"สมาร์ทโฟนปฏิวัติ" ระลอกใหม่

"สมาร์ทโฟนปฏิวัติ" ระลอกใหม่
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

"สมาร์ทโฟนปฏิวัติ" ระลอกใหม่

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปได้จริงตามนี้ เรื่องนี้อาจกลายเป็นเงื่อนปมที่เชื่อมโยงในทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในรอบศตวรรษก็เป็นได้ครับ

สมาร์ทโฟน

นี่ไม่ใช่การตีสำนวนกันเล่นๆ แต่เป็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงที่ว่า ประชากรบนโลกในเวลานี้มีอยู่เกือบ 7,000 ล้านคน มีเพียงแค่ 1,000 ล้านคนเท่านั้นที่มี "สมาร์ทโฟน" ใช้งาน

ถามว่า ถ้าอีกร่วมๆ 6,000 ล้านคน มีสมาร์ทโฟนใช้กันได้ อะไรจะเกิดขึ้นตามมา? คำตอบก็คือการ "ปฏิวัติ" วงการครั้งใหญ่ แล้วแต่ว่าจะคิดคำนวณกันในแง่ไหนเท่านั้นเองครับ

แต่คงมีคำถามต่อมาว่า แล้วจะ "มี" ได้อย่างไร คำตอบก็คือ ทำให้สมาร์ทโฟนมีราคาถูกลง พอๆ กับ "ฟีเจอร์โฟน" หรือโทรศัพท์มือถือทั่วๆ ไป (ยกตัวอย่างก็ได้ครับ อย่าง "อาม่า" โทรศัพท์ที่มีราคาตั้งแต่ 990 บาทไปจนถึงราวๆ 2,000 บาท) เท่านั้นเอง

แล้วจะทำได้หรือ? คำตอบคงต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือ ราคาต้นทุนจริงๆ ในแง่ของฮาร์ดแวร์ อีกส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญกว่าก็คือ มีบริษัทผู้ผลิตที่ไหน "อยาก" ทำอย่างนี้หรือไม่

ต้นทุนของฮาร์ดแวร์สามารถทำให้สมาร์ทโฟนราคาถูกลงได้เหมือนกับฟีเจอร์โฟนหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ผลิตและผลิตเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด แน่นอนครับว่าถ้าหากไม่มีกำไร คงไม่มีองค์กรธุรกิจไหนบ้าดีเดือดพอที่จะ "ทำลายตลาด" ด้วยการผลิตของออกมาขายขาดทุนแน่ๆ

นั่นทำให้ "ปริมาณ" หรือ "ยอดขาย" เป็นตัวชี้ขาดที่สำคัญว่าจะสามารถลดต้นทุนลงมาได้หรือไม่ครับ

ส่วนคำถามที่ว่ามีบริษัทไหนอยากทำหรือไม่ แล้วมีขีดความสามารถพอที่จะทำได้หรือไม่ คำตอบก็คือ มีบริษัทที่ประกาศตัวแล้วว่าจะทำ แถมยังเป็นบริษัทที่มีขีดความสามารถเกินพอที่จะทำได้อีกด้วย

บริษัทที่ว่าคือ "มีเดีย เท็ค" ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกจากไต้หวัน แต่ไม่มีใครรู้จักมักคุ้นชื่อนี้กันมากมายนัก เว้นแต่จะคนในวงการเท่านั้น

มีเดีย เท็ค เป็นบริษัทผู้ผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์โมบายล์ที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ผลิตชิปป้อนให้กับเจ้าของแบรนด์อย่าง เลอโนโว, ชาร์ป, เอเซอร์ รวมไปถึง "ซิเต๋อ" และ "หัวเหว่ย" ยักษ์ใหญ่จากจีน

ยอดรายได้เมื่อปีที่ผ่านมาของ มีเดีย เท็ค ไม่มากมายเพียงแค่ 3,000 ล้านดอลลาร์ ขายชิปเซตให้กับโทรศัพท์ราวๆ 500 ล้านเครื่อง ทั้งหมดเป็นตัวเลขที่ไม่ว่าจะเป็นซัมซุง, เอชทีซี หรือแม้แต่แอปเปิล ยังทำได้ไม่มากเท่า

มีเดีย เท็ค ไม่ได้ขายโทรศัพท์ในชื่อหรือยี่ห้อของตัวเอง แต่ขายสิ่งที่เรียกกันในวงการว่า "เรฟเฟอเรนซ์ ดีไซน์" หรือ "แบบสำเร็จรูปสำหรับการอ้างอิง" ที่รวมอยู่ในนั้นเสร็จสรรพทั้งชิปเซตและระบบปฏิบัติการ ให้กับเจ้าของ "แบรนด์" ที่ไม่ต้องทำอะไรอีกมากมายนอกจากนำแบบที่ว่าไปตกแต่งขัดสีฉวีวรรณแล้วพะยี่ห้อของตัวเองลงไป...

...แล้วมาขายให้กับเราๆ ท่านๆ นี่แหละครับ

เมื่อปีที่แล้ว มีเดีย เท็ค ขายโทรศัพท์ในทำนองนี้ไป 500 ล้านเครื่อง คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ของตลาดอุปกรณ์โมบายล์ทั้งโลกเลยทีเดียว ถ้าแยกเป็นฟีเจอร์โฟนก็จะอยู่ที่ราว 400 ล้านเครื่อง ลดลงจากเดิมเล็กน้อย ในขณะที่เป็นสมาร์ทโฟน 110 ล้านเครื่อง จากเดิมที่เคยขายอยู่ 10 ล้านเครื่องเมื่อปีก่อนหน้านั้น

ยอดขายสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเป็นกี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ คิดกันเอาเองครับ

มีเดีย เท็ค เชื่อว่าในปี 2556 นี้ จะเป็นปีแรกที่จำนวนผู้ใช้ สมาร์ทโฟนจะเพิ่มขึ้นมาก และจะเป็นปีแรกที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกมีจำนวนมากกว่าผู้ใช้ฟีเจอร์โฟน นั่นคือเหตุผลที่มีเดีย เท็ค หันมาจับตลาดสมาร์ทโฟน และเตรียมนำเอาโมเดลธุรกิจที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในตลาดฟีเจอร์ โฟน มาใช้กับตลาดสมาร์ทโฟน ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ตั้งเป้าจะครองความยิ่งใหญ่ให้ได้เหมือนๆ กัน

บริษัทไต้หวันรายนี้เชื่อว่าถ้าประเมินจากต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ เครือข่าย 3จี ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลาดสมาร์ทโฟนจะขยายออกไป ราคาจะลดลง ภายใน 4 ปี ราคาสมาร์ทโฟนจะอยู่ที่ 200 ดอลลาร์ (ราว 6,000 บาท) ต่อเครื่องหรือ "ต่ำกว่า" เท่านั้นเอง

มีเดีย เท็ค เตรียมผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟนราคาถูก ออกมาจำหน่าย (ภายใต้เแบรนด์ต่างๆ สารพัดยี่ห้อแล้วแต่ลูกค้าจะคิดออก) วางขายในราคาเครื่องละ 50 ดอลลาร์ (ราว 1,500 บาท) ซึ่งแน่นอนขีดความสามารถของมันย่อมจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง

แต่ในเวลาเดียวกัน มีเดีย เท็ค ก็แสดงให้เห็นว่าสามารถเป็นผู้เล่นใน "ตลาดบน" กับเขาได้เหมือนกัน ในงาน ซีอีเอส 2013 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีเดีย เท็ค นำเอา เอ็มที 6589 สมาร์ทโฟน ฟุล ฟังก์ชั่นของตนไปอวดโฉม แมท โฮแนน ผู้สื่อข่าวของ ไวรด์ แม็กกาซีน บอกว่า จอก็ดูเยี่ยม กล้องก็เร็วเหลือเชื่อ โดยรวมแล้วยังดีกว่า "ไอโฟน 4 เอสที่อยู่ในกระเป๋าของตนเสียด้วยซ้ำไป

ที่สำคัญ ราคามันแค่ 200 ดอลลาร์เท่านั้นเอง!

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจก็คือ ถ้า มีเดีย เท็ค ทำได้ ผู้คนราวๆ 4-5 พันล้านคน จะสามารถเชื่อมต่อกันได้ทุกที่ทุกเวลา

น่าสนใจจับตามองอย่างยิ่งจริงๆ ครับ

โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th ที่มา : นสพ.มติชน