10 สถานที่ มหัศจรรย์จากปรากฏการณ์ธรรมชาติ สุดจะบรรยาย

10 สถานที่ มหัศจรรย์จากปรากฏการณ์ธรรมชาติ สุดจะบรรยาย
TopTen Thailand

สนับสนุนเนื้อหา

10 สถานที่ มหัศจรรย์จากปรากฏการณ์ธรรมชาติ สุดจะบรรยาย

มนุษย์สร้างสิ่งต่างๆมากมายบนโลกแต่ความสวยงามคงจะแพ้สิ่งที่ธรรมาชาติสร้างขึ้นมาประดับโลกใบนี้ บางอย่างนั้นยังคงเป็นปริศนา การหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่สวยงามเช่นนี้

ที่มา : ทีมงาน toptenthailand

10. Sailing Stones

Sailing Stones เป็น 1 ใน ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ยังคงเป็น ปริศนา ที่เกิดขึ้นที่ อุทยานแห่งชาติเดท วัลลี่ย์ (Death Valley National Park) ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ประเทศ สหรัฐอเมริกา ส่งที่พบก็คือ จะพบร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหิน ที่ทิ้งไว้บนดินเหนียวที่แห้งเป็นทางยาว โดยปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้จะเกิดขึ้นทุก 2 - 3 ปี ครั้ง และหินบางก้อนก็ใช้เวลากว่า 3 - 4 ปีในการเคลื่อนที่ปรากฏการณ์ ดินเดินได้ เกิดจากมนุษญ์ หรือ สัตว์ หรือไม่จาก ลักษณะรูปร่างของร่องรอยการไถลของหินนั้นบ่งบอกได้ว่าหินก้อนนั้นต้อง เคลื่อนที่ในช่วงที่พื้นของเรซแทรค พลาย่านั้นถูกปกคลุมด้วยดินเหนียวอ่อนนุ่ม ถ้าเป็นฝีมือของคนหรือสัตว์จะต้องมีร่องรอยของการเหยียบย่ำรบกวนชั้นดิน เหนียวด้วย แต่ในบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานร่องรอยจากคนหรือสัตว์ที่จะช่วยให้หิน เคลื่อนที่เลย มีเพียงร่องรอยการไถลของหินเท่านั้น

9. Volcanic Lightning



เป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติ อันมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเกิด ภูเขาไฟระเบิด จะเกิด พายุสายฟ้า ขึ้นในเถ้าภูเขาไฟที่กำลังพวยพุ่งขึ้นเหนือ ภูเขาไฟ โดยนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นพบสาเหตุ ของ ปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง (Volcanic Lightning) โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานว่า ปรากฏการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง นั้นน่าจะคล้ายการเกิด พายุสายฟ้า ( Thunderstorms ) และในการสัมนาเกี่ยวกับสภาวะอากาศ TPOD เมื่อ 17 กันยายน 2004 เหล่านักวิทยาศาสตร์ ได้สัมนากันว่าปรากฏการณ์นี้ อาดเกิดจากการที่อนุภาคของเถ้าภูเขาไฟเกิดการพุ่งชนกัน ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิต ขึ้นในอนุภาคของเถ้าภูเขาไฟ และเป็นเหตุให้เกิดฟ้าผ่าขี้น ขณะเกิดภูเขาไฟระเบิด และเมื่อเร็วๆนี้ ก็มีสมมุติฐานใหม่ ว่าอาดเกิดจากที่เม็กม่า ได้ปลดปล่อยความชื้นออกมา ทำไม จึงเกิดปรากฏหการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง แค่บางครั้ง การระเบิดบางครั้งที่ปล่อยเถ้าภูเขาไฟจำนวนมาก แต่เกิดฟ้าผ่าเพียงเล็กน้อย หรือไม่เกิดฟ้าผ่าเลย แต่การระเบิดบางครั้งที่มีเถ้าภูเขาไฟน้อย แต่เกิดฟ้าผ่าจำนวนมาก หินภูเขาไฟที่พ่นออกมาสามารถอธิบายได้ว่าถ้าหินภูเขาไฟมีความต้านทานไฟฟ้า สูง จะมีโอกาศที่จะเกิด ปรากฎการณ์ โวลเคนิก ไลทนิ่ง มากขึ้น จึงอาดจะอธิบายได้จากอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน อย่างสายไฟไส้ทองแดง ( ทองแดงมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ ) สายไฟจะไม่เกิดความร้อนและ ประกายไฟขึ้น แต่ถ้ากระแสไฟฟ้าขนาดเท่ากันไรผ่าน ทังค์สแตน ( ไส้หลอดไฟ ) จะเห็นว่าไส้หลอดจะเกิดแสงสว่าง และความร้อนขึ้น

8. Lava สีคราม



ลาวา คือ หินหลอมเหลว ที่ถูกปลดปล่อย หรือเคลื่อนสู่ผิวโลก ซึ่งธรรมดามันก็จะมีสีแดง แต่ ธรรมชาติทำให้เราประหลาดใจได้เสมอกับ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ลาวาสีคราม ภาพที่เห็นทั้งหมดในบทความนี้เป็นภาพจาก ภูเขาไฟ Kawah-Ijen ในประเทศอินโดนีเซีย ที่เกิดขึ้นในปี 2005 และ 2008 ปรากฏการณ์นี้จะสามารถเห็นได้เด่นชัดในคืนเดือนมืด ปรากฏการณ์ธรรมชาติ นี้เกิดจากกำมะถันที่หลอมละลาย จากความร้อน จะปลดปล่อยเปลวเพลิงสีฟ้าสดออกมา ยิ่งในสภาพที่มีออกซิเจนสูงจะยิ่ง เห็นเปลวเพลิงสีฟ้าได้เด่นชัดขึ้นลาวาสีคราม ที่ไหลลงมาตามลาดภูเขาไฟ Kawah-Ijen เห็นเป็นสีครามสวยงามเช่นนี้ แต่พวกมันมีอุณหภูมิ ไม่ต่ำกว่า 444.6 องศาเซลเซียส

7. ทะเลสีฟ้าเรืองแสงยามค่ำคืน ที่ Vaadhoo



ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะในมัลดีฟส์ โดยเหตุที่เป็นสีเรืองแสงนั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะมีสารเคมีที่ทำให้เกิดการเรืองแสง หรือ chemiluminescencee ปล่อยพลังงานของปฏิกิริยาเคมี คล้ายกับการเรืองแสงของหิ่งห้อย เมื่อสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลขนาดเล็กจำนวนมากทำปฎิกิริยากับออกซิเจน จึงเกิดเป็นภาพทะเลเรืองแสงที่สวยงาม มองเห็นยามค่ำคืนราวกับฉากหนึ่งในภาพยนตร์อวตาร

6. Heart of Voh



หัวใจแห่งโวห์ อาณานิคมประเทศฝรั่งเศส ตามหาหัวใจไกลถึงนิวแคลิโดเนีย... เพราะที่นี่มีหัวใจดวงโตรอคอยอยู่ในป่า ‘ป่ารูปหัวใจ’ หรือ ‘หัวใจแห่งโวห์’ (Heart of Voh) ผืนป่าสุดมหัศจรรย์ที่ปัจจุบันกลายเป๋นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมไปแล้ว อยู่ในป่าชายเลนใกล้กับเมืองโวห์ เมืองชายทะเลเล็กๆทางตะวันตกเฉียงเหนือของนิวแคลิโดเนีย ใครที่ต้องการจะชมความสวยงามของป่ารูปหัวใจแห่งนี้ ต้องมองจากมุมสูงเท่านั้นนะ วิธียอดนิยมที่เค้าทำกัยคือการอาศัยแฮลิคอปเตอร์นั่งชม หรือปีนภูเขาดูก็ได้ทั้งนั้นค่ะ

5. Lake Baikal



ลุยความหนาวกันที่จุดเยือกแข็ง ณ ‘ทะเลสาบไบคาล’ (Lake Baikal) ทะเลสาบชื่อดังของรัสเซีย แถมยังมีตำแหน่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่และลึกที่สุดในโลกพ่วงมาอีก กับความลึกกว่า 1,640 เมตร ความยาวกว่า 650 กิโลเมตร และเก่าแก่ที่สุดในโลกกว่า 25 ล้านปี ด้วยอายุและตั้งอยู่ห่างไกล (ไซบีเรีย) ทำให้ทะเลสาบไบคาลกลายเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณและเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำจืดที่มีคุณค่ายิ่ง‘ทะเลสาบไบคาล’ เกิดจากน้ำที่เอ่อล้นเข้ามาเต็มรอยเปลือกโลกแตก ในทุกๆช่างฤดูหนาว ทางตอนเหนือของทะเลาสาบจะกลายเป็นน้ำแข็ง ถูกหิมะปกคลุมไปทั่วผิน บางจุดเกิดเป็นก้อนน้ำแข็งเทอร์ควอยซ์สีฟ้าใส สวยงามมากๆ สร้างความตกตะลึงให้กับผู้พบเห็นได้มากทีเดียว ปรากฏการณ์น้ำแข็งเทอร์ควอยซ์นี้พบได้ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายนของทุกๆปี

4. Grand Prismatic Spring



ตื่นตากับน้ำพุร้อนที่ได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดในโลก ‘บ่อน้ำพุร้อนแกรนด์พรีสเมติก’ (Grand Prismatic Spring) หรือ ‘บ่อน้ำพุร้อนสีรุ้ง’ อีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาและเป็นอันดับสามของโลกด้วยขนาด กว้าง 75 ยาว 91 ลึก 49 เมตร ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือสีสันของบ่อน้ำพุร้อน ที่ตรงกลางเป็นสีฟ้า ไล่ขึ้นมาเป็นสีแดง สีส้มที่บริเวณขอบ อันเกิดจากสาหร่ายและแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอย่างแน่นหนา เนื่องจากที่นี่เต็มไปด้วยแร่ธาตุและอุณหภูมิที่เหมาะสม ในฤดูร้อนจะเป็นสีส้มและแดง ส่วนฤดูหนาวจะเป็นสีเขียวเข้ม

3. Skaftafell Ice Cave



'ถ้ำน้ำแข็งสกาฟตาเฟล’ (Skaftafell Ice Cave) ตั้งอยู่บนทะเลสาบน้ำแข็งอันเกิดจากธารน้ำแข็ง Svínafellsjökull ซึ่งถ้ำน้ำแข็งแห่งนี้ถือเป็นสถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงมาก ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาตินาจุลโก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ จุดเด่นของ ‘ถ้ำน้ำแข็งสกาฟตาเฟล’ คือผลึกน้ำแข็งสีฟ้าระยิบระยับยามต้องแสงไฟ เป็นสถานที่ๆมีความมหัศจรรย์ น่าตื่นเต้น และตื่นตาตื่นใจมากแห่งหนึ่งของประเทศไอซ์แลนด์เลยทีเดียว

2. Hutt Lagoon



รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถือเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีลากูนสวยๆเพียบ! 1 ในนั้นต้องยกให้ ‘ฮัทท์ ลากูน’ (Hutt Lagoon) สถานที่สุดมหัศจรรย์ที่คุณไม่ควรพลาด! ‘ฮัทท์ ลากูน’ อยู่ใกล้ชายฝั่งทางตอนเหนือของแม่น้ำฮัทท์ ความแปลกของที่นี่คือสีชมพูซึ่งเกิดจากสาหร่าย ส่งผลให้ทะเลสาบแห่งนี้กลายเป็นสีแดงและชมพูอ่อนๆ ยาวขนานไปกับเนินทรายสเวลด้วยความยาวกว่า 14 กิโลเมตร

1. Waitomo Glowworm Caves



‘ถ้ำไวโตโมโกลว์วอร์ม’ (Waitomo Glowworm Caves) หรือ ‘ถ้ำหนอนเรืองแสง’ สถานที่เที่ยวบนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1887 โดยชาวอังกฤษและชาวมารี จนความงามแพร่กระจายปากต่อปาก จนปัจจุบันนี้ผู้คนหลั่งไหลกันมาชมอย่างไม่ขาดสายภายในมีอยู่ 3 ถ้ำคือ Ruakuri Cave, Aranui Cave และ Gardner’s Gut ทั้งหมดมีหินงอก หินย้อย และหนอนเรืองแสงกว่าล้านตัว ซึ่งความมืดของถ้ำทำให้เห็นแสงจากตัวหนอนได้ชัดเจน มองๆแล้วเหมือนกำลังมองดาวบนฟ้ายังไงยังงั้นเลยค่ะ การเข้าชมก็ง่ายๆ แบ่งเป็นรอบ ทุกๆครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ 09.00 – 17.00 ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีด้วยกัน

ติดตามSanook! Hitech

ครบเครื่องเรื่องมือถือ พร้อมอัปเดตทุกเทรนด์ไอที ที่คุณจะไม่พลาด