แพทย์แนะ เช็กร่างกายให้พร้อม ก่อนฉีดวัคซีน “โควิด-19” จริง

แพทย์แนะ เช็กร่างกายให้พร้อม ก่อนฉีดวัคซีน “โควิด-19” จริง
S! Health (Rewrite)

สนับสนุนเนื้อหา

ช่วงหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินข่าวความคืบหน้าเรื่อง “วัคซีนโควิด-19” จากต่างประเทศผ่านหูกันมาไม่มากก็น้อย จากผู้ที่ “ได้ฉีด” วัคซีนโควิด-19 เป็นกลุ่มแรกๆ ทั่วโลก

คำถามต่อมาที่หลายคนอยากรู้ คงเป็นเรื่องที่เมื่อไรวัคซีนตัวความหวังนี้ จะบินมาถึงประเทศไทยสักที หรือคำถามง่ายๆ แบบคนขี้สงสัยว่า “ก่อนจะเอาเจ้าวัคซีนโควิด-19 มาฉีดใส่ในตัว” เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรกันแน่?

แน่นอนว่าวัคซีนโควิด-19 ที่เข้ามาในประเทศไทยล็อตแรก คงจะอยู่ในมือของสาธารณสุขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับหน่วยงาน “เอกชน” ก็คงขึ้นอยู่กับเวลาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะอนุญาตให้โรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ ทำการใช้งานได้แบบเป็นทางการเท่านั้น ฉะนั้น ในระหว่างที่เรานับถอยหลังรอสัญญาณไฟเขียวจาก อย. เราลองมาทำความเข้าใจกับข้อสงสัยการเตรียมตัวฉีดวัคซีน โควิด-19 ก่อนสักนิดดีกว่า กับ นพ.สมชัย ลีลาศิริวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตจวิทยา และที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า

“ใคร” บ้าง ที่มีสิทธิ์ฉีดวัคซีนโควิด-19?

ในเบื้องต้นวัคซีนทุกตัว สามารถฉีดให้กับคนแข็งแรง ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ถ้าเป็นผู้หญิง “ต้องไม่ได้ตั้งครรภ์” อยู่ เพราะในการทดลองที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการทดลองฉีดในคนอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือในเด็ก หรือในสตรีมีครรภ์ ดังนั้นโดยทั่วไป การฉีดวัคซีนจะยังไม่มีนโยบายฉีดให้กับคนกลุ่มนี้

ก่อนไปฉีดวัคซีน ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?

การฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็เหมือนกับการฉีดวัคซีนทั่วๆ ไป หากร่างกายเราปกติแข็งแรงดี เราก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ ดังนั้นก่อนมาฉีดก็ควรเช็คความพร้อมว่าเราไม่ได้เป็นไข้ ไม่ได้เจ็บป่วย หรือไม่มีอาการไข้หวัดใดๆ ก็สามารถฉีดได้เลย

แล้วถ้ามีอาการป่วยด้วยโรคร้ายแรง จะมีสิทธิ์ฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือไม่?

ตามข่าวที่เราเห็นว่าเกิดอุบัติการณ์ของการเสียชีวิตหลังจากฉีดวัคซีนค่อนข้างเยอะ จึงมีคำแนะนำจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ FDA ใน “บางประเทศ” ว่าคนที่มีสุขภาพอ่อนแอมากๆ อายุมากจริงๆ หรือเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็งขั้นลุกลาม ว่าไม่ควรฉีด ทว่านี่ก็เป็นเพียงรายงานในบางประเทศเท่านั้น ยังไม่ใช่การออกคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก สำหรับประชากรทั้งโลก สำหรับในไทยก็คงต้องติดตามข้อมูลจาก อย. เป็นรายวัน

การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่?

โดยปกติแล้วการฉีดวัคซีนเกือบทุกชนิด จะมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยอยู่แล้ว ซึ่งเป็นอาการทั่วๆ ไปของอาการไข้หวัด เช่น มีไข้ มีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดบริเวณที่ฉีด รวมถึงมีอาการอ่อนเพลีย ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ หรือกับการแพ้วัคซีน ตามที่รายงานมาจะเจอได้ค่อนข้างน้อย ซึ่งโอกาสเกิดประมาณ 10-20 คน ในล้านคน เรียกได้ว่าไม่สูงมาก แตกต่างจากวัคซีนทั่วไปเล็กน้อย แต่หากในภาพรวมเกิดอันตรายหรือมีความเสี่ยงมากเกินไปเมื่อไร ทาง อย. หรือ FDA ก็น่าจะระงับการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยทันที

แล้วจากข่าวที่มีผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 เกิดจากสาเหตุอะไร?

ประเด็นการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงจนเสียชีวิตในคนสูงอายุ ในบางประเทศที่มีรายงานมา ถือว่ายังเป็นเรื่องเบื้องต้นมากๆ ซึ่งในบางแห่งมีรายงานว่าอาจเกิดโอกาสแพ้มากกว่าวัคซีนทั่วไป แต่ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าการเสียชีวิตเหล่านี้ เกิดจากการฉีดวัคซีนโควิด-19  โดยตรงหรือไม่ และเราต้องทำความเข้าใจว่า วัคซีนทุกชนิดแม้กระทั่งวัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดาๆ ที่เราฉีดกันทุกปี มันมีโอกาสแพ้หรือแพ้รุนแรงเกิดขึ้นได้เสมอ แต่หากมองในภาพรวม “การฉีดวัคซีนถ้าสามารถทำได้ ย่อมดีกว่าการไม่ฉีดวัคซีนแน่นอน”

ทำไมจึงต้องมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 “เข็มที่สอง”?

ที่จริงแล้ววัคซีนโควิด-19 มีทั้งชนิดที่ฉีดเข็มเดียวและฉีด 2 เข็ม แต่วัคซีนที่เราทราบๆ กัน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัคซีนที่ต้องฉีด 2 เข็ม เหตุผลเพราะว่า “การฉีดเข็มที่สองจะเป็นการกระตุ้นภูมิที่มีอยู่แล้ว ให้มีสูงเร็วขึ้น” พูดง่ายๆ คือการฉีดวัคซีนเข็มเดียวก็สามารถกระตุ้นภูมิได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่กว่าภูมิจะขึ้นสูงจนเรามั่นใจว่าป้องกันโรคได้จริง จะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนเข็มที่สอง โดยทอดระยะเวลาออกไปประมาณ 4-6 สัปดาห์ จะช่วยกระตุ้นภูมิจากวัคซีนเข็มแรก ให้ขึ้นมาในระดับที่สูงพอที่จะป้องกันโรคได้เร็วขึ้นนั่นเอง