“สักศึกษา” เปิดตำราช่างสักยอดฝีมือ: ทำสิ่งที่รักด้วยจิตวิญญาณ ep 1

“สักศึกษา” เปิดตำราช่างสักยอดฝีมือ: ทำสิ่งที่รักด้วยจิตวิญญาณ ep 1
Workpoint TV

สนับสนุนเนื้อหา

จากลูกผู้รับเหมาก่อสร้างที่ยากจน ต้องใช้ความมานะ อดทน ฝ่าความลำบาก ก่อนก้าวขึ้นแท่น “ช่างสักยอดฝีมือ” ผู้ถือคติ “เราควรใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมาย คือทำในสิ่งที่รักให้ดี แบบที่ตายไปกับมันได้ ไม่ใช่แค่เงิน”

มิ้ม – อานนทร์ พีรนันทปัญญา ชายหนุ่มวัย 30 ต้นๆ ที่เชื่อว่าในแวดวง “คนรักรอยสัก ไม่มีใครไม่รู้จักเขา ได้เอ่ยประโยคดังกล่าว ระหว่างสนทนากับเราในเย็นวันหนึ่ง ที่ร้านของเขา “MIMP TATTOO” ย่านอาร์ซีเอ

แม้ในอดีต “รอยสัก” จะเป็นสัญลักษณ์ของนักโทษ ถึงกระนั้นในปัจจุบัน “รอยสัก” ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับในบางประเทศ ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายด้วยซ้ำ แต่ไม่ใช่สำหรับบ้านเรา ซึ่งให้การยอมรับ “คนมีรอยสัก” มากขึ้น รวมทั้งมีผู้ที่อยากมีรอยสัก และอยากยึดอาชีพสักเพิ่มขึ้นด้วย

“ช่างมิ้ม” ถือเป็นช่างสักยอดฝีมือคนหนึ่งของไทย ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 10 ปีแล้ว ใครจะสักกับเขาต้องจองคิวกันยาวข้ามปี มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ การันตีความสามารถด้วยรางวัลที่หลากหลาย โดดเด่นด้วยสไตล์การสักที่ชัดเจนในแนวอาริเชียน (ศิลปะของเอเชีย) ซึ่งลายเส้นการสักของเขานั้น ทั้งละเอียด คม และอลังการ

ink1

นอกจากนี้ เขายังมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ เคยมีผลงานไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ musée du quai Branly ที่ประเทศฝรั่งเศส เกี่ยวกับศิลปะการสัก รวมทั้งมีผลงานการสักลายหนุมานสีม่วง ที่ได้ตีพิมพ์ลงหนังสือด้านการสักระดับโลกอย่าง Inked Magazine ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกหนึ่งที่เปิดประตูให้ชาวต่างชาติรู้จักช่างสักที่เป็นคนไทย และเดินทางมาสักที่ร้านของเขามากขึ้น (จากเดิมที่มากอยู่แล้ว)

สิ่งที่น่าสนใจคือ “เรื่องราวระหว่างทาง” กว่าเขาจะเดินมาถึงจุดนี้ ซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับคนที่มี ฐานะยากจนและเรียนไม่จบ อย่างเขา การทำอาชีพที่ชอบของคนโนเนม สายป่านสั้น เรียกได้ว่าโอกาสที่จะลืมตาอ้าปากก็นับว่ายากมากแล้ว แต่เขาทำได้ และทำได้ดีจนน่าทึ่ง

จุดเริ่มต้นเส้นทาง “ช่างสัก”

“ช่างมิ้ม” เติบโตมาในครอบครัวของผู้รับเหมาก่อสร้าง เขามีพี่น้องทั้งหมดรวม 3 คน พื้นฐานเป็นคนจังหวัดขอนแก่น แต่พ่อแม่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เขาจึงรู้จักกรุงเทพฯ มากกว่า พ่อแม่ของเขาไม่มีความรู้ แต่มีความรัก…รักลูก และพยายามส่งเสียให้เขาได้เรียนในโรงเรียนที่ดี มีเสื้อผ้าดีๆ สะอาดสะอ้านใส่ไปโรงเรียนทุกวัน กระทั่งวันหนึ่งเมื่อพ่อถูกโกง ด.ช.มิ้ม ในวัย ป.3 จึงมีชีวิตที่กลับตาลปัตร เขาต้องย้ายถิ่นฐานกลับไปกับพ่อแม่ที่ขอนแก่น ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่พอมีกิน กลายเป็นยากจนมาก กระทั่งเรียนจนจบ ม.6 จึงย้ายมาอยู่กับญาติที่ จ.อ่างทอง แล้วเดินทางไป-กลับกรุงเทพฯ ด้วยรถโดยสาร เพราะต้องมาเรียนที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่เพราะติดเพื่อน ติดเหล้า และเกเร เขาจึงเรียนไม่จบ รู้แต่ว่าตัวเอง ชอบวาดรูป

"ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่เคยคิดอยากสักเลย แต่ก็ไม่ได้รังเกียจ พอเรียนมัธยมฯ ผมไปเล่นบาส เห็นนักบาส NBA ในทีวีมีรอยสัก แรงบันดาลใจน่าจะมาจากนักบาส พอเข้ามหาวิทยาลัยก็น่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปินที่เป็นนักร้อง ทีนี้รอยสักจะเยอะมาก ก็เริ่มหลงใหล กลายเป็นเราชอบรอยสักแล้ว เห็นว่ามันสวย มันแปลก ไม่ได้มองว่าคนนี้เป็นศิลปินคนดังแล้วเราอยากได้รอยสักเหมือนเขา แต่มองว่ารอยสักจริงๆ มันมีอีกหลากหลาย มันมีให้เราค้นหา เรียกว่าเริ่มหลงใหล"

ink2

“แล้วก็เริ่มมีไปรู้จักเพื่อนรุ่นพี่ เขาเปิดร้านสักที่พัทยา แล้วเขาปิดร้านกลับมาทำงานแถวบ้าน มีอุปกรณ์สัก แล้วก็สักในราคาถูก ด้วยความที่เขาเปิดร้านน่าจะเป็นมืออาชีพก็เลยให้เขาสักให้ ลายแรกที่สักเป็นลายไทรบอล (Tribal Tattoo) ถ้าเป็นคนทั่วไปที่เข้าใจเขาจะเรียกว่ากราฟิก คือลายสีดำ เป็นรอยสักแบบชนเผ่า”

ซื้อเครื่องสัก ทั้งที่ไม่เคยสัก

หลังจากมีลายสักบนผิวตัวเอง “ช่างมิ้ม” ก็เริ่มมองว่า การสักไม่ใช่แค่การวาดรูปทั่วไป แต่สักคือวาดอะไรบ้าง มีศิลปะประเภทไหนบ้าง เมื่อเริ่มสงสัยลึกขึ้น เขาจึงค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเอง ทั้งจากอินเทอร์เน็ต ทีวี และแมกาซีน กระทั่งเขาดรอปเรียน และกลับไปบ้านที่ขอนแก่น ได้เจอเพื่อนสนิท ได้รู้จักเพื่อนของเพื่อนที่ต่างก็สักให้กัน แล้วเพื่อนสนิทก็บอกว่าเขาวาดรูปได้ น่าจะทำได้ดีกว่า และทั้งที่ไม่เคยลองสักเลย แต่เขาก็ตัดสินใจซื้อเครื่องสัก

ทุกอย่างมันต้องลอง ต้องลงทุน ผมบอกพ่อแม่ว่า เงินที่ผมกู้ทุนเรียน ผมขอเอาไปซื้อเครื่องสักนะ ปกติผมแบ่งเงินที่กู้ยืมเรียนนี่แหละส่งให้แม่ทุกเดือน พ่อแม่ผมเลี้ยงหมู เวลากลับไปบ้านผมก็ช่วยเลี้ยงด้วย แต่ผมไม่อยากให้ท่านเลี้ยงสัตว์ใหญ่แล้วก็ต้องเอามันไปฆ่า เลยเป็นเรื่องที่เถียงกับที่บ้านว่าอยากให้เลิก ผมบอกว่าผมกำลังจะมีอาชีพแล้ว คือเริ่มคิดได้ แม่ก็เลยขายหมูยกเล้า ให้ตังค์ลูกไปซื้ออุปกรณ์สัก รวมกับเงินที่ผมได้มาจากการกู้ทุนเรียนด้วย ประมาณ 7 – 8 พันบาท เลยคุยกันว่าถ้าทำอย่างนี้ คือมีเพื่อนผมที่สนใจ ซึ่งเรานับจำนวนแล้วก็น่าจะได้เงินกลับมาสัก 3 – 5 พันบาทในช่วงแรก ก็เลยกล้าที่จะซื้อ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง พอซื้อแล้วสักให้เพื่อนๆ ก็คืนทุนในเวลาไม่นาน”

ฝึกสักกับอะไร ?

เมื่อที่บ้านยินยอม “ช่างมิ้ม” จึงเดินทางมาซื้อเครื่องสักในกรุงเทพฯ เขาบอกว่าตอนที่ซื้อเครื่องสักมาครั้งแรก เขาตื่นเต้นมาก แม้ว่าสมัยนั้นใครๆ ก็บอกให้ทดลองสักกับหนังหมูก่อน แต่สำหรับเขา “หนังหมู” ไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่าย เขาจึงฝึกสักกับ “รองเท้าฟองน้ำ” แต่ในปัจจุบัน ช่างมิ้มบอกว่าใครที่อยากฝึกสัก ตอนนี้มีอุปกรณ์ที่ช่วยให้ฝึกกันได้ง่ายขึ้นมาก ทั้งหนังเทียม หนังยางพาราที่เหมือนซิลิโคน หาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์สักทั่วไป

ควรฝึกนานแค่ไหน ก่อนสักกับผิวคน

“เราควรชำนาญในการวาดบนกระดาษ ในสิ่งที่เราจะสัก และชำนาญในหนังเทียมก่อน ก่อนที่จะไปทดลองกับคนที่เขายอมให้เราสัก ที่ไม่ใช่ไปหลอกคนว่าเราเก่งแล้ว ต้องไปสักกับเพื่อนหรือคนที่รู้จักกัน คนที่ยอมได้ยอมเสียกับเรา ตอนผมลองเข็มแรก มันไม่ใช่อย่างที่คิด เพื่อนก็รอดูว่าจะสักต่อหรือจะเลิก ถ้าเลิกก็คือจบไป เป็นความจริงใจ คือไม่ได้หลอกกัน”

ความรู้สึกครั้งแรกที่สักบนผิวคนจริงๆ

ink3

หลังจากช่างมิ้มมาซื้อเครื่องสักที่กรุงเทพฯ และขออาศัยพักห้องคนอื่น ในระหว่างคืนที่พักก่อนจะกลับขอนแก่น เขาลองสักกับรองเท้าแตะเพียงครั้งเดียว ฝึกประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนจะกลับไปขอนแก่นและสักลงบนผิวคนจริงๆ ซึ่งคนแรกที่ยอมให้เขาสักก็คือ “เพื่อนสนิท”

ผิวคนมันจะมีความยืดหยุ่น ลื่นไหลกว่า ครั้งแรกเลยตื่นเต้น เลือดนี่น่าจะแรกๆ เลย แป๊บเดียวแล้วก็ลืม แต่ที่ตื่นเต้นกว่านั้นคือ เราจะผ่านมันไปได้ยังไง มันไม่เป็นอย่างที่เราคิด ก็ค่อยๆ หาวิธี โชคดีตรงที่เป็นเพื่อนนี่แหละ จะหยุด จะลองเบาๆ จะลองให้ลึกอีกนิดก็ได้ เรากล้าพูดออกมา กล้าถาม ถ้าเราไปหลอกคน เขารู้สึกยังไง ผมไม่สามารถถามเขาได้ แล้วเราก็ไม่สามารถหยุดได้ ผมเคยเห็นคนที่ทำเป็นแกล้งเหมือนชำนาญ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วเราก็จะไม่ได้รับความรู้นั้นกลับมา แต่การที่เราสักกับเพื่อน แล้วดูว่ามันสักติดไหม บวกกับที่เขาโต้ตอบกับเรา มันทำให้เรียนรู้ได้มากกว่า”

ความลึกของการสัก และการลงสี

“จริงๆ มันลงไปแค่ประมาณ 2 มิลฯ ไม่เกิน 3 มิลฯ ส่วนการลงสี ถ้าลงไปอย่างถูกวิธี ต่อให้เข็มลงไปลึกกว่านั้น สีก็ไม่ได้ลงไปตาม มันมีปัจจัยที่เยอะมาก”

สิ่งที่มือใหม่หัดสักควรรู้

“คนที่หัดหรือที่จะเริ่มสัก ควรเลือกอุปกรณ์ที่ดี ร้านซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้ คือต้องเสิร์ชหาจากช่างที่เขาชำนาญแล้ว แล้วต้องเอาหลายๆ คนมารวมกัน คือบางคนก็ชำนาญแล้ว บางคนก็ทำมานาน แต่อาจจะไม่ได้มีความรู้ ต้องหาจากหลายๆ คน แล้วมาวิเคราะห์ดู ควรถามจากร้านดังๆ หลายๆ ร้าน เมื่อได้คำตอบมาคล้ายๆ กัน ให้ไปดูร้านนั้นอีกทีว่าน่าเชื่อถือไหม ร้านต้องมีใบรับรอง มีหน้าร้านชัดเจน ดูน่าเชื่อถือ คือทุกคนบอกว่าของที่ตัวเองขายนั้นแท้หมด แต่ว่าแท้หรือเทียมเราก็ต้องเลือกเอาเอง ส่วนที่ร้านผมใช้หลักๆ อยู่ 3 ยี่ห้อ คือ อีเทอร์นอล ฟิวชั่น แล้วก็อินเทนต์ ถ้าเป็นสีดำที่ผมใช้ก็มีไดนามิก ซึ่งมันมีของปลอมอยู่ในบ้านเราพอสมควร แล้วก็ของเก่าเก็บ เราถึงต้องเลือกร้านที่ไว้ใจได้”

จุดที่สักแล้วเจ็บ และความแตกต่างของผิวคน

ink4

“ช่างมิ้ม” บอกว่า จุดที่สักแล้วเจ็บคือพวกเนื้ออ่อนทั้งหลาย ได้แก่ ข้อพับ ข้อศอก รวมทั้งส่วนที่เป็นกระดูกและศีรษะ สำหรับผิวคนมีความต่างกันคือ คนอ้วน คนผอม คนมีกล้าม ซึ่งแตกต่างกันที่ผิว เช่น คนอ้วนผิวเหี่ยว กับอ้วนผิวตึง ถ้าผิวตึงจะสักง่าย คนกล้ามใหญ่แบบบวมจะสักง่าย คนกล้ามใหญ่แบบผิวลีนจะสักยาก คนกล้ามใหญ่สักแล้วสวย แต่ก็ไม่ได้สักง่าย ขึ้นอยู่กับสภาพผิว

“จริงๆ ในคนหนึ่งคน คนที่ดูเหมือนผิวจะสักง่ายที่สุดแล้ว เขาจะมีผิวในแต่ละส่วน อย่างเช่นแขนเขาจะมีข้อศอก ตรงข้อศอกนี่สักยาก ยังไงผิวมันก็ย่น ใต้ท้องแขนผิวก็บาง เพราะฉะนั้น เรื่องนี้มันเป็นทักษะเลย ไม่ใช่ว่าคนนี้ผิวดีแล้วจะสักง่ายไปหมด มันเหมือนสนามแข่งรถ ในหนึ่งสนามมันมีจุดยาก จุดง่าย ต้องฝึกฝนก่อนไปเจอสถานการณ์จริง สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ”

“พื้นฐาน” สำหรับการสักคือ ?

“เส้นคม เงาเนียน สีติดดี แผลหายง่ายและไว ไม่ใช่แผลลอกแล้วสีหลุดไปด้วย”

จุดที่ไม่อยากสัก

ผมไม่อยากสักในที่ลับ ไม่ชอบดูเท่าไหร่ ไม่ว่าจะของผู้ชายหรือผู้หญิง มันทำงานแล้วไม่สบายใจ แล้วก็ไม่รู้จะเอาไปให้ใครดู รวมทั้งการสักที่เป็นความเชื่อในที่ที่ไม่เหมาะสม ก็ทำให้เราไม่สบายใจ”

เมื่อมี “โอกาส” ต้องไปให้ไกลที่สุด

ink5

หลังจากช่างมิ้มนำเครื่องสักกลับไปสักให้เพื่อนสนิทที่ขอนแก่น ซึ่งการสักลายครั้งแรกของเขาใหญ่ประมาณครึ่งหน้ากระดาษ A4 เป็นลายไทรบอล จากนั้นก็ทดลองสักในกลุ่มเพื่อนอยู่ประมาณ 3 เดือน แม้ใน 3 เดือนนั้นจะไม่ได้สักทุกวัน แต่เขาก็คิดว่าเขาทำได้ดีกว่าร้านที่อยู่ในขอนแก่น

งานที่ผมทำครั้งแรกน่าจะใหญ่กว่านั้นประมาณ 3 เท่า ผมทำครั้งแรกราคาประมาณ 600 บาท แต่เพื่อนไปสักมา เล็กกว่า 3 เท่า ราคา 1,600 บาท ผมก็เอ๊ะ เราทำได้ดีกว่าด้วยนะ แล้วครั้งแรกด้วย งั้นเราก็น่าจะพอทำได้เนอะ หลังจากนั้น พอหมดกลุ่มเพื่อนมันก็ไม่ค่อยมีงาน ผมก็คิดว่าต้องกลับไปกรุงเทพฯ คือผมจะกลับไปกรุงเทพฯ อยู่แล้ว มาที่นี่แค่มาฝึก เราต้องไปหาสิ่งที่ดีกว่า แล้วผมก็จะคิดเสมอว่า ถ้าไปต่างประเทศได้ เราต้องไปให้ไกลที่สุด หาโอกาสให้มากที่สุด และกรุงเทพฯ น่าจะเป็นโอกาสที่หาได้มากที่สุดแล้ว”

เมื่อเข้ากรุงเทพฯ สิ่งที่ฝันกลับไม่เป็นดั่งหวัง ทว่าหนุ่มน้อยนักสักผู้ยากจน ก็ได้พบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญชนิดพลิกฝ่ามือ ติดตามเรื่องราวของ “ช่างมิ้ม” ต่อได้ใน “สักศึกษา” เปิดตำราช่างสักยอดฝีมือ: ทำสิ่งที่รักด้วยจิตวิญญาณ ep.2

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่