
หลากเรื่อง หลายรส กับ VieTrio

หลายคนคงคุ้นหูกับเสียงไวโอลินและเชลโลใน ‘เพลงหวังดีประสงค์รัก' โดยเสียงร้องของ ‘กัน The Star' ที่มาร่วมฟีเจอริ่งในอัลบั้ม VieTrio & Friends เพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งในแรงผลักดันของการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ หวังทำให้ดนตรีคลาสสิกที่ดูเหมือนจะเข้าถึงยากกลายเป็นสัมผัสใหม่ที่จับต้องได้ และเข้าไปนั่งเป็นส่วนหนึ่งในใจผู้ฟังกลุ่มอื่นๆ อย่างป๊อป ร็อค แจ๊ส กระแสใหม่นี้มาจากพลังของวงดนตรีหลายๆ วง แต่ที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อนคงไม่พ้นสามพี่น้อง เป้-ป่าน-ปุย ครอบครัวศรีณรงค์ วง Vie Trio ที่วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวความรักในเสียงดนตรีผ่าน WP ในฉบับนี้กัน
จุดเริ่มต้นของคำว่า ‘รัก'
ปุย : เริ่มต้นจากคุณพ่อ (อาจารย์ภูกร (สุทิน) ศรีณรงค์) ท่านเป็นนักดนตรีในวง BSO Bangkok Symphony Orchestra ซึ่งเมื่อไหร่ที่ท่านเป็นวาทยากรในงานคอนเสิร์ตนั้น เราสามคนจะตามไปด้วย ความจริงก็ไม่ได้นั่งตั้งใจดูมากอย่างที่คิด ไปดูคอนเสิร์ตก็เหมือนไปหลับ แต่ทำไปทำมาดนตรีคลาสสิกก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราไปเอง
เป้ : แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ หลังจากที่แม่เล่านิทานก่อนนอนจบ ผมจะไม่หลับจนกว่าแม่จะเปิดเพลงคลาสสิกให้ฟัง ซึ่งเมื่อโตขึ้นก็เริ่มเข้าใจว่าคนที่รักดนตรีคลาสสิกก็เหมือนคนรักฟุตบอลที่คุณต้องซึมซับความเร้าใจเข้าไปเอง
ปุย : ปุยดูบอลแล้วรู้สึกว่า ‘ไม่เห็นสนุกเลย ผู้ชายเขาเชียร์อะไรกัน'
เป้ : คุณอาจจะเป็นคนไม่ชอบฟุตบอลในตอนแรก แต่ผมเชื่อว่าถ้าคุณเกิดเตะลูกเข้าประตูสักครั้งหนึ่ง คุณก็จะรู้สึกชอบฟุตบอลขึ้นมา
จุดที่รู้ว่า ‘รัก'
ปุย : คนที่มีความรักหมายความว่าคนนั้นมีความผูกพัน อย่างเช่น เราซื้อลูกหมามาตัวหนึ่ง เลี้ยงไปเรื่อยๆ เราก็จะรักเหมือนลูก ถึงแม้ว่ามันจะอึไม่เป็นที่ ทำตัวนิสัยไม่ดี สุดท้ายแล้วเราจะนึกถึงมันอยู่ดี เช่นเดียวกับการเล่นดนตรี ถึงเราจะเลิกเล่นไปแล้ว แต่อย่างน้อยพอได้ไปดูคอนเสิร์ตเราก็กลับมาเล่นอีกครั้ง
ป่าน : เหมือนกันค่ะ คือบางทีป่านอาจจะเบื่อ ไม่อยากเล่น ไม่อยากซ้อม แต่ป่านยังหันไปหยิบมาเล่นอยู่ดี
เป้ : คุณรักอะไรคุณขาดมันไม่ได้ ไม่ต้องมานั่งคิดว่าทำไมคุณถึงรัก Fino เหตุผลเยอะเหลือเกินก็แค่รักเฉยๆ ไม่ได้หรือ
เห็นเสน่ห์อะไรในดนตรีคลาสสิก
ปุย : ดนตรีคลาสสิกเป็นเหมือนทฤษฎีที่ตายตัว มันคือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าถูกต้องที่สุดและลงตัวที่สุด ซึ่งในโลกนี้มีแค่ศาสตร์กับศาสนาเท่านั้นที่ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงมัน นอกเหนือจากสองอย่างนี้มนุษย์เราจะหาเหตุผลมาเปลี่ยนได้ในที่สุด
เป้ : ถ้าเปรียบเทียบดนตรีกับต้นไม้ ดนตรีคลาสสิกก็เหมือนเป็นราก ต้นไม้จะมีใบไม่ได้ถ้าไม่มีราก เสน่ห์มันอยู่ตรงนี้ อีกอย่างหนึ่งคือความที่มันมีวิวัฒนาการตลอด อย่างเช่นเมื่อก่อนมี Opera การแสดงสดคู่กับดนตรีคลาสสิก แต่ตอนนี้ก็ได้กลายเป็นดนตรี Soundtrack ในภาพยนตร์ที่มีคนนิยมมากกว่า
วิวัฒนาการของดนตรีคลาสสิกในปัจจุบัน
เป้ : ดนตรีคลาสสิกก็เหมือนวง Body Slam สมัยก่อน เหมือนเล่นซออู้ เหมือนตีขิม ที่ยังคงอยู่มาได้เรื่อยๆ มันก็น่าสนใจว่าเครื่องดนตรีบ้าอะไรอยู่มาถึง 300 ปี ไม่สูญพันธุ์สักที ทั้งๆ ที่กลุ่มผู้ฟังก็น้อย
ป่าน : วงร็อคที่ฟังดนตรีคลาสสิก เขาจะได้รับแรงบันดาลใจในการครีเอทงานใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้งานที่ออกมาไม่ได้บีบให้โฟกัสแค่เนื้อเพลงเท่านั้น แต่เป็นทำนองที่เป็นองค์ประกอบหลักในการทำเพลงแทน
เป้ : เหมือนคนที่บ้าเพลงเกาหลี ถึงแม้จะฟังไม่เข้าใจว่าร้องอะไร แต่เป็นเพราะการ Arrange เสียง และ Mix เสียง ทำให้กลายเป็นเพลงที่คนสนใจ คุณค่าของเพลงอยู่ที่คุณสัมผัสแล้วใช่นี่แหละครับ
ความเหมือนในความต่างระหว่าง ‘คน' กับ ‘ดนตรี'
เป้ : จิตวิญญาณของเครื่องดนตรีแต่ละตัวมันย่อมต่างกันไปตามนิสัยของผู้เล่นแต่ละคน คือมีวันหนึ่งไวโอลินปุยเสีย แล้วเอาไวโอลินของเป้ไปสีระหว่างที่อยู่ในห้องอัดแทน เสียงที่ออกมาก็ไม่เหมือนกัน แปลว่าคนที่สร้างเครื่องดนตรีชิ้นนั้นใส่ชีวิตให้มันทำให้มันเป็นเครื่องดนตรีที่ดีและคนเล่นถ่ายทอดบุคลิกนิสัยของตัวเองลงไป
ป่าน : ถ้าเราเล่นเครื่องดนตรีตัวไหนเป็นประจำ เราก็จะรู้ว่าโน้ตที่เรากดตรงไหนเสียงเป็นอย่างไร รู้ว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
ปุย : บางทีปุยไม่สนใจเขา เขาก็มีงอนนะ เล่นได้ไม่เพราะขึ้นมาเฉยเลย ปุยต้อง
ไปง้อให้กลับมาคืนดีเหมือนเดิม
การตีความที่ต่างมุม
ปุย : เวลาที่ตีความมันขึ้นอยู่กับความรู้สึก ณ ขณะนั้น ถึงแม้เรากำลังมีความรู้สึกเศร้า แต่ละคนก็ยังมีความเศร้าที่ต่างกัน มันเป็นเหมือนงานของนักแสดงที่อาศัยอารมณ์
เป้ : แต่อย่าคิดว่าอารมณ์ศิลปินจะช่วยในการตีความในความหมายของเพลง อารมณ์ศิลปินมันไม่ชัดอะไรสักอย่าง ‘อารมณ์ศิลปิน' เป็นคำที่มีไว้เพื่อเป็นข้ออ้างของศิลปินที่จะทำตัวเหวี่ยง หรือติสท์แตก ซึ่งจริงๆ งานศิลปะมันคือการตีโจทย์ เหมือนเป้กับป่านเล่นเพลงของ Beethoven เพลงเดียวกัน ป่านตีความอย่างหนึ่ง ผมจะตีความอีกอย่างหนึ่งก็ไม่มีใครผิด
ปุย : ความจริงศิลปินมีอะไรที่เหมือนกัน สิ่งที่นักทำศิลปะมีเหมือนกันคือจินตนาการ คือการเปิดกว้างให้กับทุกอย่าง คือการหาอะไรใหม่
ความรักกับเส้นทางดนตรีคลาสสิก
เป้-ทวีเวท ศรีณรงค์ : หนุ่มมาดเข้มนักไวโอลินที่เพิ่งจะเข้าวัย 31 เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา ที่มีดีกรีปริญญาเอกด้าน Doctor Musical Arts ที่นิวยอร์ก Stony Brook University, Long Island ซึ่งเขากำลังศึกษาอยู่ และระดับปริญญาโทด้าน Artist Diploma ที่ Yale School of Music เป็นนักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกคนแรกในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และร่วมบรรเลงเพลง ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์ ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ สมเด็จพระพี่นางฯ
ป่าน-อุทัยศรี ศรีณรงค์ : สาวหวานนักเชลโล เธอเลือกเดินตามรอยพี่ชายที่ได้รับทุนจากสมเด็จพระพี่นางฯ ให้เข้าเรียนต่อทางด้านดนตรีคลาสสิก (เครื่องสาย : เชลโล) ปริญญาตรีที่ Hong Kong Academy for Performing Arts หลังจากเข้าเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ 2 ปี
ปุย-พินทุสร ศรีณรงค์ : น้องสาวคนสุดท้องที่คุยสนุก ร่าเริง เธอเดินตามความฝันของตัวเองด้วยการเข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชั้นปีที่ 4 โดยทั้งสามคนพี่น้องร่วมกันทำ 3 อัลบั้มที่ผสมผสานดนตรีคลาสสิกเข้ากับดนตรีป๊อป ร็อค : Miracle (2008) VieTrio Love Birds (2009) VieTrio & Friends (2010) และมีโรงเรียนดนตรี Viemus ชั้น 4 เอสพลานาด เปิดสอนดนตรีให้กับผู้สนใจดนตรีคลาสสิก
ป่าน-อุทัยศรี ศรีณรงค์
"ความรักของป่านเป็นแบบอยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ เป็นตัวของตัวเองไม่ต้องวางฟอร์ม เพราะคนรักอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ต้องมีแบ่งเวลาให้เพื่อน ให้ครอบครัว ก็คงศึกษากันไปมากกว่าไปซีเรียส เพราะยังไม่ถึงเวลาคิดเรื่องแต่งงาน"
เป้-ทวีเวท ศรีณรงค์
"ผมว่าความรักมันต้องส่งเสริมกัน คนเราจะรักกันมันต้องคลิก เหมือนมีเคมีบางอย่างที่ทำให้เราเข้ากันได้ดีโดยที่ไม่ต้องพยายามให้ เขาชอบเรียกกันว่า คู่สร้างคู่สม คือมีความรักแล้วฉุดกันให้ดีขึ้นถึงจะเป็นความรักที่ดี"
ปุย-พินทุสร ศรีณรงค์
"ปุยผ่านความรักมาน้อย ความรักในตอนนี้คือหวาน อยู่กับคนรัก ไม่ต้องสวีทแต่ต้องมีความสุขและทำให้ความรักเป็นเรื่องสนุกๆ ไป"
"มันเป็นเรื่องยากที่ใครจะไม่ชอบดนตรี มันขึ้นอยู่กับว่าคุณได้สัมผัสกับมันจริงหรือเปล่า เพราะคนที่เกลียดดนตรีก็แปลกแล้วครับ"