สัญญาณอันตราย นิ่วในถุงน้ำดี อาการ วิธีการรักษา
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/he/0/ud/0/1617/gallbladder.jpgนิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร? เช็กสัญญาณอันตราย และวิธีการรักษา

นิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร? เช็กสัญญาณอันตราย และวิธีการรักษา

แชร์เรื่องนี้

“นิ่วในถุงน้ำดี” โรคฮิตที่ตรวจสุขภาพทีไร เจอแทบทุกปี! หลายคนอาจเริ่มคุ้นชื่อโรคนี้จากผลตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัทจัดให้ ไม่ว่าจะเอ็กซ์เรย์ หรืออัลตร้าซาวนด์ ก็มักเจอ “ก้อนเล็กๆ” ในถุงน้ำดีโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความน่ากังวลคือ นิ่วในถุงน้ำดีมักไม่มีอาการในระยะแรก ทำให้คนจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองมี จนกว่าจะเริ่มปวดท้อง แน่นท้อง หรือมีอาการรุนแรงต้องผ่าตัด ซึ่งสาเหตุหลักๆ มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารไขมันสูง หรือการงดมื้ออาหารเป็นเวลานาน ดังนั้นแม้ผลตรวจจะทำให้เครียด แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่รู้ทัน เพื่อจะได้ดูแลตัวเองก่อนจะสายเกินไป

การที่คนรอบข้างทยอยกันเป็นเรื่อยๆ แสดงว่ามันต้องมีปัจจัยอะไรใกล้ตัวที่ทำให้เกิดโรคนี้ โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวก็ได้ จริงไหม? Sanook! Health เลยหาคำตอบมาให้ทุกคนได้ลองเช็คกันค่ะ ว่าคุณกำลัง “มีความเสี่ยง” ต่อ โรคนิ่วในถุงน้ำดี อยู่หรือเปล่า

รู้จักถุงน้ำดี

ถุงน้ำดี เป็นอวัยวะขนาดเล็กรูปร่างคล้ายลูกแพร์ อยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนด้านขวาใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บและปล่อยน้ำดี ซึ่งตับผลิตขึ้น เพื่อช่วยย่อยไขมัน โดยเมื่อรับประทานอาหาร ถุงน้ำดีจะหดตัวส่งน้ำดีผ่านทางเดินน้ำดีไปยังลำไส้เล็กส่วนต้นเพื่อช่วยในการย่อย ภาวะผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่ นิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบจากนิ่ว และมะเร็งถุงน้ำดี ซึ่งบางกรณีอาจก่อให้เกิดอาการปวด แน่น คลื่นไส้ หรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การทำความเข้าใจหน้าที่และความผิดปกติของถุงน้ำดีจึงมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหาร การสังเกตอาการผิดปกติและพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสรักษาได้อย่างปลอดภัย

นิ่วในถุงน้ำดี ลักษณะเป็นอย่างไร

นิ่วมีลักษณะเป็นก้อนกลมหรือเหลี่ยมๆ สีเข้มๆ ซึ่งเกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม) หรือคอเลสเทอรอลที่มีอยู่ในน้ำดี เป็นผลมาจากการขาดสมดุลของน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดีistockphotoนิ่วในถุงน้ำดี

อันตรายของนิ่วในถุงน้ำดี

หากก้อนนิ่ว (ซึ่งจะเป็นก้อนใหญ่ก้อนเดียว หรือเป็นก้อนเล็กๆ หลายก้อนก็ได้) ไปอุดถุงน้ำดี อาจทำให้ถุงน้ำดีอักเสบ และหากมีก้อนนิ่วติดค้างอยู่ที่ถุงน้ำดีเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดเป็นมะเร็งถุงน้ำดีได้

ใครที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

  • ผู้หญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป รูปร่างท้วม และอาจมีบุตรหลายคน
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะเป็นเบาหวาน โรคอ้วน
  • ผู้ป่วยทาลัสซีเมีย โลหิตจาง
  • ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง บริโภคอาหารมัน อาหารทอดมากเกินไป
  • ผู้ที่ทานยาลดไขมันบางชนิด ทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง
  • ผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไป ทำให้ละลายไขมันมากเกินไป

4 สัญญาณอันตราย อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี

  1. อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี จะมีอาการปวดท้อง แน่น จุกเสียด บริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่
  2. ท้องอืด อิ่มง่าย อาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะหลังทานอาหารมันมาก หรือทานอาหารมื้อใหญ่
  3. ในรายที่เกิดอาการถุงน้ำดีอักเสบ อาจมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน
  4. ในบางรายอาจมีภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง

วิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดี

  • นิ่วชนิดไม่มีอาการ อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ เพียงแต่เข้ามาตรวจเช็คร่างกายเรื่อยๆ หากไม่แสดงอาการเลย ก็อาจไม่ต้องทำการรักษาใดๆ ตลอดชีวิต

  • นิ่วชนิดมีอาการ หากมีอาการข้างเคียง เช่น ปวดท้อง แพทย์อาจสั่งยาให้ทาน หรือแนะนำให้ผ่าตัด ขึ้นอยู่กับขนาดนิ่ว และความรุนแรงของอาการ โดยสมัยนี้จะใช้วิธีใช้กล้องส่องผ่านหน้าท้อง ทำให้เจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวเร็วภายใน 1-2 วัน

วิธีป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี

  1. ควบคุมอาหาร ไม่ทานอาหารทอด อาหารมันมากจนเกินไป รวมไปถึงอาหารหวานจัด เช่น น้ำอัดลม อาหารกระป๋อง สำเร็จรูป และอาหารแช่แข็งด้วย
  2. ควบคุมน้ำหนัก และระดับน้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอล อย่าให้สูงจนเกินไป
  3. เลือกทานอาหารจำพวกแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ผักผลไม้สด ถั่ว และธัญพืชต่างๆ
  4. ออกกำลังกายเป็นประจำ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20-30 นาที
  5. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือทุกปี

อ่านเพิ่มเติม

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :bangkokhospital.com