มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เปิดตัวหลักสูตรเสมือนจริงเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เปิดตัวหลักสูตรเสมือนจริงเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก
VOA

สนับสนุนเนื้อหา

มหาวิทยาลัย Stanford University ในรัฐแคลิฟอร์เนียได้เปิดตัวชั้นเรียนเสมือนจริงหรือ VR เทคโนโลยีเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก

VR คือการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่มนุษย์สามารถเข้าไปและควบคุมได้ โดยการสวมใส่อุปกรณ์ที่ช่วยให้เห็นสภาพแวดล้อมและวัตถุเสมือนจริง ควบคู่ไปกับเครื่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมแบบเสมือนจริงได้

ชั้นเรียนหรือหลักสูตรใหม่ที่เรียกว่า "Virtual People" นี้สอนโดย Jeremy Bailenson ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสาร ซึ่งได้แนวคิดนี้ขึ้นมาหลังจากการสอนนักเรียนเกี่ยวกับ VR มาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ในช่วงเวลานั้น เขาเห็นว่าเทคโนโลยียังคงพัฒนาต่อไป และคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดในการแสดงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนี้คือการสร้างหลักสูตร VR เต็มรูปแบบขึ้น

เนื้อหาของหลักสูตร VR อย่างเป็นทางการระบุว่าชั้นเรียนดังกล่าวครอบคลุมถึงการขยายขอบเขตของ VR ในสาขาวิชาต่างๆ รวมไปถึงวัฒนธรรมบันเทิง วิศวกรรมศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และการสื่อสาร เป็นต้น

ในแต่ละสัปดาห์ หลักสูตรนี้จะเน้นเนื้อหาในด้านต่างๆ ที่ใช้ VR ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ นอกจากนี้ในหลักสูตรยังรวมถึงเวลาที่นักเรียนแต่ละคนได้ใช้ VR ตลอดจนเวลาที่นักเรียนทั้งชั้นเรียนเข้าสู่สภาพแวดล้อม VR พร้อมๆ กันด้วย

ศาสตราจารย์ Bailenson กล่าวในคำแถลงว่า ในหลักสูตร Virtual People นี้นักเรียนไม่เพียงแต่จะได้ทดลอง VR เท่านั้น แต่ VR ยังกลายเป็นสื่อที่พวกเขาต้องพึ่งพา และว่าเท่าที่ทราบมา ในประวัติศาสตร์ของ VR หรือแม้แต่ในประวัติศาสตร์ของการสอนไม่เคยมีใครสามารถเชื่อมโยงนักเรียนจำนวนหลายร้อยคนด้วยอุปกรณ์แว่นตา VR เป็นระยะเวลานานหลายเดือนแบบนี้มาก่อน

ทั้งนี้ นักเรียนแต่ละคนจะได้รับอุปกรณ์แว่นตา Oculus Quest 2 ที่สร้างขึ้นโดย Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook เพื่อใช้งานตลอดหลักสูตร โดย Meta กล่าวว่าชุดอุปกรณ์ดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญต่อ "metaverse" ในอนาคต ซึ่งทางบริษัทมีแผนการที่จะพัฒนาร่วมกับบริษัทอื่นๆ

มหาวิทยาลัย Stanford University กล่าวว่าในช่วงปี 2021 ทั้งสองหลักสูตรจะให้นักศึกษา 263 คนใช้เวลาร่วมกันเกือบ 3,500 ชั่วโมงในสภาพแวดล้อม VR โดยเนื้อหาของหลักสูตรระบุว่านักเรียนสามารถไปทัศนศึกษา ร่วมสนทนาเป็นกลุ่ม หรือแม้แต่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการแสดงดนตรีสดและการแสดงอื่นๆ แบบเสมือนจริงได้

นอกจากอุปกรณ์แว่นตาเพื่อให้เห็นโลกเสมือนจริงแล้ว หลักสูตรดังกล่าวยังจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์เพื่อเชื่อมต่อระหว่างนักเรียนและครู ซึ่งศาสตราจารย์ Bailenson กล่าวว่าทางมหาวิทยาลัยตัดสินใจใช้ระบบสื่อสารเสมือนจริง ENGAGE ซึ่งถูกใช้โดยบริษัทใหญ่ๆ และองค์กรการศึกษาต่างๆ ในการจัดการประชุมและกิจกรรมเสมือนจริง

Cyan DeVeaux นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Stanford ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนในชั้นเรียนบอกกับ Stanford Daily ว่า VR ช่วยให้ผู้คนสามารถ "จินตนาการถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้"

หนึ่งในแบบฝึกหัดในชั้นเรียนคือ "การทำสมาธิที่นอกโลก" ซึ่ง DeVeaux กล่าวว่านักเรียนสามารถสร้างการแสดงด้วยอวาทาร์หรือร่างจำลองที่แตกต่างกัน และสามารถสร้างฉากที่ไม่ธรรมดาได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

Allison Lettiere ลงเรียนหลักสูตรนี้ก่อนสำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เธอบอกว่าเมื่อก่อนเธอเคยคิดว่า VR มักจะเกี่ยวข้องกับกับวิดีโอเกมเท่านั้น แต่หลักสูตรนี้สอนข้อมูลอันมีค่าเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เธออาจนำไปใช้ในอาชีพการงานของเธอได้

ส่วน Sophie Marie Wallace นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม กล่าวว่าหลักสูตรนี้ช่วยให้เธอเชื่อมต่อกับประสบการณ์เสมือนจริงที่ทำให้เธอค้นพบเรื่องใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่นการใช้ VR เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเล่นกีฬาทั้งบนบกและทางน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หลักสูตรนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่ดำเนินการโดย Virtual Human Interaction Lab ของมหาวิทยาลัย Stanford University ซึ่งกำลังมีการศึกษาว่าจะสามารถนำเทคโนโลยีเสมือนจริงมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาได้อย่างไร

ศาสตราจารย์ Bailenson และ DeVeaux วางแผนที่จะใช้ข้อมูลจากชั้นเรียนเพื่อตรวจสอบความแตกต่างของพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง โดยหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าใจความแตกต่างเหล่านี้และนำไปสู่การขยายตัวของเทคโนโลยี VR ทางการศึกษาได้