Body Fat Percentage (เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย) สำคัญอย่างไร

Body Fat Percentage (เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย) สำคัญอย่างไร

Body Fat Percentage (เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย) สำคัญอย่างไร เกี่ยวกับ body fat percentage

S! Men

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่ออายุเพิ่มขึ้นสัดส่วนที่เคยปังก็เหมือนจะเริ่มพัง เนื้อนุ่มนิ่มปรากฎออกมาตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ห่วงยาง ท้องแขน ใต้คาง ต้นขา ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดนี้เกิดขึ้นจากไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ เข้ามาแทรกเป็นมือที่สามระหว่างความกระชับกับตัวคุณให้ออกห่างไปเรื่อยๆ

คุณทนงศักดิ์ วงษาโสม Fitness Training and Development Manager จาก ฟิตเนส เฟิรส์ท กล่าวถึงไขมันซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของร่างกายที่มีผลต่อสัดส่วนและสุขภาพโดยรวมไว้ว่า “พอพูดถึงไขมันหลายๆ คนอาจจะนึกถึงความอ้วน การเจ็บป่วย และความเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายชนิด แต่ไขมันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความจำเป็นและมีหน้าที่ต่อระบบการทำงานของร่างกายเหมือนกัน ดังนั้นจะมีมากไปหรือน้อยไปก็เป็นอันตรายได้”

หน้าที่ของไขมันในร่างกาย

•     ให้พลังงาน ป้องกันการย่อยสลายโปรตีนที่มีอยู่ในร่างกายไปใช้

•     ช่วยดูดซึมวิตามิน A D E K

•     เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาท

•     ช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานได้อย่างปกติและมีประสิทธิภาพ

•     ป้องกันอวัยวะภายในช่องท้องและหน้าอก

•     เป็นทั้งฉนวนป้องกันความร้อนและป้องกันการสูญเสียความร้อนเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย

ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่าในฟิตเนสมีเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบร่างกายจากความต้านทานไฟฟ้าที่บอกปริมาณไขมันในร่างกายให้บริการอยู่ด้วย คุณทนงศักดิ์บอกว่าสามารถใช้เครื่องชั่งประเภทนี้ในการตรวจสอบว่าร่างกายมีปริมาณไขมันเท่าไร โดยดูจาก Body Fat Percentage

Body Fat Percentage คือ สัดส่วนของไขมันในร่างกายที่คิดเป็นร้อยละเมื่อเทียบกับน้ำหนักร่างกาย ยกตัวอย่าง คนที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ที่มีไขมันในร่างกาย 20% เท่ากับมีไขมันหนัก 12 กิโลกรัม เป็นต้น        ขณะที่การออกกำลังกายและกิจกรรมในชีวิตประจำวันยังส่งผลให้คนที่มีระดับเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่เท่ากันมีรูปร่างที่แตกต่าง เนื่องจากมีการใช้กล้ามเนื้อในลักษณะที่ต่างกัน เช่น นักเต้น นักกรีฑา นางแบบ เป็นต้น

ยังมีเรื่องพื้นฐานทางร่างกายของหญิงและชายที่มีการกระจายไขมันไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่มีความแตกต่างกันตามธรรมชาติ เช่น ผู้ชายมักจะมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องมากกว่าผู้หญิง ขณะที่ผู้หญิงจะมีไขมันสะสมบริเวณสะโพกและต้นขามากกว่าผู้ชาย และปริมาณไขมันสะสมในร่างกายที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงยังมีสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชายอีก เนื่องจากไขมันมีความจำเป็นต่อระบบการการเจริญพันธุ์หรือการตั้งครรภ์นั่นเอง ดังนั้นนอกจากการออกกำลังกายแล้ว เพศและวัยก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ให้รูปร่างของแต่ละคนมีความแตกต่างกันด้วย

ถึงกระนั้น Body Fat Percentage นี้ก็เป็นดัชนีที่ใช้ประเมินองค์ประกอบร่างกายและสุขภาพ เพื่อใช้ในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการกำหนดแนวทางโภชนาการที่เหมาะสมได้ดีอีกด้วย

สำรวจสัดส่วนและสุขภาพผ่าน Body Fat Percentage

ชาย 30% ขึ้นไป หญิง 40% ขึ้นไป

ปริมาณไขมันมากในระดับวิกฤต

•     รูปร่างอ้วนกลม

•     มองเห็นเซลลูไลท์บนผิวหนังได้ชัดเจน

•     มีไขมันส่วนเกินกระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย

•     เมื่อใส่เสื้อผ้าจะเห็นเป็นชั้นๆ

ชาย 21-30% หญิง 31-40%

มีปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกาย

•     รูปร่างท้วม

•     มีชั้นไขมันหนาหุ้มกล้ามเนื้ออยู่

ชาย 13-20% หญิง 23-30%

ปริมาณไขมันตามมาตรฐานทั่วไป

•     รูปร่างสมส่วน

•     สุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

•     มีสัดส่วนของร่างกายชัดเจน

•     ยังไม่เห็นกล้ามเนื้อมากนัก

ชาย 9-12 % หญิง 19-22%

ปริมาณไขมันน้อย

•     รูปร่างเพรียว กระชับ

•     กล้ามเนื้อชัดเจนยิ่งขึ้น

•     ผู้ชายที่ขยันออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าท้องซิกซ์แพคจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ณ จุดนี้

ชาย 5-8% หญิง 15-18%

ปริมาณไขมันน้อยมาก

•     รูปร่างเพรียวบาง

•     เห็นกล้ามเนื้อชัดเจน

•     สำหรับผู้หญิงที่มีการออกกำลังเพิ่มกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องนี่คือจุดที่คุณจะได้อวดซิกซ์แพคของตัวเองแล้ว

ชาย น้อยกว่า 5% หญิง น้อยกว่า 15%

ปริมาณไขมันน้อยจนถึงขั้นวิกฤต

•     รูปร่างผอมติดกระดูก

•     อันตรายต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย

•     ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

นอกจากจะใช้เกณฑ์เหล่านี้เป็นตัววัดผลของการออกกำลังกายให้ได้กล้ามเนื้อและสัดส่วนตามต้องการแล้ว ปริมาณไขมันในร่างกายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยย้ำเตือนและส่งสัญญาณให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพและสามารถใช้ชีวิตกับร่างกายที่แข็งแรงอย่างมีความสุขได้

เรื่องล่าสุดของหมวด Extreme

ดูหมวด Extreme ทั้งหมด