Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060//s.isanook.com/ca/0/ud/286/1431043/newnewnewnewnewnewnew-thumbna_1.jpg
10 "คำไทย" ที่เปลี่ยนความหมายไปมาก ใช้ทุกวันแต่เพิ่งรู้... โบราณไม่ได้แปลว่าอย่างนี้!
เปิดวิวัฒนาการ 10 คำศัพท์ไทยที่ ความหมายเปลี่ยนมากที่สุด พร้อมเฉลยคำโบราณที่คุณอาจยังเข้าใจผิดๆ
ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทำให้คำบางคำที่เราใช้กันเป็นประจำในปัจจุบัน มีความหมายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อย้อนกลับไปในอดีต บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจ คำศัพท์ไทย 10 คำที่ความหมายพลิกผันไปมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางภาษาและสังคมที่น่าสนใจ
การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำเหล่านี้ มักเกิดจากการใช้ผิดบริบทซ้ำ ๆ การเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม หรือเกิดจากการกำหนดความหมายใหม่ให้แคบลงหรือกว้างขึ้น มาดูกันว่ามี คำโบราณ คำไหนบ้างที่คุณเคยเข้าใจความหมายผิดมาตลอด
10 คำศัพท์ไทยที่ความหมายเปลี่ยนไปมากที่สุด
นี่คือ 10 คำที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของ คำศัพท์ไทย ตามกาลเวลาอย่างชัดเจน โดยแบ่งความหมายออกเป็น 2 ยุค:
1. ขบ (จากกว้างสู่แคบ)
- ความหมายเดิม: กัดโดยรวม สามารถใช้ได้กับการถูกกัด/ตอด/เน้นด้วยเขี้ยวหรือปากของสิ่งมีชีวิตและสัตว์หลายชนิด (เช่น งูขบ, หมาขบ, ยุงขบ) ความหมายนี้ส่วนใหญ่เหลืออยู่ใน วรรณคดี และ สำนวนเก่า (เช่น ขบเขี้ยว หมายถึง กัดแน่น, หมาขบ) แต่ไม่ใช้ในภาษาพูดทั่วไปแล้ว
- ความหมายปัจจุบัน:เอาฟันเน้นเพื่อให้แตก หรือ เอาฟันหน้าเน้นกัน (เช่น ขบเมล็ดแตงโม, ขบกราม) ความหมายนี้กลายเป็นความหมายที่คนส่วนใหญ่นึกถึงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า "ขบ" โดยเน้นที่การใช้ฟันเพื่อแตกหักวัตถุที่แข็งหรือการใช้ฟันเน้นกัน (ขบฟัน)
คำว่า "ขบ" ได้เปลี่ยนจากคำกริยาที่ใช้กับการกัดทุกรูปแบบ (ไม่ว่าจะเป็นเขี้ยวหรือฟัน) ให้กลายเป็นคำกริยาที่เน้น วิธีการกัด/เคี้ยว ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยใช้ฟันเป็นเครื่องมือหลักในการทำให้แตก
2. วิบัติ (จากใหญ่สู่เล็ก)
- ความหมายเดิม:พิบัติ, ความฉิบหาย, ความหายนะ, ความเป็นอัปมงคล หรือ ก. ฉิบหาย (เช่น ทรัพย์สมบัติวิบัติ) ยังคงเป็นความหมายหลักในพจนานุกรมและวรรณคดี แต่ไม่ค่อยปรากฏในภาษาพูดทั่วไปแล้ว มักถูกแทนที่ด้วยคำว่า หายนะ หรือ ฉิบหาย
- ความหมายปัจจุบัน: ความเคลื่อนคลาด, ความผิดความหมายนี้ได้กลายเป็นความหมายที่ โดดเด่นและใช้บ่อยที่สุด ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อใช้คู่กับคำอื่น เช่น อักขราวิบัติ (ผิดพลาดเรื่องตัวอักษร), ภาษาวิบัติ (ผิดพลาดจากหลักไวยากรณ์)
คำนี้ไม่ได้เปลี่ยนจากบวกเป็นลบ (เพราะมีนัยยะลบมาตั้งแต่ต้น) แต่เปลี่ยนจากความหมาย ระดับใหญ่ (หายนะ) มาสู่ความหมาย ระดับเล็ก (ความผิดพลาดทางเทคนิค) ในการสื่อสารหลักของสังคม ทำให้ขอบเขตการใช้งานแคบลงอย่างชัดเจน
3. ลาง (คำที่ถูกแทนที่)
- ความหมายเดิม: ว. ต่าง, แต่ละ, บาง (เช่น ลางคน หมายถึง บางคน, ลางที หมายถึง บางที) ความหมายนี้ยังคงมีอยู่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ระบุเป็น ลาง ๔) และพบในสำนวนโบราณ (เช่น ลางเนื้อชอบลางยา) แต่ไม่เป็นที่รู้จักหรือใช้ในภาษาพูดทั่วไปแล้ว
- ความหมายปัจจุบัน: น. สิ่งหรือปรากฏการณ์ที่เชื่อกันว่าจะบอกเหตุดีหรือเหตุร้าย (ลางบอกเหตุ, ลางสังหรณ์, ลางร้าย)ความหมายนี้ได้กลายเป็นความหมายหลักที่คนไทยนึกถึงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า "ลาง" เนื่องจากมีการใช้บ่อยในบริบทความเชื่อและโหราศาสตร์
ความหมายในเชิง คำวิเศษณ์ (บาง/แต่ละ) ได้ถูกความหมายในเชิง คำนาม (สิ่งบอกเหตุ) เข้ามาแทนที่ในความรับรู้หลักของคนในสังคมปัจจุบัน
4. กา (ความหมายที่หายไป)
- ความหมายเดิม: เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า "ดำ" (มาจากภาษาบาลี/สันสกฤต) คำที่ใช้รากศัพท์เดียวกัน เช่น "กาสร" (กามีความหมายว่าดำ + อสรหมายถึงความเร็ว) ซึ่งหมายถึง "ควายดำ" (โดยเฉพาะตามวรรณคดี) และในอดีต "กา" ยังเคยหมายถึง "ชั่ว, ร้าย, เลว" ซึ่งอาจเกี่ยวโยงกับสีดำที่ให้ความรู้สึกด้านลบ
- ความหมายปัจจุบัน: 1. ชื่อสัตว์ปีกสีดำ (อีกา/นกกา) 2. เครื่องหมายผิด/กากบาท (มาจากการย่อคำว่า กากบาท) 3. ภาชนะสำหรับต้มน้ำ (กาต้มน้ำ)ความหมายเหล่านี้เป็นที่รู้จักและใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวัน จนทำให้ความหมายดั้งเดิมที่แปลว่า "ดำ" ในเชิงคำวิเศษณ์หายไปจากการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ ขณะที่ความหมายเดิมหายไปจนไม่เป็นที่รู้จัก
5. ทอดน่อง (เปลี่ยนจากบวกเป็นลบ)
- ความหมายเดิม: อาการที่เดินช้า ๆ ตามสบาย, เดินเล่น, เดินเอื่อย ๆ (Leisurely stroll) เป็นความหมายเชิงบวกหรือเป็นกลาง แสดงถึงการพักผ่อน
- ความหมายปัจจุบัน: มักถูกใช้เพื่อตำหนิ โดยสื่อถึงอาการ "เชื่องช้าไม่ทันการ" หรือ "เหลาะแหละ" โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการความเร่งรีบหรือความรับผิดชอบ เช่น “เวลาทำงานอย่าเดินทอดน่อง” เพื่อตำหนิความไม่กระตือรือร้น
จาก "สบายอารมณ์" (Positive/Neutral) กลายเป็น "ไร้ความรับผิดชอบ/เชื่องช้า" (Negative)การเปลี่ยนแปลงเกิดจากบริบทสังคมที่ให้คุณค่ากับความเร่งรีบ (Sense of Urgency) มากขึ้น
6. สำเหนียก (เปลี่ยนจากการรับรู้เป็นเชิงลบ)
- ความหมายเดิม: ฟัง, คอยเอาใจใส่, กำหนดจดจำ, พิจารณาตาม หรือหมายถึงการศึกษา/ตระหนักรู้ในเชิงบวก (เช่น "ผู้ใหญ่สอนอะไรก็ให้สำเหนียกไว้ให้ดี")
- ความหมายปัจจุบัน: มักใช้ในเชิงตำหนิ, ประชดประชัน หมายถึง การตระหนักถึงฐานะหรือข้อบกพร่องของตนเอง (ไม่รู้จักสำเหนียกตัวเอง)
โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และพจนานุกรมแปลทั่วไป ยังคงให้ความหมายเชิงบวกหรือเป็นกลาง
7. สาว (จากแคบสู่กว้าง)
- ความหมายเดิม:ใช้จำแนกช่วงวัยและสถานะอย่างละเอียด เช่น: สาวทึนทึก (สาวใหญ่ที่ยังไม่แต่งงาน อายุ 20-25 ปีขึ้นไป), สาวเทื้อ (สาวแก่ที่ยังไม่ได้แต่งงาน) หรือ สาวน้อย (14-17 ปี)
ความหมายละเอียดเหล่านี้ยังคงมีอยู่ในพจนานุกรมและตำรา แต่ ไม่เป็นที่รู้จักหรือใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว การใช้คำเหล่านี้มักมีนัยยะเชิงโบราณหรือล้อเลียน
- ความหมายปัจจุบัน: หญิงที่มีอายุพ้นวัยเด็ก (โดยทั่วไปเริ่มตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป) จนถึงวัยกลางคน หรือหญิงที่ยังไม่แต่งงาน ความหมายได้ขยายวงกว้างออกไปจนครอบคลุมผู้หญิงวัยรุ่นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น-กลาง (เช่น "นางเอกสาว" อาจมีอายุ 30 ปี) โดยไม่มีการแบ่งอายุที่เข้มงวดชัดเจน
คำนี้ได้เปลี่ยนจากคำที่มีการจำแนกสถานะและช่วงวัยอย่างละเอียด (แคบ) ไปเป็นคำที่ใช้เรียก หญิงรุ่น หรือ หญิงวัยผู้ใหญ่ที่ยังไม่แก่ ในความหมายที่ค่อนข้างทั่วไปและยืดหยุ่น (กว้างออก)
8. เมีย (ความหมายแคบลงและมีนัยยะ)
- ความหมายเดิม: เป็นคำบอกเพศเมีย โดยทั่วไป ใช้ได้ทั้งสัตว์ (เช่น ไก่เมีย, ม้าเมีย) และมนุษย์ในความหมายกลาง ๆพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานยังคงบรรจุความหมายนี้ไว้ (ระบุเป็นคำวิเศษณ์)
- ความหมายปัจจุบัน:น. ภรรยา, หญิงที่เป็นคู่ครองของชาย ใช้จำกัดอยู่กับมนุษย์เท่านั้น และใช้คู่กับคำว่า "ผัว" ความหมายนี้กลายเป็นความหมายหลักในภาษาพูดและในพจนานุกรม (ระบุเป็นคำนาม)
คำว่า "เมีย" ในบริบทปัจจุบัน ไม่ใช่คำสุภาพที่สุด (ต่างจาก "ภรรยา" หรือ "ภริยา") และในบางบริบท อาจถูกใช้ในเชิงลดทอนความสำคัญ หรือใช้ในบริบทที่ไม่เป็นทางการการใช้คำว่า "เมีย" มักขึ้นอยู่กับความสนิทสนมและสถานการณ์ หากใช้ในที่สาธารณะหรือในเอกสารทางการ อาจถูกมองว่าไม่สุภาพหรือลดทอนคุณค่าของผู้หญิง
คำนี้มีการเปลี่ยนจาก คำบอกเพศ ทั่วไป มาสู่ คำเรียกคู่ครองที่เฉพาะเจาะจง และเกิดนัยยะทางสังคมที่ซ้อนทับอยู่ ทำให้การเลือกใช้ต้องระมัดระวังบริบทมากยิ่งขึ้น
9. กระมัง (คำที่สูญหาย)
- ความหมายเดิม:คำแสดงความไม่แน่ใจ, คำแสดงความคาดคะเน (ใช้ไว้ท้ายประโยค) มีความหมายเดียวกับคำว่า "หรือเปล่า", "มั้ง", "กระหมั่ง" พจนานุกรมทุกฉบับยังคงให้ความหมายนี้เป็นความหมายหลัก (เช่น "เป็นเช่นนี้กระมัง")
- ความหมายปัจจุบัน: คำโบราณ/ล้าสมัย ถูกลดบทบาทในการสื่อสารประจำวันลงอย่างมาก และถูกแทนที่ด้วยคำที่เป็นกันเองและสั้นกว่าในภาษาพูด มักถูกแทนที่ด้วยคำว่า "มั้ง", "หรือเปล่า", "รึเปล่า", หรือ "ไหม"
คำว่า "กระมัง" ยังคงปรากฏอยู่ใน งานเขียน, วรรณกรรมย้อนยุค, บทกลอน, หรือภาษาที่ต้องการความสุภาพ/เป็นทางการในระดับสูง เพื่อให้ได้อรรถรสทางภาษาที่สละสลวย
10. เพลา (นามธรรม vs. รูปธรรม)
คำว่า "เพลา" เป็นตัวอย่างของคำพ้องรูปที่มีความหมายหลากหลายตามวิธีอ่านและที่มาของคำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจำกัดการใช้งานของความหมายที่เคยเป็นนามธรรม (เวลา) ให้เหลืออยู่ในบริบทที่เป็นทางการเท่านั้น
| ความหมายหลัก |
วิธีอ่าน |
ที่มา/ความหมายดั้งเดิม |
สถานะการใช้งานปัจจุบัน |
| เวลา / กาล / คราว (นามธรรม) |
เพ-ลา |
บาลี: เวลา / สันสกฤต: เวลา |
ใช้ในภาษาเขียน, ภาษาราชการ, วรรณคดี หรือบริบทที่ต้องการความสละสลวยเท่านั้น หายไปจากภาษาพูดทั่วไป |
| แกนล้อรถ / แกนหมุน (รูปธรรม) |
เพฺลา |
เขมร: ភ្លៅ (เภฺลา) |
ใช้เป็นคำศัพท์ทั่วไป ในเชิงวิศวกรรม, อุตสาหกรรม, และบริบททางช่าง (เช่น เพลาขับ, เพลาล้อ) |
| ตัก / ช่วงขา (รูปธรรม) |
เพฺลา |
เขมร: ភ្លៅ (เภฺลา) |
ใช้เป็นคำราชาศัพท์ (พระเพลา) และเป็นที่รู้จักในความหมายนี้ |
โดยสรุป การใช้คำว่า "เพ-ลา" ในความหมายว่า "เวลา" จึงมักถูกสงวนไว้สำหรับการสื่อสารที่ต้องการรักษากลิ่นอายของภาษาเก่า หรือในบริบทที่เป็นทางการเท่านั้น ในขณะที่ความหมายรูปธรรมยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน
สรุปวิวัฒนาการของคำศัพท์ไทย
การที่ คำศัพท์ไทย แต่ละคำมีการ เปลี่ยนความหมาย ไปจากเดิม แสดงให้เห็นว่าภาษาไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เป็นเครื่องมือที่ปรับตัวไปตามการใช้งานของผู้คนในสังคม คำที่เคยเป็นคำกลาง ๆ อาจกลายเป็นคำเชิงลบ หรือคำที่เคยมีความหมายเฉพาะเจาะจง ก็อาจถูกขยายให้กว้างขึ้น
การเรียนรู้เรื่องราวของ คำโบราณ เหล่านี้ จะช่วยให้เราเข้าใจรากฐานของภาษาได้ดียิ่งขึ้น และทำให้การใช้ภาษาไทยของเรามีความถูกต้องและสมบูรณ์มากขึ้น

แชร์เรื่องนี้