Fortune.com ยกนิ้ว คาเมร่าโฟน เทคโนโลยีปี 2003

Fortune.com ยกนิ้ว คาเมร่าโฟน เทคโนโลยีปี 2003
S! Hitech

สนับสนุนเนื้อหา

Fortune.com นิตยสารออนไลน์ชั้นนำของโลก ยกนิ้วให้ คาเมร่าโฟน หรือโทรศัพท์มือถือที่มีกล้องดิจิตอลในตัว เป็นเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งปี 2003 ด้วยความสามารถที่เทียบชั้นกล้องดิจิตอลระดับเบสิค ขณะเดียวกันฟิล์มถ่ายภาพก็ถูกโหวตให้เป็นเทคโนโลยีที่ล้มเหลวมากที่สุดแห่งปี 2003 แม้หลายคนจะแย้งว่า เทคโนโลยีถ่ายภาพระบบฟิล์มจะยังอยู่ไปอีกนานก็ตาม เมื่อเอ่ยถึง คาเมร่าโฟน เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเรื่องความง่ายความคล่องตัวในการถ่ายภาพส่งถึงเพื่อน โดยเฉพาะการแอบถ่ายภาพหลุดๆของคนอื่น แต่จริงๆแล้ว คาเมร่าโฟนถูกตั้งเป้าเอาไว้ให้เป็นได้มากกว่านั้น คาเมร่าโฟน ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ของวงการโทรศัพท์มือถือและวงการถ่ายภาพ ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 3 ปีก่อน และเติบโตรวมถึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากผู้คนทั่วโลก ปัจจุบันคาเมร่าโฟนโกยยอดขายไปแล้วหลายสิบล้านเครื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ว่าตัวเลขจะพุ่งไปอยู่ในระดับหลายร้อยล้านเครื่องใน 5 ปีข้างหน้า และเมื่อเวลานั้นมาถึง คาเมร่าโฟนก็จะขายดีกว่ากล้องถ่ายรูปไม่ว่าจะระบบดิจิตอลหรือระบบฟิล์ม แบบเทียบกันไม่ติด การขยายตัวของตลาดคาเมร่าโฟนได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจถ่ายภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปี 2003 กล้องดิจิตอลมียอดขายแซงหน้ากล้องระบบฟิล์มเป็นครั้งแรก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่ากล้องระบบฟิล์ม แม้จะไม่สูญพันธุ์ แต่ก็คงเหลืออยู่ในตลาดไม่มากนัก แต่เมื่อบวกความแรงขคาเมร่าโฟนเข้าไปด้วยแล้ว นักวิเคราะห์หลายๆคนต้องเปลี่ยนความคิด งานนี้เทคโนโลยีถ่ายภาพระบบฟิล์มอาจต้องสูญพันธุ์จริงๆ สัญญาณอย่างหนึ่งก็คือ ปัจจุบันบริษัทโนเกีย (Nokia) ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของโลก กำลังถูกมองว่าจะเป็นบริษัทกล้องที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเร็วๆนี้ หากมองในภาพรวมของอุปกรณ์ที่สามารถถ่ายภาพได้ คาเมร่าโฟนกำลังกลายเป็นอุปกรณ์ถ่ายภาพที่มีคุณภาพดีที่สุด คาเมร่าโฟนรุ่นแรกที่คลอดออกมาเมื่อต้นปี 2003 มีความละเอียดเพียง 1 เมกะพิกเซล ขณะที่ล่าสุด บริษัทคาสิโอ (Casio) เพิ่งส่งคาเมร่าโฟนใหม่ความละเอียด 2 เมกะพิกเซลลงตลาดญี่ปุ่น ที่น่าสนใจคือ คาสิโอคาเมร่าโฟนรุ่นดังกล่าวมาพร้อมซูมดิจิตอล 10X และระบบออโต้โฟกัส นั่นหมายความว่า มันสามารถใช้แทนกล้องดิจิตอลได้แบบสบายๆ การมาของกล้องดิจิตอลได้ส่งผลกระทบมากมายต่อวงการถ่ายภาพ แต่เทียบไม่ได้กับคาเมร่าโฟน บริษัทอีสต์แมนโกดัก (Eastman Kodak) ประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่า จะปิดหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เทคโนโลยีการถ่ายภาพระบบฟิล์ม แล้วหันไปให้ความสำคัญกับงานล้างอัดภาพแทน กระแสคาเมร่าโฟนทำให้ทุกคนต้องตื่นตัวและระวังตัวมากขึ้น เพราะเราแทบแยกไม่ออกระหว่างโทรศัพท์มือถือธรรมดากับคาเมร่าโฟนถ้าไม่ได้พิจารณาอย่างละเอียด เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า คนที่คุณคุยด้วยให้ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านั้น กำลังคิดทะลึ่งอยู่หรือเปล่า บริษัทของคุณอาจห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้าบเวณส่วนการผลิตหรืออาร์แอนด์ดี แล้วคาเมร่าโฟนล่ะ??? บริษัทคุณห้ามหรือเปล่า??? เชื่อว่าปีหน้าปัญหาเรื่องซีเคียวริตี้และสิทธิส่วนบุคคลจะกลายเป็นประเด็นฮ็อตแห่งปีอย่างแน่นอน และนั่นเกิดขึ้นจากผลกระทบของคาเมร่าโฟน อย่างไรก็ตาม เรื่องดีๆของคาเมร่าโฟนก็มี เช่น แพทย์ฉุกเฉินอาจส่งภาพของผู้ประสบอุบัติเหตุไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดู เพื่อให้สามารถรักษาพยาบาลได้อย่างถูกวิธีและปลอดภัย หรือโฟร์แมนคุมงานก่อสร้างอาจถ่ายภาพส่งไปให้วิศวกรดู เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ไม่ต้องแก้งานกันในภายหลัง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล แต่งานนี้คนที่ยิ้มไม่หุบ และดูจะมีความสุขมากที่สุด คงหนีไม่พ้นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ หรือโอเปอเรเตอร์ เพราะเมื่อมีคนใช้งานกันมากขึ้น ก็ย่อมหมายถึงรายได้ที่มากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะได้ยินอยู่บ่อยๆ ถึงประโยคที่กระตุ้นให้เกิดการใช้งานคาเมร่าโฟน ที่ฟังแล้วรู้สึกดี ในทำนองว่า ภาพหนึ่งภาพ เป็นได้มากกว่าคำพูด ขอขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

เรื่องล่าสุดของหมวด Tech Update

ดูหมวด Tech Update ทั้งหมด