6 เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟน พร้อมวิธีประหยัดพลังงาน และดูแลรักษาแบตเตอรี่

6 เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟน พร้อมวิธีประหยัดพลังงาน และดูแลรักษาแบตเตอรี่
thaimobilecenter

สนับสนุนเนื้อหา

6 เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟน พร้อมวิธีประหยัดพลังงาน และดูแลรักษาแบตเตอรี่ เพื่อยืดเวลาใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น!

หากเปรียบเทียบสมาร์ทโฟนเป็นปัจจัยสำคัญลำดับที่ 5 ของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะสมาร์ทโฟนเข้ามามีส่วนสำคัญ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนทั่วโลกไปโดยสิ้นเชิง โดยสมาร์ทโฟนในยุคนี้สามารถทำได้เกือบทุกอย่างแล้วตั้งแต่ การโทรศัพท์, เล่นเกม, ชมภาพยนตร์ รวมไปถึงการเข้าสู่คลังความรู้อันมหาศาลบนโลกไร้พรมแดนอย่างอินเทอร์เน็ต แต่แม้ว่าสมาร์ทโฟนจะฉลาดเพียงใด หากขาด "หัวใจ" ไปแล้วก็คงไร้ประโยชน์ ซึ่งหัวใจที่ว่านั้นก็คือ "แบตเตอรี่"

แบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นแบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion ที่ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษแล้ว และน่าจะเป็นเทคโนโลยีเดียวที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบเห็นได้ชัด ขณะที่นวัตกรรมด้านอื่นๆ บนสมาร์ทโฟนล้วนแล้วแต่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตลอดเวลา แต่แบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion นี้มีแนวโน้มว่าจะยังคงถูกใช้งานต่อไปอีกสักระยะหนึ่งจนกว่าจะมีเทคโนโลยีแบบอื่นเข้ามาแทนที่ ซึ่งในวันนี้เราก็รวบรวม 6 สิ่งน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟนมาฝากทุกท่านกัน จะมีอะไรบ้างนั้นไปชมกันเลยครับ

 ซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ ต้องชาร์จแบต 8-10 ชั่วโมงหรือไม่?

1


คำตอบคือ ไม่ต้อง เพราะการชาร์จแบตเตอรี่ประมาณ 8-10 ชั่วโมงหลังจากเปิดใช้งานครั้งแรกจะเป็นการใช้กับแบตเตอรี่แบบ Nickel Cadmium ซึ่งเป็นแบตเตอรี่รุ่นเก่า โดยตัวแบตจะมีระบบ Memory Effect ที่บันทึกความจุสูงสุดไว้ และจดจำว่าจะต้องเก็บพลังงานไว้ที่จำนวนเท่านั้นในครั้งต่อๆ ไป จึงมีคำแนะนำว่าให้ชาร์จทิ้งไว้จนครบ 8-10 ชั่วโมง และปล่อยให้ชาร์จต่ออีกระยะหนึ่งเพื่อให้แบตเตอรี่จดจำพลังงานสูงสุดที่จะบันทึกได้นั่นเอง

แต่สำหรับแบตเตอรี่ Lithium-Ion ซึ่งเป็นแบตเตอรี่แบบใหม่นั้นมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น และไม่ต้องทำเหมือนกับแบตเตอรี่รุ่นเก่า เพียงแค่ผู้ใช้เปิดเครื่องใช้งานก็สามารถใช้ได้ทันที เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดก็นำไปชาร์จตามปกติ แต่ไม่ควรใช้งานจนแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง เพราะอาจส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้นได้

 แบตเตอรี่เสื่อมลงอยู่ตลอดเวลาหรือไม่?

คำตอบคือ ใช่ เพราะแบตเตอรี่แบบ Lithium-Ion จะมีการนับรอบ (Cycles) การใช้งานไว้เป็นรายครั้ง โดยหลักการนับรอบ คือ สมมติว่า วันนี้เราใช้งานแบตเตอรี่ไป 75% จาก 100% แล้วกลับมาชาร์จจนเต็ม จากนั้นใช้งานไปอีก 25% ในวันรุ่งขึ้น เท่ากับว่าเราใช้งานพลังงานไป 100% แล้ว จึงครบรอบการใช้งาน 1 Cycle โดยทั่วไปแล้ว แบตเตอรี่ Lithium-Ion บนสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่จะมีรอบการใช้งานอยู่ที่ราวๆ 300-500 รอบ (ขึ้นอยู่สมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นด้วย) ซึ่งจะเป็นจำนวนรอบที่ใช้ความจุแบตเตอรี่ได้เต็มที่ได้ประมาณ 70% คิดเป็นเวลาก็ราวๆ 2 ปี จากนั้นก็จะเริ่มมีอาการแบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพนั่นเอง

การชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้จะเกิดความเสียหายหรือไม่?

2


คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะส่วนใหญ่ความเสียหายอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ ได้รับกระแสไฟที่เยอะเกินไป หรือรับพลังงานเกินกว่าที่แบตเตอรี่จะจุได้ แต่ปกติแล้วที่ชาร์จรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นของแท้จะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็มความจุแล้ว แต่ถ้าหากใช้ของปลอมก็อาจส่งผลให้มีการจ่ายไฟเกินกว่าที่ต้องการจนเกิดอันตรายได้

ส่วนสาเหตุประการที่สอง คือ ความร้อน เพราะการชาร์จพลังงานก็ทำให้แบตเตอรี่มีความร้อนเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และถ้าหากสมาร์ทโฟนอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูง (เกินกว่า 30 องศาเซลเซียส) ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายได้

ผู้ใช้ต้องรอให้แบตเหลือน้อยที่สุดก่อนจะนำไปชาร์จหรือไม่?

3


คำตอบคือ ไม่ เพราะการชาร์จแบบบ่อยครั้งในระยะเวลาสั้นๆ จะส่งผลดีมากกว่าการชาร์จต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ถ้าหากใช้งานสมาร์ทโฟนจนเหลือแบตเตอรี่ 50% แล้วนำไปชาร์จ จากนั้นกลับมาใช้งานต่อจนเหลือ 50% แล้วนำไปชาร์จอีก จะทำให้รอบการใช้งานยาวนานมากขึ้น

การปิด Wi-Fi หรือ Bluetooth ช่วยประหยัดแบตหรือไม่?

จริงๆ ถ้าจะบอกว่าช่วยก็ไม่ผิดเท่าไหร่นัก เพราะถ้าหากผู้ใช้เปิด Wi-Fi หรือ Bluetooth ตลอดเวลา โดยที่ไม่มีการเชื่อมต่อ และปล่อยให้สมาร์ทโฟนค้นหาสัญญาณเช่นนั้น ก็อาจทำให้เปลืองพลังงานได้ แต่อันที่จริงแล้ว การปิด Wi-Fi และ Bluetooth ก็ช่วยประหยัดพลังงานได้เล็กน้อยเท่านั้น เพราะฟังก์ชันที่กินพลังงานค่อนข้างมากในส่วนของสัญญาณก็คือ Cellular Data หรืออินเทอร์เน็ต 3G/4G นี่เอง

เราจะประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ให้มากขึ้นด้วยวิธีใดบ้าง?

4


สำหรับวิธีการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟนนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งถ้าหากใครที่อยากให้สมาร์ทโฟนใช้งานระหว่างวันได้ยาวนานขึ้นก็สามารถทำตามกันได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้ครับ

- ลดความสว่างของหน้าจอ (หน้าจอเป็นส่วนที่กินพลังงานมากที่สุด)
- ปิด Location Services สำหรับแอปพลิเคชันที่ไม่ได้ใช้งาน (หรือเลือกเปิดเฉพาะตอนใช้งานแอปพลิเคชันนั้นๆ)
- ปิด Backgroud App Refresh สำหรับแอปพลิเคชันที่ไม่ได้ใช้งาน
- ไม่ต้อง Force Close แอปพลิเคชันที่ใช้งานบ่อยๆ
- ปิดการแจ้งเตือน (Notification) ที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้หน้าจอติดขึ้นมาบ่อยๆ

สำหรับ 5 วิธี ข้างต้นนี้เป็นเพียงวิธีคร่าวๆ เท่านั้น หากใครที่มีวิธีประหยัดแบตเตอรี่แบบอื่นๆ ที่ใช้ได้ผลดี ก็สามารถมาแชร์กันได้นะครับ สำหรับวันนี้ทีมงาน Thaimobilecenter ต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด