“สักศึกษา” เปิดตำราช่างสักยอดฝีมือ: ทำสิ่งที่รักด้วยจิตวิญญาณ EP.2

“สักศึกษา” เปิดตำราช่างสักยอดฝีมือ: ทำสิ่งที่รักด้วยจิตวิญญาณ EP.2
Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจาก “มิ้ม – อานนทร์ พีรนันทปัญญา” ชายหนุ่มที่เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน เรียนไม่จบ แต่ชอบวาดรูป และหลงใหลในงานสักจนอยากยึดเป็นอาชีพ

เมื่อได้เข้าสู่เส้นทางช่างสักอย่างใจฝัน โลกแห่งความจริงกลับไม่เป็นดังหวัง อุปสรรคเดินทางมาพิสูจน์ใจเขามากมาย แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส แล้วในที่สุดก็มีจุดพลิกผันเกิดขึ้น

ไม่ใช่มืออาชีพ แต่ต้องทำให้ดีที่สุด

แม้เงินเก็บจะมีเพียงน้อยนิด แต่ “ช่างมิ้ม” บอกว่า “ผมอยากทำในสิ่งที่ชอบ แล้วก็ต้องได้เงินด้วย เพราะคนเราต้องใช้เงิน” เมื่อฝึกกับเพื่อนที่ขอนแก่นจนเริ่มชำนาญ เขาจึงพก “ความหวัง” มาเต็มกระเป๋า เดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้งในวัย 22 ปี เพื่อหา “โอกาส”

ทว่าคนโนเนมอย่างเขาที่ไม่รู้จักร้านสัก ไม่รู้จักใครในวงการสักเลย จึงไม่มีใครรับเข้าทำงาน เขาต้องทำงานอื่นเพื่อประทังชีวิตไปก่อน ทั้งเคยไปแสดงเป็นตัวประกอบ วาดภาพประกอบหนังสือ แต่ที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากทำจริงๆ จึงเลือกไปเช่าที่ บริเวณตลาดนัด “รามเซ็นเตอร์” เปิดร้านสักเล็กๆ ซึ่งช่างมิ้มบอกว่า ร้านเขาในเวลานั้นดูไม่น่าสักเลย

“ร้านก็เป็นแค่ท่อพีวีซีขึ้นมาแล้วก็ขึงผ้า แบบว่าห่วยแตกมาก ดูไม่น่าสักเลย มองย้อนกลับไปยังคิดเลยว่า วันนั้นผมทำมันลงไปได้ยังไง แต่ก็มีคนมาสักนะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนรู้จักกัน ที่เดินไปเดินมาแล้วจำหน้ากันได้ก็มีบ้าง ผมว่างานนี้มันมีเรื่องความเชื่อถือเข้ามาด้วย เช่น เขาเห็นหน้าเราทำตรงนี้มาสักพัก มันคุ้นหน้ากัน เขาก็จะเข้ามาคุย ถามเรื่องความสะอาด ผมก็มีเครื่องต้มน้ำที่เอาไว้ฆ่าเชื้อ ถึงจะเห็นอย่างนั้นแต่มันก็ปลอดภัยนะ ตอนผมเริ่มทำครั้งแรกกับเพื่อน มันต้องปลอดภัย คือเราไม่ใช่มืออาชีพ แต่เราต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ได้ดูสะอาด แต่มันต้องสะอาดจริงๆ และต้องปลอดภัยจริงๆ”

ตอนนั้นมีเครื่องมืออะไรบ้าง สำหรับคนที่เริ่มต้น

tattoo2

“มีเครื่องสัก กระบอกจับ เข็ม อุปกรณ์เชื่อมเข็ม แล้วก็มีหม้อแปลงไฟฟ้า เอาไว้แปลงไฟ อย่างกระบอกด้ามจับก็คือเหมือนปากกา ซึ่งมีเบอร์เล็ก เบอร์ใหญ่ เวลาลงเงาก็จะเปรียบเทียบเป็นพู่กัน เป็นพู่กันกว้างกับแคบ คือเข็มลงเงาจะแบนๆ ซึ่งตอนนั้นผมใช้ด้ามจับแบบกลมอันเดียวเลย ซื้อให้มันใหญ่หน่อยแล้วก็ใส่เข็มเล็กบ้างเข็มใหญ่บ้าง เหมือนเราซื้อดินสอกดที่เป็นเบอร์ใหญ่ 3.0 เพื่อใส่ไส้ดินสอกดที่เป็นเบอร์ 0.5, 0.3 ให้มันใช้ได้หลายๆ เบอร์ เพราะว่าเข็มมีหลายขนาด ซึ่งผมไม่มีตังค์ซื้อแน่ๆ”

ช่วงแรกที่เริ่มอาชีพสัก สักลายอะไร

“สักลายทั่วไป เป็นลายง่ายๆ เรียกว่าขาดประสบการณ์ คือยังมองไม่ออกว่า ถึงเรามีอุปกรณ์ที่ดีหรือพร้อมกว่า เราจะสามารถทำได้ดีกว่า หรือหาเงินได้เยอะกว่า เหมือนกับที่ผมใช้เวลาเรียนรู้เรื่องสัก ผมเรียนรู้ 10 ปี มาสอนคนรุ่นใหม่ปีเดียวได้เท่า 10 ปี ที่ผมทำเลย คือประสบการณ์ การที่เราเข้าใจมันทำให้ไวกว่า”

จุดเปลี่ยนของชีวิต

หลังจากเปิดร้านสักเล็กๆ และเริ่มมีคนรู้จักบ้างแล้ว “ช่างมิ้ม” ก็ไปสมัครงานที่ร้านสักย่านถนนข้าวสาร แต่ช่วงนั้นมีปัญหาการเมือง เขาทำงาน 2 อาทิตย์ ได้เงินเพียง 900 บาท เพราะช่างสักไม่มีเงินเดือน แต่จะได้เป็นเปอร์เซ็นต์จากงานที่ทำ เขาจึงมาหางานทำที่ตะวันนา เข้าๆ ออกๆ อยู่หลายร้าน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ถือเป็นช่วงที่ดวงตกสุดๆ กระทั่งเขาได้ข่าวว่า มีการรับสมัครช่างสักไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ได้เงินเดือนละ 7 หมื่นบาท ทิปต่างหาก เขาจึงตัดสินใจไป

เขาบอกกันว่างานหนักมาก ต้องสักทุกวัน แต่ผมมองว่าเราก็จะได้ฝึกฝีมือ พอไปที่นั่นมันเหมือนกับความรู้ ความคิด ทุกอย่างที่เราอยากทำแล้วไม่เคยได้ทำ ได้ถูกปล่อยออกไป ทำให้รู้ว่า เราทำได้มากกว่าที่เราเป็นอยู่ ไปอยู่เกาหลี 3 เดือน 2 ครั้ง ได้เงินสด ได้ฝึกฝีมือ ได้กินอยู่ฟรี การสักทุกวันทำให้รู้สึกฟิตมาก พอกลับมาไทยก็มากินมาเที่ยวกันก่อน จนเงินจะหมดแล้วก็เปิดร้านที่ยูเนียนมอลล์ ลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนที่เคยรู้จักก็มารอจะสักด้วย พอผมหายไป 3 เดือน คนตรงนั้นก็จะรวมจำนวนกันเยอะขึ้น พอเปิดร้านคนก็เข้ามา แต่ตอนนั้นคนแทบจะไม่มี ทำเลไม่ค่อยดี บวกกับเราใช้กินใช้เที่ยวไปค่อนข้างเยอะ ทำให้สายป่านมันสั้น ก็เลยได้เรียนรู้เรื่อง การเลือกทำเล เงินเก็บ และสายป่าน เป็นสิ่งสำคัญ ส่วนการกินการเที่ยว พวกนั้นคือสิ่งที่ทำลายสมองเรา เช่น ผมเมาวันนี้ พรุ่งนี้ผมก็ไม่สดชื่นเต็มร้อยแล้ว ก็รู้ว่าเราต้องห่างจากอบายมุขพวกนี้ด้วย”

อยากประสบความสำเร็จ ต้องพัฒนาตัวเอง

tattoo

แม้จะได้เข้าสู่เส้นทางนักสักแล้ว แต่ชีวิต “ช่างมิ้ม” ช่วงนั้นก็ยังไม่มีแบบแผน เขาอยากสำเร็จ แต่ขาดประสบการณ์ “เราก็คิดแค่ว่าอยากเลี้ยงตัวเองได้ เลี้ยงพ่อแม่ได้ อยากทำอาชีพให้สำเร็จ เหมือนคนอื่นๆ ที่เราเห็นเขาเปิดร้าน เปิดกิจการ แต่เราไม่รู้ว่าทำยังไง ก็เริ่มอ่านหนังสือ

“ช่างมิ้ม” บอกว่า คนที่แนะนำให้เขาอ่านหนังสือก็คือ คนที่เปิดร้านข้างๆ กันที่ยูเนียนมอลล์ ซึ่งเป็นคนมีความรู้ ที่แนะนำเขาว่า คิดดี ทำดี คิดบวก จะเป็นแรงดึงดูดให้สิ่งดีๆ เข้ามา ช่างมิ้มจึงเริ่มอ่านหนังสือที่หลากหลาย และชอบอ่านเรื่องราวชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ เขาจึงมีคนที่เป็นแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จทั้งสตีฟ จ็อบส์, คุณวิกรม กรมดิษฐ์, อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และอ.ถวัลย์ ดัชนี

“ผมไม่ได้สนใจแค่ศิลปินเท่านั้น แต่ผมสนใจคนทุกคนที่ประสบความสำเร็จ มีเรื่องหนึ่งในหนังสือที่บอกว่า จุดเชื่อมต่อของคนที่สำเร็จ เขาจะมีความคิดคล้ายๆ กัน คนสำเร็จไม่ได้วัดว่าเป็นคนดีหรือเลว คนรวยไม่ได้วัดว่าเป็นคนดีหรือเลว แต่มันจะมีบางอย่างที่เขาคล้ายๆ กัน ที่เขาทำเหมือนๆ กัน ก็คือ ไม่ยอมแพ้ ทำอย่างต่อเนื่อง และอาจจะทำในสิ่งที่รักด้วย

“เฟซบุ๊ก” คือโอกาส

tattoo3

นอกจากอ่านหนังสือแล้ว “ช่างมิ้ม” ยังหาความรู้ใหม่ๆ จากอินเทอร์เน็ต พร้อมกับเรียนรู้การใช้เฟซบุ๊กทำการตลาด “เราไม่ได้มีความรู้อะไรมาก แต่วิเคราะห์เอาเองว่า ถ้ายังเปิดร้านอยู่ในห้างฯ แบบนี้ มันน่าจะรอแค่คนที่เดินมาเจอเรา โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเราเป็นใคร เขาเรียกว่าไม่มีความเชื่อมั่น ผมมองว่าการโพสต์ภาพผลงานลงเฟซบุ๊กคือโอกาสในชีวิต การที่เราเปิดร้านอยู่ที่ยูเนียนมอลล์ ลูกค้ามาเห็นเราวันนี้ เขากลับไปก็ดูผลงานเราในเฟซบุ๊กได้อีก คือไม่จำเป็นต้องพูดให้คนเชื่อ ส่วนหนึ่งคือผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ให้คนเขาดูผลงานเราดีกว่า”

ออกไปเที่ยว ทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ

หลังจากสู้ค่าเช่าที่ในห้างฯ ไม่ไหว “ช่างมิ้ม” จึงไปหาเช่าอพาร์ตเมนต์ใกล้ห้างฯ แทน ทำให้เขามีเวลามากขึ้น พูดคุยหรือโพสต์โต้ตอบลูกค้าในเฟซบุ๊กได้มากขึ้น เขารู้สึกว่ามาถูกทาง มีลูกค้าเยอะขึ้น มีอิสระ จึงคิดว่าเริ่มเที่ยวได้แล้ว และเดินทางไปเที่ยวที่ภูเก็ต ได้เจอคนรู้จักชักชวนทำงานสักที่นั่น จากแค่คิดว่าทำเล่นๆ กลายเป็นทำอยู่ 1 ปี ได้สักให้ลูกค้าชาวต่างชาติมากขึ้น รายได้ดีขึ้น ซึ่งลายที่สักมีทั้งที่ลูกค้าหามาเอง กับให้ช่างมิ้มออกแบบให้

แน่นอนว่าเขาได้นำภาพผลงานที่สักให้ลูกค้าชาวต่างชาติโพสต์ลงเฟซบุ๊กด้วย เป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้ามากขึ้น คราวนี้เขาจึงมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เมื่อกลับมากรุงเทพฯ ลูกค้าก็มากขึ้น รายได้ยิ่งดีขึ้นไปอีก เขาเช่าอพาร์ตเมนต์นั้นเปิดร้านอยู่เกือบ 2 ปี แต่เนื่องจากการเดินทางไม่สะดวกสำหรับลูกค้า เมื่อเก็บเงินเปิดร้านใหม่ได้ เขาจึงมาเปิดร้านที่ย่านอาร์ซีเอ ซึ่งเปิดมาจนถึงปัจจุบัน

“พอมีหน้าร้าน ลูกค้าก็สบายใจที่จะเข้ามา เพราะถ้าเขาไม่สัก ก็สามารถกลับไปได้ง่ายๆ เหมือนเข้ามาดูก่อนได้ พอความน่าเชื่อถือมากขึ้น ก็เลยทำให้ลูกค้าชาวต่างชาติค่อยๆ เยอะขึ้นๆ จนทุกวันนี้ลูกค้าชาวต่างชาติน่าจะมี 60-70 %

“นาทีชีวิต” และคุณค่าของการมีชีวิตอยู่

ในช่วงที่กลับจากภูเก็ต “ช่างมิ้ม” เริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนที่ชอบรอยสักในระดับหนึ่ง เขามีเงินมากขึ้น แต่นาทีชีวิตที่เกิดขึ้นตอนเขาบินไปภูเก็ต ทำให้นึกถึงสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าเรื่องเงิน "เครื่องมันลงไม่ได้ แล้วก็บินวนอยู่กลางอากาศ ตอนนั้นผมคิดว่าน่าจะร่วงแล้ว น่าจะตายแล้ว ก็เลยถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตยังไง มันดีแล้วหรือยัง มันคุ้มไหม เราพอใจไหม ผมตอบตัวเองได้ว่าไม่พอใจ เราอยากไปได้ไกลกว่านี้ ไม่ใช่แค่มีเงิน มีรายได้ แต่ผมอยากทำสิ่งที่ผมรักให้ดี แบบที่ตายไปกับมันได้ ไม่ใช่แค่เงิน"

“ผมส่งเงินกลับบ้านตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เรียนจนทำงานมีเงิน พอเครื่องบินลงได้ ผมก็ทำงานต่ออีกระยะหนึ่ง แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาว่า เราควรใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมาย คือทำในสิ่งที่เรารักน่ะ ก็เหมือนคำของ อ.ถวัลย์ อ.เฉลิมชัย คุณค่าของผลงานไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่เราอยากทำอะไร อยากสื่ออะไร อยากแสดงอะไรออกมาให้คนรู้ ตอนนั้นผมน่าจะอยากแสดงความสามารถ มันมีเป็นแนวคิด แต่เป็นเรื่องความสามารถ เทคนิค ความยาก ความละเอียด ความคิด แล้วผมก็แสดงออกมา มันเหมือนทำให้คนเห็น ทำให้คนสัมผัสได้”

เรื่องล่าสุดของหมวด Men Instyle

ดูหมวด Men Instyle ทั้งหมด