หยุดแชร์! แม่เหล็กติดตู้เย็นก่อมะเร็ง นักวิทย์ยันข่าวมั่ว-ไร้ผลวิจัย

หยุดแชร์! แม่เหล็กติดตู้เย็นก่อมะเร็ง นักวิทย์ยันข่าวมั่ว-ไร้ผลวิจัย
นสพ.มติชน

สนับสนุนเนื้อหา

มติชนรายวัน
วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558


โลกออนไลน์ตื่นแชร์"แม่เหล็กติดตู้เย็น"ตัวก่อโรคมะเร็ง "แพทย์-นักวิทยาศาสตร์"ยันข้อมูลเท็จ ไม่เคยมีสถาบันไหนทำวิจัย แนะประชาชนอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

กรณีมีการแชร์ข้อมูลผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ เกี่ยวกับเรื่องแม่เหล็กติดตู้เย็น (Magnet) ก่อมะเร็ง ที่ระบุว่า อย่าไปติดแม่เหล็กไว้หน้าประตูตู้เย็น โดยอ้างงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน (Princeton University) สหรัฐอเมริกา ที่นักวิจัยทดสอบลิง 2 กลุ่ม โดยลิงกลุ่มแรกให้กินอาหารจากตู้เย็นที่ไม่มีแม่เหล็ก กลุ่มที่ 2 เลี้ยงด้วยอาหารจากตู้เย็นที่มีแม่เหล็กประดับ ซึ่งพบว่าร้อยละ 87 ของลิงกลุ่มที่ 2 มีเชื้อมะเร็ง และสรุบว่าแม่เหล็กชิ้นเล็กๆ ที่ประดับฝาตู้เย็นจะดูดสารกัมมันตภาพรังสี และเมื่อกินอาหารที่แช่ในตู้เย็นก็จะทำให้เป็นมะเร็งนั้น

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ผศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ข้อมูลเหล่านี้มีการแชร์กันมานาน จึงได้เข้าไปสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ของต่างประเทศ รวมทั้งเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัพริ้นซ์ตันที่ถูกอ้างถึง แต่ไม่พบว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ดังนั้น ข้อมูลนี้จึงไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด

"เป็นเรื่องหลอกลวงไร้สาระ เพราะไม่เคยมีผลงานวิจัยทำนองนี้ที่มหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน หรือที่ไหนก็ตาม และก็ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่าแม่เหล็กติดตู้เย็นจะแผ่รังสีได้ หรือจะปล่อยสนามแม่เหล็กจนก่อให้เกิดมะเร็งหรือโรคอื่นๆ ได้ แต่ที่พอเป็นไปได้ก็มีแต่กรณีของคนที่ใช้เครื่องช่วยกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) แล้วติดแม่เหล็กแรงสูงพวก neodymium ซึ่งเป็นแม่เหล็กที่ใช้ทำลำโพง อาจจะแรงพอไปรบกวนการทำงานของเครื่องช่วยกระตุ้นหัวใจได้ แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับที่แชร์กัน" ผศ.เจษฎากล่าว

ด้าน นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า มีการแชร์ข้อมูลนี้มา 4-5 ปี แล้ว ขณะนั้นก็มีการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ซึ่งชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องจริง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่แม่เหล็กติดตู้เย็นจะไปแผ่รังสีถึงอาหารที่แช่ไว้ในตู้เย็น หรือจะดูดสารกัมมันตภาพรังสีในอากาศได้ การจะป่วยเป็นมะเร็งยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อและแชร์ข้อมูลลักษณะนี้ เพราะจะสร้างความแตกตื่นให้กับสังคม