ที่มาของชื่อ 7 รองเท้าผ้าใบระดับตำนานโลก

Pepperrr

สนับสนุนเนื้อหา

ใครจะไปรู้ว่ารองเท้าผ้าใบเพื่อการกีฬาเมื่อหลายทศวรรษก่อน ตอนนี้แทบทุกยี่ห้อกลายมาเป็นรองเท้าแฟชั่นที่ดังพลุแตกไปทั่วโลกจนหยุดไม่อยู่แล้ว ในยุคที่ Sportwear กำลังมาแรงแซงทางโค้ง ในยุคที่การ Mix & Match เสื้อผ้า หน้า ผม และรองเท้ามันเปิดกว้างเหลือเกิน คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารองเท้าผ้าใบมันทั้งเท่ ใส่ได้ทุกโอกาส และใส่สบายจริงๆ จากเดิมที่ดูจะเป็นรองเท้าสำหรับหนุ่มๆ ตอนนี้มันเป็นสินค้าสำหรับทุกเพศทุกวัยไปแล้ว

จากที่เคยร้องหา Chuck Taylor, Jack Purcell เมื่อยังเป็นวัยรุ่น ทุกวันนี้เราก็ร้องหา Stan Smith กันจนคุ้นหู แต่เดี๋ยวนะ ชื่อรุ่นรองเท้าพวกนี้ทำไมเป็นชื่อคนซะเยอะจัง ส่วนใหญ่จะชื่อผู้ชายด้วย ทำไมถึงมีชื่อรุ่นรองเท้าเป็นของตัวเองที่คนทั่วโลกต้องควานหามาไว้ในครอบครอง แทบจะลืมเรียกชื่อยี่ห้อไปแล้วด้วยซ้ำ ไหนมาตามดูกันซิว่า 7 รุ่นรองเท้าผ้าใบยอดฮิตแต่ละรุ่นมีต้นกำเนิดมาจากคุณพ่อท่านไหนกันบ้าง

 1 Adidas Stan Smith

Stan Smith รองเท้าขาวหน้ามน ที่สุดของยุคนี้ เคยสงสัยไหมว่า หน้าผู้ชายบนลิ้นรองเท้าเป็นใคร ? ก็มันเป็นรองเท้าผ้าใบนักกีฬา ทำให้นักเทนนิสใส่ สรุปแล้วพ่อ Stan Smith นั่นก็คือฮีโร่นักเทนนิส รองเท้ารุ่นนี้เกือบจะได้ชื่อว่า Robert Haillet ตามชื่อแชมป์เทนนิสชาวฝรั่งเศสแล้ว (คงจะเรียกยากน่าดู) แต่เขาก็ออกมาประกาศลาวงการไปซะก่อน ดาวรุ่งพุ่งแรกอันดับถัดไปที่ Adidas เลือกมาเป็นไอดอลให้รองเท้าเทนนิสหนังล้วนรุ่นแรกนี้ก็คือ Stanley Roger “Stan” Smith โดยใช้เวลาไม่นานนัก Stan Smith ก็กลายเป็นรองเท้าที่ดารา คนมีชื่อเสียง และใครๆ ก็ต้องการจับจองด้วยเช่นกัน จนมาถึงช่วงปี ค.ศ. 2000 ต้นๆ กระแสรองเท้ารุ่นนี้ก็เริ่มหายไป

Stan Smith กลับมาใหม่อีกครั้งในปี 2014 เปิดตัวใหม่รอบนี้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเข้าไปอีก โดยมีตัวเลือกสีเพิ่มขึ้น และมีการฟีเจอร์ริ่งกับดีไซเนอร์ชื่อดังและผู้มีชื่อเสียงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การแต่งตัวแนวสปอร์ตที่กำลังมา โดยสามารถนำไปแมทช์กับเสื้อผ้าในหลากหลายสไตล์ได้มากขึ้น จนตอนนี้ไม่ว่าใครก็ต้องขอมี Stan Smith มาไว้ในครอบครองอย่างน้อยก็คู่หนึ่ง และมันก็กลายมาเป็นรองเท้าแฟชั่นเต็มตัวไปแล้ว

2 Converse Chuck Taylor

มาต่อกันที่รองเท้ารุ่นคลาสสิคที่สุดในสามโลก Converse Chuck Taylor All-Star ที่ดังเป็นพลุแตกเมื่อพ่อหนุ่มนักบาส และกลายมาเป็นพนักงาน Converse Chuck Taylor เป็นคนติดดาวเข้าไปที่รองเท้าผ้าใบนักกีฬาบาสเกตบอลแบบหุ้มข้อนี้

จริงๆ แล้ว Taylor ไม่ใช่นักบาสมือโปรอะไร แต่เค้าชอบกีฬานี้และมีหัวทางด้านการขายและการตลาด เขาตัดสินใจเลิกเล่นบาสและมาสมัครทำงานขายที่บริษัท Converse ในชิคาโก ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เค้าชื่นชอบและใส่เล่นบาสเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว และเขาก็ได้รับเข้าทำงานทันที โดยเป็นคนตระเวนโปรโมทรองเท้ารุ่นนี้และช่วยโค้ชทีมบาสเกตบอลต่างๆ ทั่วอเมริกาด้วยตัวเอง จากจุดนั้นรองเท้านักบาส Converse All-Star ก็กลายมาเป็น Converse ติดดาว Chuck Taylor All-Star ในหลากหลายแบบทุกวันนี้ ที่ลูกเด็กเล็กแดงและคนทุกเพศทุกวัยใส่กัน ถือเป็นรองเท้ารุ่นคลาสสิคที่ราคาเอื้อมถึงได้ง่ายอีกด้วย กราบพ่อชัค เทย์เลอร์งามๆ

3 Converse Jack Purcell

อีกหนึ่งความคลาสสิคระดับตำนานของ Converse อาจจะสู้รองเท้านักบาส Chuck Taylor ไม่ได้ แต่ด้วยความสวยเรียบง่ายก็ทำให้รุ่น Jack Purcell ยังขายดีตลอดกาลเช่นกัน

รุ่นนี้ได้ชื่อมาจากชื่อนักแบตมินตันแชมป์โลกปี ค.ศ. 1933 ชาวแคนาดา และที่ควรคู่แก่การยกย่องนำชื่อมาใช้ก็เพราะว่าในประวัติการแข่งของ Jack Purcell เค้าไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครเลยจนกระทั่งเขาลาวงการไปในปี 1945 ความมุ่งมั่นและความสำเร็จในสายอาชีพของเขาไม่ใช่แค่การขยันฝึกซ้อมอย่างหนักเท่านั้น แต่เป็นการเอาใจใส่ในรายละเอียดถึงขนาดที่ออกแบบรองเท้าลงแข่งคู่นี้ด้วยตัวของเขาเอง โดยมีบริษัท BF Goodrich เป็นผู้ผลิตให้ในปี 1935 และ Converse ก็ได้ซื้อต่อลิขสิทธิ์มาไว้ในครอบครองในช่วงปี 1970 จนถึงปัจจุบันนี้

4 Nike Roshe Run

มาถึงอีกแบรนด์ฮิตในวงการกีฬาที่มีการออกแบบเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน Nike รุ่น Roshe Run อาจจะเป็นน้องใหม่ซะหน่อยถ้าเทียบกับรุ่นพี่ๆด้านบน รุ่นนี้ Nike ตั้งโจทย์ว่าอยากได้ผ้าใบรุ่นใหม่ในลุคสปอร์ตแบบไม่เทอะทะ ใช้ออกกำลังได้ ใส่ลำลองก็ดี และต้องมีสไตล์ โดยยังคงใช้วัสดุที่มีประสิทธิภาพตามแบบฉบับของ Nike เพื่อความสบายในการสวมใส่ และต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น

Dylan Raasch ผู้ออกแบบที่รับโปรเจคนี้มาต้องออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ในราคาขายประมาณ $70 (ประมาน 2,400 บาท) เค้าตีโจทย์นี้แตกจากการฝึกตนของเค้าเองในนิกายเซนตั้งแต่ยังเด็ก ที่เน้นการนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง เดี๋ยวนะ เรื่องศาสนาพุทธ กับ ฝรั่ง และรองเท้าผ้าใบ มันจะไปด้วยกันยังไงนะ ?

Dylan นำหัวใจหลักของนิกายเซนมาออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ นั้นก็คือความสงบ เรียบง่าย และประณีต โดยตัดส่วนประกอบที่ไม่จำเป็นออกไป แรงบันดาลใจของเขาคือภาพของปรมาจารย์นิกายเซน (Roshi) ที่นั่งสมาธิอยู่ในสวนเซน เขาเริ่มออกแบบรูปร่างและสีจากตรงนั้น พื้นล่างของรองเท้าก็ได้แรงบันดาลใจจากหินที่วางเป็นทางเดินในสวนเซน นี่จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น Roshe Run ที่มาจากคำว่า Roshi แต่ด้วยเรื่องลิขสิทธิ์ตามกฎหมายทำให้ต้องเปลี่ยนการใช้ตัวสะกดลงท้ายจากตัว e เป็น ตัว i แต่ยังคงอ่านว่า “โรชิ” และมีความหมายของความเรียบง่ายเหมือนเดิม

5 ASICS Kayano

หลังจากที่หนุ่มไฟแรง Toshikazu Kayano ได้เริ่มทำงานออกแบบรองเท้าได้เพียง 5 ปี เขาก็มีความคิดอยากพัฒนารองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงออกมาโดยเปลี่ยนลุคของรองเท้า ASICS ใหม่ และใช้เทคโนโลยีล่าสุด ในแบบที่ลูกค้าเห็นแล้วว้าวจนต้องซื้อทันที

แต่กว่าจะได้มาซึ่งรุ่นนี้นั้นทุกอย่างมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างใจคิด เขาได้ปลุกปล้ำลองผิดลองถูกกับการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่นี้อยู่นานพอตัว จนทางบริษัทได้ช่วยส่งเขาไปปรึกษาและเรียนรู้เพิ่มเติมกับทีมการตลาดที่ประเทศอเมริกา และในคืนหนึ่งขณะที่เขาออกไปทานข้าวเย็นกับทีมอยู่นั้น ASICS Kayano ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นบนกระดาษเช็ดปาก ใช่! นั่นคือภาพสเก็ตช์แรกของ Kayano สุดยอดรองเท้าวิ่งที่ดังเปรี้ยงปร้างในทุกวันนี้ และเพื่อเป็นการขอบคุณ Kayano ที่ได้พัฒนารองเท้าประสิทธิภาพสูงนี้ขึ้นมา ชื่อของเขาเลยถูกนำมาใช้เป็นชื่อรุ่น

6 Puma Clyde


 

อีกหนึ่งรุ่นรองเท้าผ้าใบที่มีพัฒนาการมาจากรองเท้านักกีฬาบาสเกตบอล ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเส้นคลื่นที่คาดผ่านกลางรองเท้า ดูจะเป็นที่ถูกใจของกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในยุค 80 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหล่านักสเก็ตและสาวกฮิปฮอปที่นิยมแต่งตัวแนว Street

ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 1973 Walter "Clyde" Frazier นักบาสเกตบอลตัวท๊อปของอเมริกาผู้ซึ่งมีความหลงใหลในการแต่งตัวเป็นอย่างมาก ได้ขอให้บริษัท Puma ช่วยสั่งตัดรองเท้าผ้าใบรุ่น Suedes (อีกหนึ่งรุ่นที่มีชื่อเสียงของ Puma) ด้วยน้ำหนักที่เบาลงและตัวรองเท้าที่กว้างขึ้นให้ รองเท้ารุ่นนี้เลยได้ใช้ชื่อเล่นของ Walter Frazier ที่โค้ชของเขาเป็นคนตั้งให้ตามความเนี้ยบในการแต่งตัวของเค้าในสไตล์จอมโจรชื่อดัง Clyde Chestnut Barrow หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Bonnie and Clyde นั่นเอง

7 Nike Cortez

จุดเด่นของรองเท้า Nike รุ่น Cortez ชัดเจนว่าเป็นโลโก้สีแดงสดใส (ในรุ่นแรก) ที่มีที่มาจากปีกแห่งชัยชนะของเทพ Nike (ไม่ใช่เครื่องหมายถูกอย่างที่เราคิดมาตลอดนะ) มันถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 สำหรับวางขายและใช้ในงานโอลิมปิก ปี 1972 ที่ประเทศเยอรมัน ด้วยคอนเซปของความกระชับและทนทาน เหมาะทั้งสำหรับใช้ฝึกซ้อมและลงวิ่งจริงของนักกีฬา และเป็นที่แน่นอนว่านักกีฬาจากประเทศอเมริกาก็ได้ใส่รองเท้า Cortez ลงแข่งในงานนี้ มาถึงตรงนี้ คุณคิดว่าว่าชื่อรองเท้ารุ่นนี้มาจากชื่อนักกีฬาโอลิมปิกใช่ไหม ?

คดีผลิก! ชื่อ Cortez นั้นมาจากชื่อนักรบชื่อดังชาวสเปนที่สามารถบุกยึดจักรวรรดิ Aztec (หรือที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ในชื่อของประเทศเม็กซิโกนั้นเอง) ได้อย่างมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และกล้าหาญ ช่างเหมาะกับการแข่งขันโอลิมปิกจริงๆ

ก็จะไม่ดังได้ยังไงในเมื่อคนตั้งกี่ร้อยกี่พันล้านคนจากทั่วโลกเห็นตรา Nike สีแดงลอยเด่นในงานโอลิมปิกครั้งนั้น แถมต่อมายังมาโผล่ในซีรีส์ดังปี 1976 อย่าง Charlie's Angel และ หนังดัง Forrest Gump ปี 1994 อีก ถือเป็นรุ่นประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้

เป็นยังไงกันบ้าง พอได้รู้ที่มาที่ไปของชื่อรองเท้ายอดฮิตแต่ละรุ่นแล้ว เพื่อนๆ รู้สึกเหมือนกันไหมว่าเราอินกับรองเท้าผ้าใบที่เรามีอยู่ หรือกำลังจะมีในอนาคตเยอะขึ้นอีกเป็นกอง มันไม่ใช่แค่ชื่ออะไรก็ได้ แต่ทุกอย่างมันถูกกลั่นกรองออกมาจากใจของคนคิด คนออกแบบ คนผลิต และคนขายแล้วจริงๆ