Toshio Yamada หนุ่มโรงงานผู้เปลี่ยนธุรกิจแฟชั่นผู้ชายในญี่ปุ่น

Toshio Yamada หนุ่มโรงงานผู้เปลี่ยนธุรกิจแฟชั่นผู้ชายในญี่ปุ่น

Toshio Yamada หนุ่มโรงงานผู้เปลี่ยนธุรกิจแฟชั่นผู้ชายในญี่ปุ่น เกี่ยวกับ toshio yamada

gqthailand

สนับสนุนเนื้อหา

เรื่อง: Arinn
ภาพ: K.Bott, Factelier

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หนุ่มญี่ปุ่นวัย 32 ปี รูปร่างสูงโปร่ง มีหนวดเคราเล็กน้อย หน้าตาเข้าขั้นดี (อันนี้ไม่ได้มโนไปเองเพราะสาวๆ ที่ทำงานกรี๊ดกันใหญ่) มาที่ออฟฟิศ GQ เพื่อแนะนำแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายของเขา “Factelier” ที่กำลังมาเปิดป๊อปอัพสโตร์เล็กๆ ที่ชั้น 3 ห้างอิเซตัน

ผู้ชายคนที่ว่านี้ชื่อ Toshio Yamada เขามาด้วยความมุ่งมั่นอยากจะให้คนไทยได้รู้จัก มีหลายสิ่งที่เขาอยากจะพูดและสื่อสารกับเรา ผมดูออกผ่านสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเป็นประกาย เรื่องราวอันน่าทึ่งคือว่าเขาเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานทั่วญี่ปุ่นมากกว่า 450 โรงงาน เพื่อเสาะหาวัตถุดิบชั้นดีมาผลิตเป็นกางเกงยีนส์ เสื้อยืด เชิ้ต เนกไท และอื่นๆ ภายใต้คุณภาพระดับพรีเมียมตามแบบฉบับ Made in Japan แต่ขายในราคาที่ถูกกว่าแบรนด์ดังๆ ถึงครึ่งหนึ่ง

ยามาดะเกิดในครอบครัวที่ทำธุรกิจเสื้อผ้าผู้หญิงบนเกาะคิวชู แต่เขาสนใจธุรกิจแฟชั่นผู้ชาย เคยทำงานอยู่ที่กุชชี่ ปารีส ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาทำแบรนด์ของตัวเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน Factelier มีช็อปอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ที่กินซ่า ในโตเกียว และเกาะคิวชูบ้านเกิด

“คุณแค่เดินเข้ามาที่ช็อป ลองเสื้อผ้าแล้วตัดสินใจสั่งซื้อผ่านออนไลน์ คุณไม่ต้องแบกของกลับบ้าน ทางเราจะไปส่งให้ถึงที่ในวันรุ่งขึ้น” เขาว่าแบบนั้น

เขาบอกว่า “ผมจะอยู่เมืองไทยประมาณ 10 วัน คุณนัดผมสัมภาษณ์ได้ทุกเมื่อ” และนี่คือที่มาที่เราได้คุยกันในวันสุดท้ายก่อนเขาจะกลับญี่ปุ่น (ท่ามกลางเพื่อนผู้หญิงที่ทำงานที่ขอมาด้วย)

GQ: ช่วยเล่าที่มาหน่อยครับว่า คุณมาทำธุรกิจนี้ได้อย่างไร
ตอนอายุ 20 ผมเคยทำงานที่กุชชี่ ในปารีส เพื่อนผมที่ทำงานด้วยกันบอกว่า ไม่มีแบรนด์ญี่ปุ่นเลยที่ยังคงผลิตอยู่ในญี่ปุ่น เขาบอกว่าลองดูพวกแบรนด์ดังระดับโลกสิ อย่าง Hermès เขายังผลิตในฝรั่งเศสอยู่เลย ดังนั้นแบรนด์ดีๆ ก็มีจุดกำเนิดจากโรงงานนั่นแหละ นั่นคือแรงกระตุ้นที่ผมอยากจะทำแบรนด์แฟชั่นผู้ชายที่ผลิตในโรงงานของญี่ปุ่น ผมต้องการสร้างแบรนด์ญี่ปุ่นที่ทำในญี่ปุ่น

GQ: เห็นบอกว่าคุณต้องเดินทางไปดูโรงงานมากกว่า 450 โรงทั่วญี่ปุ่นเพื่อหาโรงงานผลิตที่ดีที่สุดในแต่ละด้าน ทำไมคุณต้องทำอะไรขนาดนี้ด้วย
ผมต้องการเลือกโรงงานที่ผลิตสิ่งที่ดีที่สุด เช่น ยีนส์ เสื้อยืด เชิ้ต เนกไท และอื่นๆ แล้วเราก็ได้โรงงานที่เป็นพาร์ตเนอร์กัน 30 โรงได้ ผมมองหาสิ่งพิเศษในเรื่องวัตถุดิบและการตัดเย็บ คุณรู้ไหมว่าโรงงานเหล่านี้มีกำลังการผลิตที่ตกลง พวกเขาไม่มีเงินมากนัก คนงานได้ค่าจ้างน้อยมาก และกำไรก็น้อยลง เพราะมีกระบวนการโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนมากกว่าสินค้าจะไปถึงผู้บริโภค ทำให้ราคาสูงเมื่อไปถึงมือผู้ซื้อ ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับมาที่โรงงานก็ได้เงินที่น้อยสุดๆ ดังนั้นโมเดลธุรกิจของผมคือลดขั้นตอนพวกนี้ออกไป คล้ายกับว่าเราไม่ต้องมีพ่อค้าคนกลาง โดยสินค้าจะส่งตรงถึงเราเพื่อให้ลูกค้าซื้อของได้ถูกลงครึ่งหนึ่ง ในคุณภาพเท่าเดิม และโรงงานได้เงินมากขึ้น 2 เท่า นี่คือโมเดลที่จะทำให้วิน-วินทั้งสองฝ่าย ทั้งลูกค้าและผู้ผลิต ผมต้องการสร้างระบบโลจิสติกส์ใหม่ในญี่ปุ่น

GQ: อธิบายคอนเซ็ปต์ “Beautiful with a Story” ที่คุณเขียนในนามบัตรหน่อยสิครับ
มันคือองค์ประกอบของงานฝีมือแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม พวกเขามีแพชชั่นในการทำ ฝีมือยอดเยี่ยม พบกับเรื่องราวของโรงงานผลิตเหล่านี้ที่ทำกันมานานหลายสิบปี มีช่างฝีมืออยู่มากมาย สามารถผลิตงานได้คุณภาพระดับเทียบเท่ากับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

GQ: เล่าประสบการณ์ที่เคยทำกับกุชชี่ ปารีส ให้พวกเราฟังหน่อย คุณไปร่วมงานได้อย่างไร
จริงๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก ตอนนั้นแค่อยากทำงานในธุรกิจแฟชั่น ผมเขียนจดหมายไปถึงกุชชี่บอกว่าอยากทำงานด้วย พวกเขาเรียกผมสัมภาษณ์ ผมบอกว่าสามารถทำงานได้ทุกอย่างที่คุณอยากให้ทำ ก็เลยได้เข้าไปทำงานหลายอย่างที่นั่น ตั้งแต่จัดการสต็อกสินค้า ดูดิวตี้ฟรี ผมได้ประสบการณ์มากมาย มันทำให้รู้ว่าแบรนด์ๆ หนึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการตลาดหรือโปรโมชั่น แต่คือเรื่องของคุณภาพ เรื่องราวของแบรนด์ และการผลิตในโรงงานบ้านเกิดที่มีคุณภาพ นั่นคือสิ่งที่ผมนำกลับมาทำงานกับแบรนด์ Factelier เมื่อสามปีที่แล้ว

GQ: แล้วการเปิดป๊อปอัพสโตร์ที่เมืองไทยล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง
ดีมากครับมีลูกค้ากลับมาซื้อเรา 2-3 ครั้ง เพระเขารู้ว่าราคาถูกกว่า คุณรู้ไหมเมืองไทยเป็นประเทศแรกที่เรามาบุกตลาด เพราะมีอุตสาหกรรมเท็กซ์ไทล์คล้ายกับญี่ปุ่น ผมชอบแบรนด์จิม ทอมป์สัน เพราะเป็นแบรนด์ไทยจริงๆ ผมมีโอกาสได้ไปสำรวจตลาดทั้งในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ประตูน้ำ จตุจักร ผมแปลกใจมาก คนไทยนิยมกางเกงยีนส์กันมาก โดยเฉพาะแบรนด์แพงๆ ที่คนไทยชอบซื้อกัน ผมตกใจกับราคาที่สูง ซึ่งเราก็มียีนส์อย่าง Japan Blue ที่คุณภาพเหมือนกับแบรนด์ดังๆ แต่ขายในราคาที่ถูกกว่าครึ่ง เหล่านี้คือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารถึงลูกค้าคนไทยว่า เราก็มียีนส์คุณภาพเดียวกันในราคาที่ต่ำกว่า รวมทั้งดีไซน์ก็เหมือนๆ กันครับ

GQ: แล้วอนาคตคุณวางแผนไว้หรือยังว่าจะขยายไปที่ไหนบ้าง
ตอนนี้เรามีลูกค้ามากกว่า 100 ประเทศ ที่สั่งซื้อของเราทางออนไลน์ แต่ผมอยากปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดีกว่านี้ คือตอนนี้มีแค่ภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น เรากำลังมีภาษาจีนและไทยในอนาคต อยากจะมีสัก 20 ภาษาในเว็บไซต์ครับ (หัวเราะ) และเพิ่มช็อปด้วย อาจจะขยายเป็น 10 สาขาในเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องธุรกิจคงต้องดูว่าเทรนด์แบบไหนมาแรง นั่งวิเคราะห์ว่าไอเท็มไหนหรือสีไหนขายดี ตลาดต้องการอะไร เราก็จะปรับปรุงการผลิตและดูความต้องการของตลาด อย่างในไทยก็ดีนะ แม้จะเป็นช็อปเล็กๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับประเทศที่เราไป เราต้องเลือกสินค้าให้ตรงกับประชากรที่นั่น

พบกับเปิดป๊อปอัพสโตร์ Factelier ได้ที่ชั้น 3 ห้างอิเซตัน และ www.factelier.com

เรื่องล่าสุดของหมวด Work

ดูหมวด Work ทั้งหมด