8 วิธีเพิ่มความเร็วให้ iPhone รุ่นเก่าที่อัปเดทเป็น iOS 11

8 วิธีเพิ่มความเร็วให้ iPhone รุ่นเก่าที่อัปเดทเป็น iOS 11
S! Hitech (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องอัพเดท iOS 11 ให้กับ iPhone รุ่นเก่า แน่นอนว่าผู้ใช้จะต้องเจอกับปัญหาเครื่องที่ทำงานช้าลง แต่ก็มีวิธีที่จะทำให้เครื่องรุ่นเก่านั้น ทำงานได้เร็วขึ้นบ้าง โดยให้ลองทำตามเทคนิค 8 ข้อต่อไปนี้

1. ทำให้เครื่องมือพื้นที่ว่างมากขึ้น : เครื่อง iPhone ที่ใช้งานจนเกือบเต็มประสิทธิภาพนั้น จะทำงานช้าลง เราสามารถแก้ไขได้ด้วยนำแอปพลิเคชั่นบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกและลบรูป รวมทั้งวีดีโอ ที่ไม่ต้องการออก หรือไม่เช่นนั้นก็ให้ย้ายภาพและวีดีโอนั้นไปไว้บน iCloud และ iOS 11 ยังมีเครื่องมือใหม่ที่ช่วยในการเก็บข้อมูล

โดยให้ไปที่ Settings>General>Storage&iCloud Usage และเลือกที่ Manage Storage ที่อยู่ด้านล่าง Storage เมื่อมาถึงจุดนี้ จะเห็นแผนภูมิสี ที่แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่เหลืออีกมากแค่ไหน ด้านล่างแผนภูมิ จะมีคำแนะนำเกี่ยวกับการเก็บข้อมูล และจะเห็นคุณสมบัติใหม่ที่ทำให้สามารถจัดการกับแอปพลิเคชั่นที่ไม่ใช้ การเก็บภาพใน iCloud และการกำจัดข้อความสนทนาที่เก่ากว่า 1 ปี โดยอัตโนมัติ และมีการแสดงให้เห็นไฟล์แบนขนาดใหญ่ที่มีอีกด้วย

2. การนำ HEIF มาใช้ : iOS 11 นั้นมีรูปแบบไฟล์ใหม่ สำหรับรูปภาพและวีดีโอ ซึ่งจะทำให้ไฟล์เหล่านั้นมีขนาดเล็ก นั้นคือ HEIF วิธีการนำ HEIF มาใช้ ให้ไปที่ Settings>Camera>Formats และเลือกที่ High Efficiency เพื่อที่จะใช้ HEIF และ HEVC แต่ในกรณีที่ ไม่เห็นรูปแบบใหม่นี้ใน Settings นั้นก็เนื่องมาจาก iPhone และ iPad เป็นรุ่นเก่าเกินไป รุ่นที่ใช้ได้อย่างน้อยจะต้องใช้ชิพ A10 Fusion เช่น iPhone 7, iPhone 7 Plus, iPad Pro 10.5 นิ้ว และ 9 นิ้ว ขึ้นไป

3. อัปเดทแอปพลิเคชั่น : แอปรุ่นเก่าอาจจะทำงานได้ไม่ดีนักบน iOS รุ่นใหม่ ดังนั้น หลังจากอัพเดท iOS 11 แล้ว ก็ให้ตรวจสอบแอปดูว่า มีแอปที่ใช้รุ่นใดเป็นรุ่นเก่า โดยเข้าไปดูที่ App Store แล้วเลือก Updates โดยเลือกที่ Update All

4. ปิดการอัปเดทอัตโนมัติ : สำหรับ iOS 11 นั้น ก็เหมือนเวอร์ชั่นก่อน ๆ ที่อัปเดทแอปพลิเคชั่นอัตโนมัติ ในแบ็คกราวด์เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกสะดวกสบายขึ้น แต่การอัพเดทอัตโนมัตินี้ ทำให้ต้องมีการแจ้งเตือนบนหน้าจอบ่อย ๆ กระบวนการนี้มีผลต่อการทำงานของ CPU รวมทั้งแบตเตอรี่ ดังนั้น จึงควรปิดการทำงานฟังก์ชั่นนี้ และเมื่อต้องการอัปเดท ก็ให้ไปอัปเดทเองที่ App Store สำหรับการปิดการทำงาน ให้ไปที่ Settings>iTune & App Store จากนั้นก็ปิดปุ่มอัปเดทอัตโนมัติ ที่ Automatic Downloade

5. ไม่ใช้การรีเฟรชแบ็คกราวด์แอปพลิเคชั่น : แอปจะมีการรีเฟรชเนื้อหาในแบ็คกราวด์ เช่น ฟีดของ Facebook หรือ Twitter จะมีการอัปเดทอัตโนมัติ เมื่อเปิดแอปขึ้นมา ซึ่งการทำงานนี้ มีผลต่อ CPU เช่นกัน ให้ปิดการทำงานเสีย โดยไปที่ Settings>General>Background App Refresh จากนั้นก็ปิดการทำงาน จากนั้นก็สามารถเลือกเปิดการรีเฟรชอัตโนมัติเฉพาะบางแอปพลิเคชั่นได้

6. ลดการใช้เอฟเฟคเคลื่อนไหว : พวกเอฟเฟคเคลื่อนไหวนั้นทำให้เราได้เห็น ได้รับรู้ประสบการณ์ดี ๆ แต่มักจะทำให้เครื่องทำงานช้าลง การเปิดให้ไปที่ Settings>General>Accessibility>Reduce Motion และเลือกเปิดการทำงาน Reduce Motion และอาจจะเลือกปิด Auto-Play Message Effects ด้วย จากนั้น ให้กลับไปที่ Accessibility เหนือ Reduce Motion จะมี Increase Contrast ให้เลือกเปิด Reduce Transparency ด้วย จะช่วยลดเอฟเฟคทำให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องมาจัดการกับงานกราฟฟิกมากนัก

7. จำกัด Location Service : เนื่องจาก Location Service นั้น ทำให้เปลืองพลังงานแบตเตอรี่โดยไม่จำเป็น และ iOS 11 ซึ่งมีชิพที่มีความเร็วสูง ก็ทำให้เปลืองมากขึ้นอีก ดังนั้นเราจึงควรลดการทำงานของแอปพลิเคชั่นที่ใช้ GPS ซึ่งต้องอาศัย Location ใน iOS 11 นั้น ทำให้เราสามารถควบคุมได้ว้า เราจะให้แอปเข้าถึง Location อย่างไรและเมื่อไหร่ ให้ไปที่ Settings>Privacy>Location Service และตั้งแอปที่ใช้เอง

8. หากถึงเวลาก็ต้อง Reboot : เมื่อเครื่องมีการทำงานผิดพลาด เราก็ต้องพยายาม Restart แต่ถ้าหากความผิดพลาดเกิดขึ้นบ่อย เช่นเกิดขึ้นทุกวัน หรือสัปดาห์ละหลายครั้ง ก็ต้องลองใช้วิธีการ Reboot ซึ่งจะช่วยให้โทรศัพท์ ทำงานเป็นปกติได้


ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด