เสียงจากคนเบื้องหลัง: ความหมายในน้ำตาของ “ตู้” ผู้บันทึกทุกภาพเคลื่อนไหว ตลอดการวิ่งจากเบตงสู่แม่สาย

เสียงจากคนเบื้องหลัง: ความหมายในน้ำตาของ “ตู้” ผู้บันทึกทุกภาพเคลื่อนไหว ตลอดการวิ่งจากเบตงสู่แม่สาย

“ร้องไห้ทุกวันครับ” ตู้ - พงษ์ภัทร พงษ์สุวรรณ ชายหนุ่มมาดเข้มเจ้าของร่างสูงโปร่ง ตอบตรงไปตรงมาถึงความรู้สึกตลอด 55 วัน ที่เขาบันทึกภาพวิดีโอในโครงการ ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ “ผมเป็นคนน้ำตาไหลง่ายอยู่แล้ว เจอแบบนี้ทุกวันก็น้ำตาไหลทุกวัน จนต้องสวมแว่นดำเพื่ออำพราง”

สิ่งที่หัวหน้าทีมกล้องภาพนิ่งและวิดีโอ โครงการ ก้าวคนละก้าว เจอทุกวันตลอดระยะเวลากว่า 55 วัน ตลอดการวิ่งบนเส้นทางใต้สุดสู่เหนือสุดแดนสยาม ก็คือ ภาพของประชาชนคนไทยที่มาเฝ้ารอคอยที่จะได้เจอ ตูน – อาทิวราห์ คงมาลัย ผู้พลิกสถานะจนเป็นมากกว่านักร้องนำวงร็อก แต่ได้กลายเป็นฮีโร่ในหัวใจคนไทยทุกคนไปแล้ว ตั้งแต่เขาออกวิ่งด้วยกำลังของสองขาตลอดระยะทาง 2,191 กิโลเมตร จากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา สู่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมีโจทย์ตั้งต้นว่าอยากได้เงินบริจาคจากคนไทย 70 ล้านคน เพียงคนละ 10 บาท เพื่อนำเงินรายได้ 700 ล้านบาทนี้ ไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อมอบแด่โรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศไทย

และก็อย่างที่รู้กันว่าตูนสามารถพิชิตภารกิจใหญ่เกินตัวนี้ไปอย่างสวยงาม โดยวิ่งได้ครบระยะภายในเวลา 55 วันตามที่กำหนด พร้อมด้วยยอดเงินบริจาคที่ทะลุเป้าหมายไปถึงหลักพันล้านบาท และสิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ เขาได้จุดประกายบางอย่างในตัวของผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนในหลากหลายทาง หนึ่งในผู้ที่ได้รับพลังจากตูนแบบเต็มๆ ก็คือ ตู้ ช่างภาพวิดีโอและการ์ดประจำตัวตูนขณะวิ่ง ที่ไม่เคยซ่อนน้ำตาได้ในสักวัน

“สิ่งที่พวกเราทำตอนนี้เป็นมากกว่าการสร้างโรงพยาบาลทั่วประเทศ แต่เป็นการสร้างโรงพยาบาลให้ตัวเอง ในแง่ของการทำให้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ และนี่ไม่ใช่แค่โปรเจกท์ ก้าว อีกต่อไป แต่เป็นโปรเจกท์ ให้ อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินบริจาค ที่คนมีมากอยากบริจาคให้มาก และคนมีน้อยก็อยากบริจาคให้มากเช่นกัน

“ผมสัมภาษณ์พี่ยามคนนึงที่มีรายได้แค่วันละ 300 บาท แต่กลับกำแบงค์ 500 ไว้ในมือ เพื่อรอมอบให้พี่ตูน ผมถามเขาว่าทำไมถึงบริจาคตั้งเท่านี้ เขาบอกว่าผมอยากให้มากกว่านี้อีก แต่ผมมีเท่านี้จริงๆ หรือแม้แต่เด็กช่างเด็กแว้นที่มีรอยสักเต็มตัว ก็ยังมารอเจอพี่ตูน และบอกว่าพี่ตูนทำให้พวกเขาอยากทำอะไรให้คนอื่นบ้าง”

สิ่งที่ตู้มองเห็นผ่านเลนส์กล้องถ่ายวิดีโอ (ที่มีม่านน้ำตาของเขาบังอยู่เสมอ) ก็คือ แววตาของเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง คนแก่คนเฒ่า ที่ต่อให้เขาไม่รู้จักตูน บอดี้สแลม ก็ยังเฝ้ามองผู้ชายคนนี้ด้วยสายตาแห่งความศรัทธา ด้วยแววตาที่นิ่ง ใส เป็นประกาย “ผมคิดว่ามันยากมากนะกับการทำให้คนศรัทธาและเชื่อใจได้ขนาดนี้ เขาเอาอะไรมามั่นใจในตัวพี่ตูนและพวกเรา ว่าจะไม่เอาเงินสิบบาท ร้อยบาทของเขาไปทำอย่างอื่น ถ้าไม่ใช่เพียงเพราะเขาเชื่อในตัวพี่ตูน”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตู้ร่วมงานกับตูน เขาคือผู้บันทึกทุกความเคลื่อนไหวของตูนและวงบอดี้สแลมมานานกว่า 4 ปี ในหลายคอนเสิร์ต รวมถึงการวิ่งที่บางสะพานเมื่อปีที่แล้ว และในครั้งนี้ จากความตั้งใจแรกที่จะตอบปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อโปรเจคท์นี้ เพราะตู้ไม่อยากห่างจากภรรยาและลูกๆ นานถึง 2 เดือน กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะสุดท้ายเขาก็ต้องยอมพ่ายต่อความตั้งใจมั่นของตูน

“ผมต้องยอมห่างจากครอบครัวตัวเอง เพื่อมามีความสุขกับครอบครัวที่อยู่ตรงนี้ เพื่อโปรเจคท์ดีๆ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้” ตู้เล่าด้วยเสียงสดใส ไร้น้ำตา

 

 

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่