
โรคหลายบุคลิก (Multiple Personality Disorder หรือ MPD) จัดเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งในกลุ่มโรคดิสโซสิเอทีฟ (Dissociative Disorders) ปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโรคหลายอัตลักษณ์ (Dissociative Identity Disorder หรือ DID) แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงคุ้นเคยกับชื่อโรคหลายบุคลิกมากกว่า คำว่า “อัตลักษณ์ (Identity)” หมายถึง ผลรวมของลักษณะเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้สิ่งนั้นเป็นที่รู้จักหรือจำได้ โดยปกติแล้ว คนเราจะมีเพียงอัตลักษณ์เดียวเท่านั้น แต่ผู้ที่เป็นโรคหลายบุคลิกหรือโรคหลายอัตลักษณ์ มักมีมากกว่าหนึ่งอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางจิต (mental process) ทำให้สติ ความคิด ความทรงจำ อารมณ์ความรู้สึก การกระทำ และการยอมรับอัตลักษณ์ของตนเองแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ไม่ปะติดปะต่อกัน ผู้ป่วยโรคนี้จึงแสดงพฤติกรรมและอารมณ์ไม่ต่อเนื่องและไม่เหมือนกัน หรือมีบุคลิกภาพแตกแยก ราวกับว่ามีหลายคนอยู่ในร่างเดียว
สัญญาณและอาการของโรคหลายบุคลิก หรือโรคหลายอัตลักษณ์ ในผู้ใหญ่ มีดังนี้
หากเป็นเด็ก นอกจากอาการข้างต้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจสังเกตเพิ่มเติมได้จากอาการเหล่านี้
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โรคหลายบุคลิกในเด็ก หากปล่อยไว้ อาการจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และผู้ป่วยโรคหลายบุคลิกทั้งเด็กและผู้ใหญ่มักมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มองโลกในแง่ร้าย ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-Traumatic Stress Disorder หรือ PTSD) โรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน มีปัญหาในการนอนหลับ (เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย ละเมอ) มีอาการวิตกกังวล มีอาการแพนิค ติดเหล้า ติดยาเสพติด เป็นโรคเกี่ยวกับการกินผิดปกติ ชอบใช้ความรุนแรง ทั้งยังมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูงด้วย
ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคหลายบุคลิกนั้นเกิดจากสาเหตุใด แต่สันนิษฐานว่าโรคนี้อาจเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือบาดแผลทางใจร้ายแรงที่ผู้ป่วยประสบในวัยเด็ก เช่น ถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้ายจิตใจ ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ เด็กบางคนอาจปกป้องตัวเอง ด้วยการสร้างสภาวะจิตสำนึกที่เปลี่ยนไป (Altered State of Consciousness) ขึ้นมา เพื่อแยกความทรงจำนั้นออกจากความทรงจำอื่นๆ และเมื่อปฏิกิริยาตอบสนองนี้เกิดขึ้นบ่อย หรือรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงส่งผลให้เป็นโรคหลายบุคลิก หรือโรคหลายอัตลักษณ์ได้ในที่สุด
โรคหลายบุคลิกก็เหมือนกับโรคทางจิตเวชอื่นๆ นั่นคือ หากคนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคหลายบุคลิก ความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ของคุณก็จะสูงขึ้น แต่ไม่ถือเป็นโรคทางพันธุกรรม ฉะนั้น ต่อให้คนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นโรคนี้เสมอไป
ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับโรคหลายบุคลิก แต่หากเข้ารับการบำบัดรักษาด้วยวิธีเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง อาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้
เป็นวิธีการรักษาอาการทางจิตด้วยการพูดคุยกับจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน และรวมให้เหลือเพียงอัตลักษณ์เดียวที่สามารถควบคุมสิ่งกระตุ้นได้ การรักษาโรคหลายบุคลิกด้วยวิธีจิตบำบัดส่วนใหญ่จะต้องให้สมาชิกในครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
การสะกดจิตทางเวชปฏิบัติ (Clinical Hypnosis) มักใช้ร่วมกับจิตบำบัด วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงความทรงจำที่ปิดผนึกเอาไว้ ช่วยควบคุมพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และช่วยให้อัตลักษณ์ทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้
การรักษาวิธีอื่นๆ เช่น ศิลปะบำบัด การเคลื่อนไหวบำบัดหรือการเต้นบำบัด ก็ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเปิดใจยอมรับ และเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เคยกระทบกระเทือนจิตใจ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคหลายบุคลิกภาพได้
แม้จะยังไม่มียารักษาโรคหลายบุคลิกโดยเฉพาะ แต่โรคนี้มักเกิดร่วมกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า แพทย์จึงอาจสั่งยาเพื่อรักษาอาการร่วมที่เกิดขึ้นให้คุณด้วย
บางครั้งคุณอาจพบว่า คุยกับเพื่อนที่เป็นโรคหลายบุคลิกอยู่ดีๆ เพื่อนกลับกลายเป็นอีกคนที่มีบุคลิกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากเป็นเช่นนั้น คุณควรรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใจเย็น อย่าดุด่า หรือมองว่าเพื่อนเป็นตัวประหลาด เพราะจะยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่ โดยเฉพาะเมื่อเขาอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัว หรือไม่เป็นมิตร
บุคลิกภาพหรืออัตลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของผู้ที่เป็นโรคหลายบุคลิก คือ ปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรง ซึ่งเป็นผลจากสิ่งกระตุ้นบางประการ ซึ่งอาจเป็นสถานที่ กลิ่น เสียง สัมผัส ช่วงเวลา เป็นต้น คุณจึงควรหาข้อมูลให้ดีว่า สิ่งกระตุ้นอาการโรคหลายบุคลิกของเพื่อนคืออะไร โดยจะถามจากเพื่อนโดยตรง หรือสังเกตพฤติกรรมของเขาก็ได้ วิธีนี้จะช่วยให้คุณและเพื่อนสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นเหล่านั้นได้
การใช้ชีวิตอยู่กับผู้เป็นโรคหลายบุคลิกอาจทำให้คุณมีปัญหาทางอารมณ์ หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้เช่นกัน ฉะนั้นหากคุณอยากช่วยดูแลเพื่อนที่เป็นโรคหลายบุคลิก หรือช่วยให้เขาสามารถใช้ชีวิตแต่ละวันได้สะดวกขึ้น คุณก็ควรรักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวเองให้ดีด้วย