กาแฟเข้มไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูง! ไขข้อสงสัยที่คนดื่มกาแฟเข้าใจผิด
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/he/0/ud/7/38885/new-thumbnail1200x720-v2(89).jpgกาแฟเข้มไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูง! ไขข้อสงสัยที่คนดื่มกาแฟเข้าใจผิด

กาแฟเข้มไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูง! ไขข้อสงสัยที่คนดื่มกาแฟเข้าใจผิด

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

สำหรับคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ หลายคนอาจมีความเข้าใจว่า ยิ่งกาแฟมีสีเข้ม รสขม และรสชัดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีคาเฟอีนสูงมากเท่านั้น จึงเลือกกาแฟคั่วเข้มหรือสั่งกาแฟรสเข้มเพื่อหวังให้ตื่นตัวมากขึ้น

แต่ความจริงแล้ว “ความเข้มของรสชาติ” กับ “ปริมาณคาเฟอีน” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

กาแฟที่มีรสขมและเข้มมาก ไม่ได้หมายความว่าจะมีคาเฟอีนมากกว่ากาแฟที่รสอ่อนเสมอไป เพราะปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละแก้วยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ชนิดของเมล็ดกาแฟ ปริมาณกาแฟที่ใช้ ไปจนถึงวิธีการชงและขนาดของเครื่องดื่ม

ดังนั้น หากอยากรู้ว่ากาแฟแก้วหนึ่งมีคาเฟอีนมากแค่ไหน อย่าดูแค่สีหรือความขมของกาแฟ

ความเข้มของกาแฟ หมายถึงอะไรกันแน่?

คำว่า “กาแฟเข้ม” ที่คนทั่วไปใช้ อาจหมายถึงหลายอย่าง เช่น รสชาติที่เข้มข้น กลิ่นที่ชัด สีของกาแฟที่เข้ม หรือกาแฟที่มีรสขมมาก

โดยเฉพาะกาแฟที่ผ่านการคั่วเข้ม มักมีสีของเมล็ดเข้มขึ้นและมีรสชาติที่ออกไปทางเข้ม ขม และมีโน้ตของการคั่วชัดเจนกว่ากาแฟคั่วอ่อน

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัววัดปริมาณคาเฟอีนโดยตรง

พูดง่าย ๆ คือ “ขมกว่า” ไม่ได้แปลว่า “คาเฟอีนมากกว่า”

ทำไมกาแฟคั่วเข้มจึงมีรสขมกว่า?

ในระหว่างกระบวนการคั่ว เมล็ดกาแฟจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหลายอย่าง ยิ่งคั่วนานและอุณหภูมิสูงขึ้น ลักษณะของกลิ่นและรสชาติก็จะเปลี่ยนไป

กาแฟคั่วเข้มจึงมักมีรสชาติที่เข้มและขมมากขึ้น ขณะที่กาแฟคั่วอ่อนมักคงลักษณะเฉพาะของเมล็ดและให้รสชาติที่มีความเปรี้ยวหรือความสดใสมากกว่าในบางชนิด

ดังนั้น ระดับการคั่วส่งผลต่อรสชาติอย่างชัดเจน แต่ไม่ควรใช้รสชาติเป็นตัวแทนเพื่อบอกว่ากาแฟมีคาเฟอีนมากหรือน้อย

แล้วกาแฟคั่วเข้มกับคั่วอ่อน แบบไหนคาเฟอีนสูงกว่า?

นี่เป็นอีกเรื่องที่คนดื่มกาแฟมักเข้าใจผิด

โดยทั่วไป ความแตกต่างของคาเฟอีนระหว่างระดับการคั่วไม่ได้มากพอที่จะใช้คำง่าย ๆ ว่า “คั่วเข้ม = คาเฟอีนน้อย” หรือ “คั่วอ่อน = คาเฟอีนมาก” แล้วใช้ได้กับกาแฟทุกแก้ว

สิ่งที่มีผลต่อคาเฟอีนที่ได้รับจริง ๆ คือ ปริมาณเมล็ดกาแฟที่ใช้และวิธีการชง รวมถึงชนิดของเมล็ดกาแฟ

ดังนั้น หากนำกาแฟคั่วอ่อนกับคั่วเข้มมาเปรียบเทียบ ต้องดูว่าชงด้วยปริมาณกาแฟเท่ากันหรือไม่ และใช้วิธีชงแบบเดียวกันหรือเปล่า

ชนิดของเมล็ดกาแฟก็มีผลต่อคาเฟอีน

กาแฟไม่ได้มีคาเฟอีนในปริมาณเท่ากันทุกชนิด

ตัวอย่างเช่น เมล็ดกาแฟสายพันธุ์ Robusta โดยทั่วไปมีคาเฟอีนสูงกว่า Arabica อย่างชัดเจน

ดังนั้น กาแฟที่ดื่มแล้วรู้สึก “เข้ม” หรือ “ขม” ไม่ได้เป็นตัวบอกว่ามีคาเฟอีนมากเพียงใด เพราะต้องพิจารณาชนิดของเมล็ดด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกาแฟสองแก้วที่มีสีและรสชาติใกล้เคียงกัน อาจให้ปริมาณคาเฟอีนไม่เท่ากัน

วิธีชงมีผลต่อปริมาณคาเฟอีนในแก้ว

นอกจากชนิดและระดับการคั่วแล้ว วิธีชง ก็มีบทบาทสำคัญ

กาแฟที่ใช้เมล็ดในปริมาณมากหรือมีการสกัดสารออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน อาจให้คาเฟอีนในแก้วไม่เท่ากัน

ตัวอย่างเช่น กาแฟที่ชงด้วยวิธีต่างกันอย่าง Espresso, Americano, Drip Coffee หรือ Cold Brew ไม่ควรตัดสินปริมาณคาเฟอีนจากความเข้มของสีเพียงอย่างเดียว

บางครั้งเครื่องดื่มที่รสชาตินุ่มและดื่มง่าย อาจมีคาเฟอีนไม่น้อยเลยก็ได้

Espresso ไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูงกว่าเสมอไป

หลายคนคิดว่า Espresso ต้องมีคาเฟอีนมากกว่า เพราะมีรสชาติเข้มข้นและเสิร์ฟในแก้วขนาดเล็ก

แต่การเปรียบเทียบคาเฟอีนควรดู ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ไม่ใช่ดูแค่ความเข้มข้นของรสชาติ

Espresso มีความเข้มข้นของกาแฟสูงและมีปริมาณเสิร์ฟค่อนข้างน้อย ขณะที่กาแฟดริปอาจมีปริมาณเครื่องดื่มมากกว่าและใช้กาแฟในปริมาณที่แตกต่างกัน

ดังนั้น รสชาติเข้มไม่ได้หมายความว่าคาเฟอีนต่อแก้วต้องสูงกว่าเสมอไป

ถ้าอยากรู้ว่ากาแฟแก้วไหนคาเฟอีนสูง ควรดูอะไร?

แทนที่จะดูว่าสีกาแฟเข้มหรือขมแค่ไหน ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน

1. ชนิดของเมล็ดกาแฟ
Arabica และ Robusta มีปริมาณคาเฟอีนแตกต่างกัน

2. ปริมาณกาแฟที่ใช้
ยิ่งใช้กาแฟมาก ปริมาณคาเฟอีนที่สกัดออกมาโดยรวมก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น

3. วิธีการชง
วิธีชงและเงื่อนไขการสกัดมีผลต่อปริมาณคาเฟอีนที่อยู่ในเครื่องดื่ม

4. ขนาดของแก้ว
กาแฟแก้วใหญ่ไม่ได้หมายความว่ารสชาติต้องเข้มกว่า แต่หากมีการใช้กาแฟมากขึ้น ก็อาจได้รับคาเฟอีนมากขึ้นตามไปด้วย

5. สูตรของเครื่องดื่ม
กาแฟแต่ละร้านอาจใช้จำนวนช็อต ปริมาณเมล็ด และสูตรที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรคาดเดาคาเฟอีนจากชื่อเมนูเพียงอย่างเดียว

ดื่มกาแฟเข้ม ๆ เพื่อให้ตื่นมากขึ้น ดีหรือไม่?

หากต้องการความตื่นตัว สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกกาแฟที่ “ขมที่สุด” แต่ควรใส่ใจ ปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน

คาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความตื่นตัวและลดความรู้สึกง่วงได้ แต่หากได้รับมากเกินไป บางคนอาจมีอาการใจสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ได้

นอกจากนี้ ความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

คนหนึ่งอาจดื่มกาแฟช่วงบ่ายแล้วไม่มีปัญหา ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกว่านอนหลับยากแม้ดื่มในปริมาณไม่มาก

กาแฟรสอ่อนก็อาจมีคาเฟอีนไม่น้อย

นี่คืออีกเรื่องที่คอกาแฟควรรู้

กาแฟที่มีรสชาติอ่อน ดื่มง่าย หรือมีนมและส่วนผสมอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าคาเฟอีนต่ำเสมอไป

โดยเฉพาะเครื่องดื่มกาแฟที่ใช้ Espresso หลายช็อต แม้รสชาติจะถูกกลบด้วยนม น้ำ หรือส่วนผสมอื่น แต่ปริมาณคาเฟอีนจากช็อตกาแฟก็ยังคงอยู่

ดังนั้น หากกำลังควบคุมคาเฟอีน อย่าดูเฉพาะความขมหรือความเข้มของรสชาติ

ดื่มกาแฟอย่างไรให้เหมาะสม?

สำหรับคนทั่วไป การดื่มกาแฟสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันที่สมดุลได้

เคล็ดลับง่าย ๆ คือ

  • เลือกปริมาณกาแฟให้เหมาะกับตัวเอง
  • สังเกตจำนวนช็อตหรือปริมาณกาแฟที่ใช้
  • ระวังคาเฟอีนจากเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ดื่มในวันเดียวกัน
  • หากดื่มแล้วใจสั่นหรือมีอาการไวต่อคาเฟอีน ควรลดปริมาณ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟใกล้เวลานอน หากทำให้นอนหลับยาก
  • ระวังน้ำตาล ครีมเทียม และไซรัปในเมนูกาแฟที่อาจเพิ่มพลังงานโดยไม่รู้ตัว

สรุป กาแฟเข้มไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูง

กาแฟที่เข้ม ขม หรือมีสีเข้ม ไม่ได้หมายความว่าจะมีคาเฟอีนสูงเสมอไป

ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟหนึ่งแก้วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของเมล็ดกาแฟ ปริมาณกาแฟที่ใช้ ระดับการคั่ว วิธีการชง และขนาดของเครื่องดื่ม

ดังนั้น หากอยากเลือกกาแฟโดยคำนึงถึงคาเฟอีน อย่าใช้ความขมหรือสีเข้มเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว

ครั้งต่อไปที่สั่งกาแฟ ลองดูให้มากกว่าคำว่า “เข้ม” เพราะกาแฟที่รสชาติเข้มที่สุด อาจไม่ใช่กาแฟที่มีคาเฟอีนสูงที่สุดเสมอไป

อ่านเพิ่มเติม  ล้างบาง 10 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ "กาแฟ" เช็กลิสต์ข้อมูลแพทย์! (รู้แล้วจะอึ้งในข้อที่ 5)