
หนึ่งในวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่ประสบความสำเร็จและคุ้มค่าที่สุดในโลกคือการฉีด “วัคซีน” โดยมีส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งได้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้นักวิจัยต่างเร่งผลิตวัคซีน ซึ่งเป็นความหวังในภาวะวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงยังได้สร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของวัคซีนมากยิ่งขึ้น
ในขณะที่ยังมีผู้คนส่วนหนึ่งที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนว่าอาจส่งผลต่อสุขภาพ อาจทำให้เกิดภาวะ เรียนรู้ช้าหรือพิการได้ อย่างไรก็ตาม แพทย์จากนานาประเทศต่างก็ยืนยันว่าการฉีดวัคซีน “มีความปลอดภัยสูง” และ “มีความจำเป็นอย่างมาก” ในการจำกัดวงจรการระบาดของโรคร้ายที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง หรืออาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้
ศ.เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ปัจจุบันเป็นประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ในฐานะแพทย์ผู้บุกเบิกเรื่องหลักเกณฑ์การใช้ยาปฏิชีวนะในโรคติดเชื้อ และโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล ได้ก่อตั้งสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ก่อตั้ง Asian Society of Pediatric Infectious Diseases และเป็นนายกสมาคมคนแรก ที่ร่วมก่อตั้ง Asia-Pacific Society of Clinical Microbiology and Infection รวมถึงได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กของโลก (President, World Society of Pediatric Infectious Diseases) ได้ทำการวิจัยในระยะแรกศึกษาเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ค้นพบ macrophage aggregation factor ตีพิมพ์ใน Journal of Immunology รวมถึงทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ ยาต้านจุลชีพ และวัคซีน ให้ข้อมูลว่า “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคมีความจำเป็นอย่างมากในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะที่เกิดโรคอุบัติใหม่และยังเป็นโรคระบาดอีกด้วย เช่นเดียวกับภาวะวิกฤตโควิด-19 ในช่วงเวลานี้
ปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีกลไกในการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย แบ่งเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ
สำหรับกรณีของการสร้างภูมิคุ้มกันโดยวัคซีนนั้น จะเป็นการแนะนำให้ร่างกายให้ได้รู้จักกับเชื้อโรคหรือบางส่วนของเชื้อโรค โดยที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถเรียนรู้วิธีต่อสู้ป้องกันตนเอง เสมือนกับเป็นการซ้อมรบ เมื่อถึงคราวได้รับเชื้อหรือติดเชื้อนั้นเข้าจริงๆ โดยสารที่เรียกว่าแอนติเจนในวัคซีนก็จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้หรือสารที่สามารถต้านทานเชื้อขึ้นมาได้
เนื่องด้วยทุกวันนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก และจากการพัฒนาเทคโนโลยีช่วยให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ปัจจุบันคนไทยมีอายุขัยคาดการณ์เฉลี่ยตามช่วงเวลา (period life expectancy) ประมาณ 70-80 ปี ซึ่งต่างจากอดีตที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 40-50 ปี จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพร่างกายแข็งแรง และมีอายุที่ยืนยาวโดยปราศจากโรคภัย ฉะนั้นการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา และการสร้างย่อมดีกว่าการซ่อม เพราะจะทำให้ร่างกายของเราสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างยั่งยืน
ระหว่างที่ยังรอคอยความหวังจากวัคซีนโควิด-19 ขอแนะนำวิธีการดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ด้วยวิธีง่ายๆ 4 อย่าง คือ
นอกจากนี้ ควรจะหลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่ที่มีความเสี่ยง หากจำเป็นก็ควรหาวิธีป้องกันตัวเองด้วยการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า เว้นระยะห่างทางสังคม อย่างน้อย 2 เมตร และหมั่นฆ่าเชื้อโรคด้วยการล้างมือ หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ ควรล้างมือก่อนที่จะสัมผัส ตา จมูก ปาก เสมอ ทำความสะอาดสิ่งที่เราแตะต้องบ่อย เช่น ลูกบิดประตู พื้นผิวโต๊ะทุกวัน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดการติดเชื้อในสังคมและการแพร่เชื้อในชุมชน
เนื่องด้วยการผลิตวัคซีนนั้น จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 12-18 เดือน เพราะการที่จะนำวัคซีนไปฉีดในร่างกายมนุษย์ที่แข็งแรงนั้นยิ่งต้องมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยจริงๆ และสามารถป้องกันโรคได้จริงๆ โดยปกติแล้ว การพัฒนาวัคซีนจะต้องผ่านการทดสอบขั้นต้นในห้องปฏิบัติการและทดลองในสัตว์ก่อน จึงจะมาถึงขั้นตอนการทดลองทางคลินิก (clinical trials) หรือการทดลองกับมนุษย์ซึ่งมีอยู่ 3 ระยะด้วยกัน
ศ. เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ให้ความเห็นว่า “กรณีที่มีการผลิตวัคซีนสำเร็จและประกาศใช้แล้ว ในระยะแรก วัคซีนย่อมมีราคาค่อนข้างสูงและมีปริมาณจำกัด จึงจำเป็นจะต้องจำกัดกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงให้ได้รับวัคซีนเป็นอันดับแรกๆ ก่อน คือ
สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี อาจจะต้องพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ระบบสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อให้ต่อสู้กับเชื้อใหม่ๆ ได้ สังเกตได้ว่าไม่มีเด็กเสียชีวิตจากโควิด-19 เพราะสามารถสู้กับเชื้อไวรัสนี้ได้ ทำให้เด็กไทยทีติดเชื้อมีจำนวนไม่มากและมักเป็นเด็กที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อโควิด-19 เด็กที่ติดเชื้อพบว่ามีอาการน้อยหรือแทบไม่มีอาการ แต่สิ่งที่กังวล คือเด็กที่ติดเชื้ออาจนำเชื้อไปแพร่สู่ผู้สูงวัยในบ้านได้
“ในทางกลับกัน ยังมีโรคอื่นๆ อีกมากมายในวัยเด็กที่ผู้ปกครองควรตระหนักรู้และจำเป็นต้องพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบตามกำหนด เพราะเป็นวัคซีนที่ป้องกันโรคระบาดที่สามารถทำให้เด็กเสียชีวิตได้หากไม่ป้องกัน เช่น โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก โรคโปลิโอ โรคหัด ไวรัสตับอักเสบ บี และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น”
การฉีดวัคซีนจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรลงจากโรคที่ป้องกันได้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่คุ้มค่า ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย