ดีเจเหมียว-อัจฉริยา สินรัชตานันท์ เรียน ‘เคมบริดจ์' หลอมความคิดให้เติบโต

ดีเจเหมียว-อัจฉริยา สินรัชตานันท์ เรียน ‘เคมบริดจ์' หลอมความคิดให้เติบโต

ดีเจเหมียว-อัจฉริยา สินรัชตานันท์ เรียน ‘เคมบริดจ์' หลอมความคิดให้เติบโต
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ช่วงเวลา 08.00-10.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ที่หน้าปัดวิทยุคลื่นความถี่ 102.5 GET International Hit Music คุณจะได้ฟังเสียงใส ๆ ของดีเจสาวตัวเล็กแต่มากความสามารถ นั่นก็คือ สาวเหมียว-อัจฉริยา สินรัชตานันท์ ได้ฟังสำเนียงการฟุดฟิดฟอร์ไฟว์ของเธอแล้ว ต้องบอกว่าเธอพูดได้คล่องเหมือนเจ้าของภาษาจริง ๆ มีโอกาสได้เจอเธอ ก็เลยลองเข้าไปถามไถ่ ถึงได้รู้ว่าที่สำเนียงภาษาอังกฤษเธอเป๊ะเว่อร์ขนาดนี้ เพราะเธอเคยเป็นนักเรียนทุนไปเรียนปริญญาโทไกลถึงแดนผู้ดีอังกฤษ แถมยังเรียนมหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่ออย่างเคมบริดจ์ หน้าตาก็สวย แถมยังเรียนเก่ง เพอร์เฟกต์ขนาดนี้ ต้องถามเคล็ดลับดี ๆ มาฝากกันซะหน่อย

เป็นนักเรียนเคมบริดจ์แบบไม่ได้ตั้งใจ
ตอนนั้นเหมียวเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ทำงานได้ปีกว่า ๆ เป็นวีเจ เป็นพิธีกร เป็นดีเจ ฯลฯ คิดอยากไปต่อโทที่อเมริกา ก็เลือกมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไว้มากมาย เอามหาวิทยาลัยดัง ๆ เลย แต่การไปเรียนที่อเมริกา มันต้องทำเรื่องใบสมัคร เขียนเรียงความวุ่นวาย เหมียวก็ยังไม่ได้ทำสักที มีแค่ไปสอบ TOEFL ไว้ แล้ววันหนึ่งคุณป้าก็เอาหนังสือพิมพ์มาให้ดูว่ามีทุนให้ไปเรียนปริญญาโทที่เคมบริดจ์ ตอนนั้นเหมียวคิดว่าเคมบริดจ์ไม่เหมาะกับเราหรอก เราไม่ใช่ไอแซก นิวตันนะ เราไม่ได้เก่งขนาดนั้น ก็ยังลังเลอยู่ แต่ก็ยอมสมัคร ไปสอบ IELTS และทำเรื่องต่าง ๆ ส่งไป ปรากฏว่าทางมหาวิทยาลัยตอบกลับมาว่ารับเราเข้าเรียน ตอนนั้นตกใจและตื่นเต้นมาก เป็นนักเรียนทุน เรียนฟรีด้วย แถมไม่ต้องกลับมาใช้ทุนด้วย ก็เลยตัดสินใจไป

เปิดโลกกว้างด้วยการไปเรียนบิสิเนส
เหมียวไปเรียนสาขา M. Phil in Management Studies เป็นบิสิเนสรีเสิร์ช บิสิเนสจะแบ่งเป็น Practice คือการทำจริง ๆ เป็นภาคปฏิบัติ แต่บิสิเนสรีเสิร์ชจะเป็น Academic ขึ้นมานิดหนึ่ง เป็นพวกนักวิชาการไปทำวิจัยแล้วเอาข้อมูลที่ได้ไปให้ Practitioner ใช้ ซึ่งเราก็ต้องเรียนและเข้าใจในสองส่วนถึงจะทำได้และไม่งง เราคิดว่าเราเรียนบัญชีมา เคยทำงานมาก่อน มีพื้นฐานมาบ้างคงพอเข้าใจ แต่มันไม่ใช่เลย พอไปเรียนจริง ๆ ประสบการณ์ทุกอย่างที่เรามี มันเป็นแค่ประสบการณ์การทำงาน ไม่ใช่ประสบการณ์ด้านบิสิเนสเลย ตอนนั้นทุกอย่างมันยากมากสำหรับหมียว

สองความเครียดที่แสนจะกดดัน
และที่มันทำให้ทุกอย่างยากยิ่งขึ้นก็คือความเครียดที่กดดันเราอยู่ อย่างแรกความเครียดเรื่องเรียน
เพราะตอนเรียนที่เมืองไทย ณ ขณะนั้น การเรียนเป็นการท่องจำ พอไปเรียนที่โน่น เขามีการแจกบิสิเนสเคสให้เรากลับมาอ่าน เป็นเหมือนการบ้าน ให้กลับมาทำความเข้าใจกับมัน ก็อ่านได้ ทำความเข้าใจเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร จำได้หมด แต่พอเข้าห้องเรียนไป อาจารย์ไม่ถามในสิ่งที่อ่านเลย เขาถามเราว่าจากเคสที่เราอ่าน เคสนี้มีข้อผิดพลาดอะไร แล้วเรามีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้ดีกว่านี้ คือคิดต่อจากสิ่งที่อ่านหมดเลย เหมียวถึงกับอึ้ง เพราะเป็นการวิเคราะห์และคิดต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ล้วน ๆ ไม่ใช่การท่องจำที่เราคุ้นเคย มันแตกต่างกันมาก ตอนนั้นเหมียวไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นง่อย ถามตัวเองว่าเราโง่ขนาดนี้เลยเหรอ กลัวเรียนไม่จบเลยแหละ
ความเครียดอย่างที่สองคือระบบ คือนักเรียนที่ไปเรียนที่เคมบริด์ นอกจากมีโรงเรียน ซึ่งเรียกว่า Department จะต้องมีบ้านคือ College ต้องมีทั้งบ้านและโรงเรียน เขาถึงจะรับเข้าเรียน และตอนนั้น College ก็มีเยอะ เหมียวไม่รู้จะเลือกอะไรดี ก็ลองปรึกษาลุงเมธ (ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา) เขาสนิทกับคุณลุงเหมียว และเคยไปเรียนที่นั่น ลุงเมธก็เลือกให้เป็น Newnham ซึ่งที่นั่นเป็น College นักเรียนหญิงล้วนเลย เขาคงคิดว่าเราเป็นผู้หญิงก็น่าจะอยู่กับผู้หญิงล้วน ซึ่งเขาคงลืมไปว่าเราเรียนจบปริญญาตรีแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่สบายดีไม่มีปัญหา แต่ที่มันกดดันมากกว่านั้นคือเพื่อนของเราที่อยู่ในดอมเดียวกัน เขาก็มาเรียนคณะอื่น ทุกคนดูเก่งและฉลาดมาก มีเด็กคนหนึ่งอายุ 19 ปี เรียนจบปริญญาตรีที่ LSE จบมาด้วยเกรดเอล้วน แล้วอายุแค่ 19 มาเรียนปริญญาโท เขาเก่งมาก พอเทียบกับตัวเอง โฮ...บัญญัติไตรยางค์ยังแย่เลย (หัวเราะ) แล้วเพื่อนเหมียวคนหนึ่งเป็นคนอังกฤษมาทำปริญญาเอกด้านสาขาฟิสิกส์ สนิทกันมาก เหมียวก็ถามเขาว่ามาทำดอกเตอร์ด้านไหน เขาก็บอกว่าโปรเจกต์ของเขาคือการยิงเลเซอร์เพื่อเข้าไปเปลี่ยนโมเลกุลสตรัคเจอร์ของเม็ดพลาสติกให้พลาสติกนำไฟฟ้าได้ เหมียวคิดในใจว่า นี่เป็นเรื่องที่เหมียวเคยเห็นแต่ในช่อง Discovery Channel ไม่ใช่เหรอ แล้วมันมาอยู่ข้างห้องเราได้ยังไง ทุกคนเหมือนมนุษย์ประหลาด ไม่มีใครธรรมดาสักคน คือทุกคนเก่งมาก จนกลับมาถามตัวเองว่าที่นี่มันใช่ที่ของเราหรือเปล่า เรามาผิดที่แน่ ๆ คือรู้สึกว่าตัวเองโง่ ต้องใช้คำนี้

ปรับตัวแนวทางเอาตัวรอด
เมื่อเห็นทุกคนเป็นยอดมนุษย์ เหมียวก็กลับมาบอกตัวเองว่า เราจะต้องเปลี่ยนทุกอย่าง ต้องพยายามมากขึ้น ต้องขยันมากขึ้น เปลี่ยนระบบความคิดของตัวเองด้วย พอเราลองเปลี่ยน ประมาณเทอมแรกก็ดีขึ้น เทอมสองก็เริ่มเรียนได้ สอบไม่ตกแล้ว ตอนเรียนเมืองไทย เรียนเก่งมาก ไม่เคยสอบตก เรียนมัธยม เกรดเฉลี่ย 4.00 เรียนมหาวิทยาลัยจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่มาเรียนที่นี่วิชาแรกก็ตกเลย นั่นมันยิ่งกดดันให้เครียดเข้าไปใหญ่ จนกระทั่งมีเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ทำให้ความเครียดของเราหายไป อย่างแรก เหมียวได้สนิทกับเพื่อนมากขึ้น ได้พูดคุยมากขึ้น เราถึงรู้ว่าทุกคนมีความคิดเหมือนกัน คือคิดว่าตัวเองโง่กว่าคนอื่น เพียงแต่เขาจะแสดงออกมาหรือเปล่าแค่นั้นเอง อย่างที่สองคือ ตอนนั้นเหมียวมีวิชาหนึ่งที่ต้องเรียนรวมกับปริญญาเอก แล้วเขาให้มีการจับกลุ่มทำรายงาน แล้วออกไปพรีเซ้นต์หน้าห้อง เหมียวได้รับมอบหมายให้ออกไปพรีเซ้นต์ เราก็ออกไปพรีเซ้นต์ตามนั้น พอพรีเซ้นต์จบ เดินลงมาจากเวที ทุกคนปรบมือให้ บอกว่าเราพรีเซ้นต์ดี พูดเข้าใจ ขนาดไอ้คนที่เราคิดว่ามันเก่งมันยังชมเราเลยว่าเราเก่ง เหมียวก็กลับมาคิดว่า ความจริงคนทุกคนไม่ได้เก่งทุกเรื่อง มันมีบางเรื่องที่ไม่เก่ง แต่เราไม่เก่งเรื่องที่เขาเก่ง เราก็เลยคิดว่าเราโง่ เพราะฉะนั้นมองตัวเองให้ออกว่าเราเก่งเรื่องไหน แล้วทำเรื่องนั้นให้ดีที่สุด อย่างอื่นที่ไม่เก่ง เราก็พยายามทำมันให้ได้ แล้วเราก็จะผ่านทุกอย่างไปเอง นั่นคือสิ่งที่เหมียวคิดได้

หนึ่งปีที่เคมบริดจ์ทำให้โตขึ้น
คือเราไม่รู้หรอกว่าเราโตขึ้นหรือเปล่า กับการไปเรียนที่โน่นปีกว่า ๆ แต่พอกลับมา ได้มาเจอเพื่อนฝรั่ง เขาคุยกับเหมียวแล้วเขาก็บอกเหมียวว่า ก่อนที่เหมียวจะไปเรียน You were a girl แต่ตอนที่กลับมาเขาเห็นว่า Now you are a lady มันคงเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้ว่าเราโตขึ้นจริง ๆ แต่ถ้าถามว่าที่เรียนมาทั้งหมดมีอะไรบ้าง ตอนนี้ก็ต้องตอบว่าลืมไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะในความเป็นจริง ความรู้ในหนังสือมันล้าสมัยไปหมดแล้ว เราต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา ทุกวันนี้เหมียวยังต้องอ่านหนังสือ เรียนรู้ด้วยตัวเองตลอดเวลา แต่เป็นการเรียนรู้อย่างมีความสุข คือเมื่อก่อนเราไปเรียน มีคนบังคับให้เราอ่านหนังสือ ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากอ่านเท่าไหร่ มานั่งสอบเขียน Paper อะไรอย่างนี้ มันไม่มีความสุข แต่ทุกวันนี้ อยากรู้อะไร อ่านเอง เรียนเอง มันสนุกและมีความสุขกว่ากันเยอะ

พ่อแม่ดูแลดีจนลูกไม่โต
เหมียวไม่เห็นด้วยกับพ่อแม่ที่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก แล้วบินตามไปอยู่ด้วย ไปเฝ้า เหมียวเข้าใจคนที่เป็นพ่อแม่นะว่าห่วงลูก แต่ถ้าตามไปแบบนั้นลูกคุณก็จะไม่โต เขาก็จะไม่รู้จักใช้ชีวิต ไม่รู้จักการแก้ปัญหา ซึ่งถ้าตามไปด้วยมันก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่เมืองไทย ควรปล่อยเขาให้เผชิญทุกอย่างด้วยตัวเอง ให้ล้มเอง เจ็บเองบ้าง เขาจะได้แข็งแกร่ง อย่างเหมียวไปเรียนที่โน่น พ่อกับแม่เหมียวบอกเลยว่า ถ้าไม่มีปัญหาอย่าโทร.กลับบ้าน เขาปล่อยให้เราตัดสินใจและแก้ปัญหาเอง ไม่ใช่ว่าเขาไม่ห่วง แต่เพราะเขารู้ว่าลูกเขาเป็นยังไง พ่อแม่น่าจะรู้จักลูกตัวเองดีที่สุด รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาปล่อยเราไปแล้ว เราจะเลือกเดินทางไหน สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือการเลือกเมือง เลือกมหาวิทยาลัย เลี้ยงลูกให้ดีตั้งแต่เด็ก อย่าแค่วางแผนเรื่องการเรียน ต้องวางแผนมาตั้งแต่การเลี้ยงดู

ที่มา "การศึกษาวันนี้"

ผู้เขียน : iamamwa ช่างภาพ : พันธุ์ขจร

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล