันคือตัวเรา ถ้าเรายิ่งชำนาญมาก ลายเซ็นเรามันก็จะออกมาโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าถามว่าเริ่มมีตอนไหน ผมว่าที่ชัดมากที่สุดน่าจะเป็นตอนที่กลับมาจากภูเก็ต มาอยู่กรุงเทพฯ เพราะตอนทำที่ภูเก็ต ลูกค้าสั่งอะไรมาก็ทำ แต่เราเก็บความสามารถเราไม่ได้ อยากปล่อยมันออกมา น่าจะเริ่มชัดตอนนั้น

อีกอย่างผมว่าตัวตนของผมมันมาจากตอนที่ผมเลิกส่งประกวด เพราะเวลาที่เราส่งประกวด เราต้องมองว่าจะทำยังไงถึงจะชนะ เราดูจากคนที่เคยชนะ ดูจากกรรมการว่าเขาชอบแบบไหน งานประเภทไหนที่เขาชนะ แล้วเราทำตาม ไม่ใช่ตัวเรา พอผมเลิกประกวด ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ผมอยากทำ แล้วผลมันก็ออกมาดี ผลงานได้ลงหนังสือต่างประเทศ บวกกับผมเคยไปประกวดครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเลิกคือที่งานมาบุญครอง ปี 2012 น่าจะเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดแล้วในตอนนั้น คือมีกรรมการที่เป็นคนเก่งๆ ผมก็ส่งงานไปประกวด โดยที่ไม่ได้ตั้งความหวัง ปรากฏว่าปีนั้นได้รางวัลเยอะมาก มันก็เหมือนเป็นคำตอบว่า เราทำในสิ่งที่เราอยากทำก็พอแล้ว ซึ่งพอเป็นกรรมการที่เก่งๆ ผมกลับได้รางวัลเด่น ทำให้ผมมองออกเลยว่า มันอยู่ที่คนตัดสินเราน่ะ งานที่เราคิดว่าดี มันอาจจะไม่ดีสำหรับเขาก็ได้ ดีเขา กับดีเรา มันไม่เหมือนกัน”

สไตล์งานสักที่ชัดเจนของช่างมิ้ม

ที่ชัดเจน โดยตัวผมเองที่ผมเรียกเป็นแนวอาริเชียน คือศิลปะของเอเชีย ผมชอบศิลปะในแบบเอเชีย ศิลปะโบราณ ไม่ว่าจะไทย เขมร จีน ญี่ปุ่น จริงๆ แล้วมันลิงก์กันหมด ผมสักลายญี่ปุ่นมาก่อน แล้วอยากสักลายไทย รู้สึกว่ามันต่างกัน จะทำยังไงให้มันเหมือนกัน พอเริ่มไปหาหนังสือเก่าๆ เริ่มรู้สึกว่า จริงๆ มันวาดคล้ายๆ กัน พอเราได้เห็นภาพในอดีตของจีน ของไทยผสมกัน เหมือนวัดที่มีกระเบื้องของจีนแปะอยู่ พอเราเห็นแบบนั้นถึงเก็ตว่ามันไม่ตายตัว มันผสมกันได้ มันเกิดขึ้นได้ เลยทำให้ผมทำงาน หนุมานกับมังกร ขึ้นมา ลายนี้ได้ไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศสด้วย คือผมจะบอกว่าในบ้านเขาให้ความสำคัญกับศิลปะมากกว่าบ้านเราในทุกแขนง แล้วเขาจัดนิทรรศการที่เป็นความรู้เกี่ยวกับรอยสักของโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็จะรวมช่างสักดังๆ ในโลกนี้ทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นสักมือ สักยันต์ ชนเผ่า สักยุคใหม่ สักแบบวัยรุ่นตอนนี้ สักแบบวัยรุ่นในอดีต เหมือนเขาทำให้คนได้เรียนรู้ โลกเขาเปิดมากกว่า เหมือนกับงานเรามีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในนั้น”

ลายสักที่ประทับใจที่สุด

hanumanหนุมานเหนือมังกร

“ก็น่าจะเป็นหนุมานเหนือมังกรนี่ล่ะครับ ตัวสีม่วง หลังจากนั้นก็จะเป็นตัวสีแดง แล้วก็นกฟีนิกซ์ที่ผมประทับใจ ลูกค้าเป็นเจ้าของโรงแรมชาวลาว ที่ประทับใจเพราะงานมันสวย คือความสวยมันเกิดขึ้นจากอะไรก็ไม่รู้ มันเกิดขึ้นจากจังหวะเรา ลูกค้า ผิว แล้วก็สิ่งที่เขามีต่อเรา การแสดงออกทำให้เราปล่อยบางอย่างออกมา เหมือนคนนี้นุ่มนวล เราสามารถปล่อยความนุ่มนวลออกมา เราสัมผัสได้จากตัวเขา ผิวนี่เป็นเรื่องภายนอก แต่นิสัย การพูดคุย ความรู้สึก เป็นเรื่องภายใน ทุกอย่างมันจะออกมาจากตัวเรา ไม่ต้องเค้น ไม่ต้องทำตัวประหลาด ไม่ต้องทำหัวฟู มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมัน”

ลายสักที่ยากที่สุดในชีวิต

“งานหนุมานครับ เป็นงานเต็มหลังทั้ง 3 ตัวที่ผมทำ ใช้เวลาเป็นปี วันหนึ่งสักได้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ทำติดกันได้ 2-3 วัน แผลก็จะเริ่มจับไม่ได้แล้ว แผลจะเริ่มลอก ต้องเว้น 1 อาทิตย์ ถึงจะมาสักใหม่ได้ งานสักมันเป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ เราทำงานบนตัวคนที่มีชีวิตจิตใจ เราเป็นช่างเราก็มีชีวิตจิตใจ เรามีลูกมีเมีย เรามีวันป่วย วันไม่ว่าง เรียกว่าทั้งเราและลูกค้าต้องฟรีสไตล์ด้วยกันทั้งคู่ เราสบายใจที่จะทำกับเขา ไม่กดดันกัน”

เทรนด์การสักในปัจจุบัน

minimal2เรียบๆ ง่ายๆ เทรนด์การสักยุคนี้

minimalงานมินิมอลยังเป็นที่นิยม

“ยังคงเป็นสไตล์มินิมอล อะไรที่เรียบๆ ง่ายๆ รวมทั้งทรงเรขาคณิตง่ายๆ”

ส่งต่อ “โอกาส” ให้ช่างสักมือใหม่

เมื่อ “ช่างมิ้ม” เปิดร้านที่อาร์ซีเอ เขาไม่ได้ทำคนเดียวอีกต่อไป แต่รับช่างสักคนอื่นๆ ที่มีสไตล์แตกต่างกัน มาเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าได้สักลายที่ชอบด้วย ซึ่งจากบทเรียนที่เขาเคยได้รับในวันที่ยังโนเนม ทำให้เขาเปิดโอกาสให้ช่างที่ยังไม่เก่ง ได้มาฝึกทำงานกับเขาจนชำนาญ จึงจะสักให้ลูกค้าได้

“ตอนแรกผมรับมาฝึกคนหนึ่ง กับเป็นช่างสักอีกคนหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆ ฝึกแต่ละคนมาเรื่อยๆ บางคนก็ออกไป บางคนก็เข้ามาใหม่ ได้เรียนรู้ที่จะบริหารคน สอนคน ดูแลคน เราเลือกคนเก่งไม่ได้ แต่เราทำให้คนเป็นคนเก่งได้ เรียกว่าต้องไม่มีข้อจำกัด เราจะเริ่มพื้นฐานให้ แล้วให้เขาเป็นไปตามทางของเขาเอง ฝึกให้สักตั้งแต่หนังเทียม แต่ส่วนใหญ่เขาจะฝึกด้วยตัวเองมาบ้างแล้ว แต่ไม่ว่าจะฝึกมา 1 ปี หรือ 10 ปี ถ้าเขาขาดคนแนะนำ เราก็เติมส่วนนั้นให้”

ช่างมิ้มบอกด้วยว่า หลังจากสักเสร็จแล้ว ทางร้านเขาจะแรปรอยสัก ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรก แต่ที่สำคัญคือป้องกันเลือดไหลซึมออกมาแห้งเกาะแผล ทำให้เกิดสะเก็ดแผลที่หนา ส่งผลให้แผลสักหายช้าและอักเสบได้

กฎเหล็กของร้าน “MIMP TATTOO”

845295

“ร้านเราเน้นเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย ความซื่อสัตย์ ความจริงใจกับลูกค้า คุณภาพของงาน รวมทั้งห้ามจีบลูกค้า ห้ามโดนของสงวนหรือส่วนสำคัญของลูกค้า เราเป็นมืออาชีพ อย่าหาเศษหาเลยกับลูกค้า มันเหมือนคนกระจอก”

นอกจากนี้ “ช่างมิ้ม” ยังให้ความสำคัญกับ “บรรยากาศในการทำงาน” ซึ่งเขาชอบอยู่ในบรรยากาศที่ดี ไม่ชอบคนพูดจาเสียดสีจิกกัดกัน อยากอยู่ในระเบียบที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ใช่ระเบียบที่ทำให้ทุกคนอึดอัด รวมทั้งไม่รับสักให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีด้วย ยกเว้นพ่อแม่หรือผู้ปกครองอนุญาต

สิ่งที่คนทั่วไปไม่น่าจะรู้เกี่ยวกับ “ช่างสัก”

คนชอบคิดว่าสักแพงแล้วช่างสักรายได้ดี แต่ช่างสักไม่มีเงินเดือน ได้เป็นเปอร์เซ็นต์ กว่าเขาจะทำได้ในแบบนั้นๆ เขาต้องเรียนรู้มาเยอะด้วยตัวเอง ต้องทุ่มเทชีวิต ถ้าเกิดเขาไปไม่ถึงฝัน ชีวิตเขาก็พัง อย่าเอางานสัก เอาขนาด เอาต้นทุนของการสักไปเปรียบเทียบกับต้นทุนอาหาร เช่น สักแค่ขนาดเล็กๆ ตั้ง 1,500 เอาไปซื้อข้าวกินดีกว่า คือมันเป็นเรื่องของศิลปะ แล้วก็เป็นเรื่องของมาตรฐาน ความสะอาด ปลอดภัย หลายๆ อย่าง งานฝีมือย่อมมีราคามากกว่าเครื่องจักรที่ปั๊มออกมา อย่างที่ร้านผมสตาร์ตราคาที่ 1,500 บาท คือราคามันถูกบังคับไว้ให้เหมือนกับว่า “คุณตัดสินใจดีแล้วนะ” ราคาขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงานด้วย ซึ่งต้องมาคุยกัน”

ทุกวันนี้งานสักยังคงท้าทายสำหรับ “ช่างมิ้ม” เพราะเมื่อมีความเบื่อเกิดขึ้น เขาจะมองเป็นความท้าทายว่าจะหลุดจากความเบื่อได้อย่างไร ปัจจุบันเขาทำงานสักไม่เกิน 5 วันต่อสัปดาห์ รวมทั้งทำคลิปวิดีโอลง Youtuber และเพจท่องเที่ยวในแบบของเขาชื่อ MIMP Channel นอกจากนี้ยังทำคลิปเกี่ยวกับการสัก และกำลังมองหาทำเลทำร้านใหม่ที่พิเศษและสะดวกสบายมากขึ้นด้วย เพราะเขาอยากทำให้รู้สึกว่า “การสักเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ”

ก่อนจากกัน “ช่างมิ้ม” ยังฝากแง่คิดสำหรับคนที่อยากเป็นช่างสักไว้ด้วยว่า ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่าคิดว่าทำเพื่อเงิน หรือแค่ทำสิ่งที่รัก แต่ต้องคำนึงถึงชีวิตคนที่มาสักด้วย ส่วนคนที่อยากมีรอยสักก็ให้มองว่า…

“รอยสักจะติดตัวเราไปจนตาย ต้องรับมันได้ แล้วถ้าไม่ชอบมัน เราต้องยอมรับที่จะอยู่กับมัน การจะโตเป็นผู้ใหญ่ มันคือถ้าทำผิด ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความผิดนั้นไปให้ได้ ไม่นั่งโทษตัวเอง”

109685

สามารถเข้าดูรอยสักของร้าน MIMP TATTOO ได้ที่ Mimp Tattoo Bangkok Thailand

เรื่องล่าสุดของหมวด Men Instyle

ดูหมวด Men Instyle ทั้งหมด