แนวโน้มผู้สูงอายุ เสี่ยงป่วยโรคหลอดเลือดอุดตัน

แนวโน้มผู้สูงอายุ เสี่ยงป่วยโรคหลอดเลือดอุดตัน
S! Health (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

โดย ผศ.นพ.ธีระ ฤชุตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

โรคหลอดเลือดดำชั้นลึกอุดตัน หรือ เรียกว่า deep vein thrombosis พบบ่อยในประเทศซีกโลกตะวันตก  แต่ในประเทศแถบเอเชียรวมทั้งประเทศไทย มีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุพบร้อยละ 6 ของประชากร ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตเหมือนชาวตะวันตกมากขึ้น ทำให้อุบัติการณ์ของโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นในคนไทย  และถ้าหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาอุดตันอาจเสียชีวิตได้  เราจึงต้องหันมาให้ความสำคัญ และทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้น  หลอดเลือดของคนเรา ประกอบด้วย หลอดเลือดแดงที่ต่อออกมาจากหัวใจ มีหน้าที่นำเลือดแดงที่อุดมไปด้วยสารอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  เลือดจะนำของเสียกลับไปฟอกที่หัวใจ และปอดทางระบบหลอดเลือดดำ แบ่งออกเป็นสองชั้น  ได้แก่

หลอดเลือดดำชั้นตื้น อยู่บนส่วนผิวของร่างกาย ปรากฏเห็นเป็นเส้นสีเขียวๆ ตามแขนขา

หลอดเลือดดำชั้นลึก ซ่อนอยู่ภายในไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาต่อเมื่อเกิดการอุดตัน ทำให้เลือดดำไม่สามารถไหลเวียนกลับสู่หัวใจและปอดได้ แขนหรือขาข้างที่มีหลอดเลือดอุดตันจะบวม เจ็บ และเลือดดำจะหาทางไหลเวียนกลับสู่หัวใจและปอดทางหลอดเลือดดำชั้นตื้นแทน  ทำให้เห็นหลอดเลือดดำชั้นตื้นขยายตัวเด่นชัดขึ้น   

โรคหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาอุดตันในคนไทยพบบ่อยแค่ไหน

อุบัติการณ์ของหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาอุดตันในประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด  ทั้งนี้ขึ้นกับวิธีการศึกษา เช่น อุบัติการณ์ในผู้ป่วยที่มีอาการ  ภาพถ่ายทางรังสี หรือแม้กระทั่งศึกษาจากการตรวจศพ   ในประเทศสหรัฐอเมริกา  พบผู้ป่วยต่อปีเฉลี่ย 100 คน ต่อประชากร 100,000 คน   ในผู้มีอายุน้อยกว่า 15 ปี จะพบเพียง 5 คนต่อประชากร 100,000 คนต่อปี  แต่พบในกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี สูงถึง 500 คน ต่อประชากร 100,000 คน

 

สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดดำชั้นลึกอุดตัน       

สาเหตุนอกจากโรคทางพันธุกรรมแล้ว  ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น การนอนนิ่งๆ ในท่าเดิมเป็นเวลานาน (มากกว่า 3 วัน)  กินยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ หลังคลอด ระยะพักฟื้นหลังผ่าตัด 4 สัปดาห์ การนั่งรถหรือเครื่องบินเป็นเวลานาน  โรคมะเร็งบางชนิด ผู้มีประวัติเคยเป็นหลอดเลือดดำชั้นลึกอุดตัน  โรคอัมพาตครึ่งซีกหรือครึ่งท่อน ภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน  ล้วนแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการอุดตันของหลอดเลือดดำทั้งสิ้น  ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ด้วยอาการขาบวม   ร้อยละ 50 จะมีอาการปวดร่วมด้วย   พบน่องบวมและกดเจ็บ เมื่อให้ผู้ป่วยกระดกข้อเท้าจะทำให้ปวดขามากขึ้น  สีของผิวหนังบริเวณที่บวมอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงและรู้สึกร้อน คล้ายการอักเสบติดเชื้อของผิวหนัง  หากการอุดตันเป็นเวลานาน อาจตรวจพบการขยายตัวของหลอดเลือดดำชั้นตื้นร่วมด้วย (เส้นเลือดขอด)  1 ใน 3  ของผู้ป่วย จะมีการอุดตันของหลอดเลือดที่ปอดร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการเลื่อนหลุดของลิ่มเลือดที่ขาไปสู่ปอด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยแบบเฉียบพลัน  และทำให้เสียชีวิตได้ การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยอาการที่แสดง  ร่วมกับการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจทางรังสีวิทยา 

ทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาอุดตัน

หากสงสัยควรรีบมาพบแพทย์  และหากเป็นโรคดังกล่าวต้องเข้ารับการรักษาทันที  ผู้ป่วยต้องนอนพัก ยกขาสูงและให้ยาแก้ปวดตามความจำเป็น   การรักษาด้วยการให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ได้แก่  ยาเฮปาริน เป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดในทันที   ทำให้ขายุบบวมและทุเลาปวดได้เร็ว  การบริหารยาทำได้สองวิธี คือ ฉีดและหยดเข้าหลอดเลือดดำต่อเนื่อง  และต้องตรวจการแข็งตัวของเลือดเป็นระยะๆ ถ้าให้ยามากเกินไป อาจทำให้เลือดออกผิดปกติได้ ให้ยาติดต่อกัน 3-5 วัน จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นยารับประทาน หรือเลือกฉีดยาเฮปาริน เข้าใต้ผิวหนังวันละสองเวลา 3-5 วัน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นยารับประทาน ได้เช่นกัน แพทย์มักจะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดแบบรับประทานต่อไปอีก 3-6 เดือน แต่ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย

การพยากรณ์และการป้องกัน

ร้อยละ 6 ของผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาอุดตันจะเสียชีวิต และจะสูงขึ้นหากมีปัจจัยเสี่ยงบางชนิดร่วม เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ โรคมะเร็งหรือหลอดเลือดหัวใจอุดตันร่วมด้วย และอัตราการเสียชีวิตจะสูงถึงร้อยละ 12 หากมีหลอดเลือดที่ปอดอุดตันร่วมด้วย หากรักษาไม่ทันท่วงทีนอกจากจะทำให้เสียชีวิตแล้วยังอาจทำให้เกิดข้อแทรกซ้อนในระยะยาว เช่นขาบวมตลอดเวลา แผลเรื้อรังที่ขาข้างนั้นๆ   สำหรับการป้องกันแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  เช่น  การใช้ยาคุมกำเนิด   การนอนนิ่งๆ เป็นเวลานาน เป็นต้น  ดังนั้น หากสงสัยว่าจะเป็นโรคดังกล่าว ต้องรีบพบแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว จึงจะเป็นหนทางที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและลดข้อแทรกซ้อนในระยะยาวได้  

เรื่องล่าสุดของหมวด รู้ทันโรค

ดูหมวด รู้ทันโรค ทั้งหมด