ชีวิตนี้ไม่ขอเป็นรักแรกของท่านจอหงวน: บทที่ 30 ตอนที่ 30
ตอนที่ 30
หวังโย่วทำเหมือนมองไม่เห็น ก้าวเท้าจะเดินไปหาเจ้าเมืองจิงจ้าว
ฉินจื๋อยืนทำหน้าบึ้งด้านหลังเขา หัวเราะในลำคอ พูดอย่างมีเลศนัย “จอหงวนยังไม่ถูกแต่งตั้งเป็นขุนนางกระมัง”
ถ้อยคำนี้ข่มขู่อย่างชัดเจน บิดาของเขาคือเสนาบดีกรมการคลัง การแต่งตั้งขุนนางย่อมต้องผ่านเขา
หวังโย่วหันกลับไปมอง ดวงตาของเขาราวกับเปลวไฟ ยกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “คำถามของรองหัวหน้าฉินน่าสนใจยิ่งนัก หรือผู้ที่ตัดสินแซ่หวังแต่งตั้งขุนนางหรือไม่ เป็นขุนนางกรมใด คือรองหัวหน้าฉิน หรือว่า...เสนาบดีฉิน”
ฮ่องเต้เจียเหอประทับอยู่บนบัลลังก์ ถ้อยคำนี้ทำให้...ฉินจื๋อกัดฟันแน่น ไม่กล้าตอบคำถาม
เขาหน้าดำคล้ำเครียด แล้วเปลี่ยนจากหน้าดำคล้ำเครียดเป็นซีดขาว แค่จอหงวนเพียงคนหนึ่งเท่านั้น สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบแล้วอย่างไรเล่า อย่างมากก็เป็นเพียงขุนนางระดับหกในสำนักฮั่นหลินเท่านั้น เวลานี้กล้าชักสีหน้าใส่เขา กล้ามีปัญหากับจวนฉิน
“จอหงวนพูดเป็นเล่น” ฉินจื๋อข่มความขุ่นเคืองเอาไว้ในใจ ฝืนยิ้ม “วันหน้าต้องทำงานร่วมกัน ขอให้จอหงวนหน้าที่การงานก้าวหน้า ได้เลื่อนขั้นในเร็ววัน”
ดูสิว่าเจ้าจะหยิ่งผยองได้นางเพียงใด!
หวังโย่วหันหลังทำความเคารพด้วยความจริงใจจนไม่รู้จะจริงใจเพียงใดแล้ว “แซ่หวังขอบคุณรองหัวหน้าฉิน”
ใบหน้าของฉินจื๋อโมโหจนซีดขาวอีกครั้ง
บรรยากาศในงานเลี้ยงฉยงหลินผ่อนคลาย เวลานี้เหล่าขุนนางพูดคุยและดื่มสุรากันอย่างมีความสุข อ่านกลอนกวีบรรเลงดนตรี ฮ่องเต้เจียเหอที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ก็พูดคุยเรื่องเรื่อยเปื่อยกับเหล่าขุนนางคนสนิท
จอหงวนเป็นที่จับตามอง ทว่าไม่อาจปล่อยให้บัณฑิตคนอื่นๆ ที่สอบผ่านขุนนางถูกเมินเฉย เมื่อถึงครึ่งหลังของงานเลี้ยง ไม่มีใครล้อมหวังโย่วแล้ว
เขาเพิ่งนั่งลง หวังฉินเซิงก็ขยับเข้าไปใกล้
วันนี้เขาได้เปิดโลกแล้วจริงๆ ทั้งได้เจอขุนนางใหญ่มากมาย ทั้งยังได้เห็นฮ่องเต้!
นี่คือบุญวาสนาชาติใดของเขากันหนอ จึงได้ร่วมงานเลี้ยงสำคัญเช่นนี้
“คุณชาย” เขาจับตามองหวังฝูตลอดเวลา พร้อมกับกำชับเขา “นายท่านบอกว่า...”
ความเป็นจริงก่อนออกเดินทางหวังฝูกำชับหวังฉินเซิง ให้เขาคอยเตือนหวังโย่ว ผู้มาร่วมงานเลี้ยงในคำคืนนี้ล้วนไม่ธรรมดา บอกให้เขาทำตัวดีๆ อย่าสร้างศัตรู
ทว่าคำพูดติดอยู่ที่ปาก รู้สึกว่างานที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นมื่นแบบนี้ ไม่ควรพูดให้เสียบรรยากาศ เขาจึงพูดอ้อมๆ “คุณชาย เมื่อครู่ดูเหมือนรองหัวหน้าฉินจะโกรธมากเลยนะขอรับ วันข้างหน้าเขาจะสร้างความลำบากใจให้คุณชายหรือไม่ขอรับ”
ขณะพูด เขากำลังจะรินเหล้าให้หวังโย่ว ทว่าคิดขึ้นได้ว่าเมื่อครู่หวังโย่วดื่มไปหลายแก้วแล้ว จึงวางจอกสุราลง
เขาถามเช่นนี้ จู่ๆ ภาพหวังฉินเซิงพูดด้วยน้ำตาก็ฉายขึ้นในความคิดของเขา “ยิ่งวิ่งหนี ยิ่งอ้อนวอน พวกเขาก็ยิ่งทำร้ายข้าอย่างมีความสุข เตะต่อยข้าอย่างสะใจ ในสายตาของพวกเขา ข้าเป็นเพียงของเล่นที่สร้างความสนุกให้พวกเขาเท่านั้น”
เขาขมวดคิ้ว ขจัดเสียงนี้ออกไป ยื่นขนมให้หวังฉินเซิง “นักปราชญ์ย่อมรู้จักวางตัว แต่คนพวกนั้น เจ้าถอยหนึ่งก้าว พวกเขารังแต่จะได้ใจ”
หวังฉินเซิงคล้ายเข้าใจและคล้ายไม่เข้าใจ รับขนมด้วยความดีใจ ขณะกำลังจะชวนคุณชายคุย ก็ได้ยินข้าหลวงร้องเสียงยาว “องค์หญิงใหญ่หรงหวาเสด็จ!”
…
เวินหนิงรู้ดีว่าคืนนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
งานเลี้ยงฉยงหลินเมื่อชาติก่อน เสิ่นจิ้นไปร่วมงาน สิ่งแรกที่ทำหลังจากกลับมาคือ มาจวนเวิน
แม้จะกลางดึก ไม่เหมาะสมเท่าใดนัก ทว่าตอนนั้นทั้งสองหมั้นหมายกันแล้ว อีกทั้งเขายัง ‘ติด’ รถม้าของเวินถิงชุนกลับมา จึงมาถึงจวนเวินอย่างราบรื่น เวินถิงชุนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ได้สนใจเรื่องของลูกสาว
คืนนั้นเสิ่นจิ้นเล่าเรื่องในงานเลี้ยงฉยงหลินให้นางฟัง
เริ่มจากไม่รู้ว่าจอหงวนคนใหม่มีปัญหากับฉินจื๋อบุตรชายของเสนาบดีฉินได้อย่างไร ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน แทบจะเสียมารยาทต่อหน้าฝ่าบาท ตามด้วยเรื่องขององค์หญิงใหญ่หรงหวา
กระทั่งเวลานี้นางยังจำสีหน้าของเสิ่นจิ้นได้
“องค์หญิงใหญ่หรงหวาสวดมนต์ไหว้พระนับสิบปี สิบกว่าปีมานี้นางไม่เคยก้าวออกจากห้องพระของจวนกั๋วกง แต่วันนี้กลับไปร่วมงานเลี้ยงฉยงหลิน!”
“องค์หญิงใหญ่หรงหวา?”
ตอนที่องค์หญิงใหญ่เริ่มสวดมนต์ไหว้พระ เวินหนิงยังไม่ลืมตาดูโลก เมื่อโตขึ้นนางก็อยู่แต่ในจวน นางในตอนนั้น จึงไม่รู้ว่าในราชสำนักมีองค์หญิงใหญ่
เสิ่นจิ้นอธิบายให้นางฟัง “องค์หญิงใหญ่หรงหวาคือพี่สาวของฮ่องเต้ ซึ่งฮ่องเต้ให้เกียรตินางมาก เคยช่วยดูแลงานในราชสำนัก หลังจากองค์หญิงอภิเษกสมรสกับฮู่กั๋วกง นางถอนตัวจากงานในราชสำนัก แต่น่าเสียดายเมื่อสิบเก้าปีก่อนท่ามกลางความวุ่นวายของแคว้น ทายาทเพียงคนเดียวขององค์หญิงใหญ่หายตัวไป องค์หญิงใหญ่ตามหาบุตรชายนานหลายปีแต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ จากนั้นจึงตัดสินใจสวดมนต์ไหว้พระ ไม่ออกจากเรือน”
“แล้วองค์หญิงใหญ่ไปทำอะไรที่งานเลี้ยงฉยงหลินหรือ”
“นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจ!” เสิ่นจิ้นดื่มหนักไปเล็กน้อย เขาจึงพูดเสียงดัง “ได้ยินว่าฝ่าบาททรงออกฎีกาเชิญด้วยตนเอง บัณฑิตรุ่นนี้อายุใกล้เคียงกับซื่อจื่อจวนกั๋วกงที่หายตัวไป อยากจะให้องค์หญิงใหญ่เจอเหล่าบัณฑิตที่มีชีวิตชีวา จะได้คลายความเศร้า”
เวินหนิงไม่เข้าใจ “ยิ่งเห็นก็ยิ่งคิดถึงไม่ใช่หรือ แล้วจะไม่ยิ่งเศร้า?”
“ฮ่องเต้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ได้อย่างไร เจ้าเดาสิว่าหลังจากองค์หญิงใหญ่ไปแล้วเป็นอย่างไร”
“เป็นอย่างไร”
“เจ้าเคยได้ยินชื่อจอหงวนคนใหม่หวังโย่วหรือไม่”
เวินหนิงพยักหน้า “สองวันนี้ทุกหนแห่งล้วนมีแต่เรื่องของเขา ย่อมเคยได้ยินเป็นธรรมดา" “ตอนองค์หญิงใหญ่เสด็จไปถึง หวังโย่วกำลังมีปากเสียงกับฉินจื๋อ องค์หญิงใหญ่ถูกชะตากับเขา ตั้งแต่แรกเจอ ไม่สนใจว่าขณะนั้นทั้งสองทะเลาะอะไรกัน เดินเข้าไปหาหวังโย่วแล้วถามด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า ถามว่าเขาอายุเท่าใด บ้านอยู่ที่ใด พ่อแม่ยังมีชีวิตหรือไม่ ดูจากสถานการณ์แล้ว คล้ายคิดว่าจอหงวนคนใหม่คือบุตรชายที่หายตัวไป!”
เวินหนิงในตอนนั้นหัวเราะ “มีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไร นิทานยังไม่กล้าเขียนน้ำเน่าขั้นนี้ องค์หญิงใหญ่คิดไปคนเดียวกระมัง”
ตอนนั้นเสิ่นจิ้นจิปาก บอกว่ามองจอหงวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว มีความคล้ายคลึงกับองค์หญิงใหญ่ ทว่าเวินหนิงไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ
คิดไม่ถึงว่าโลกใบนี้จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ เรื่องจริงเพ้อฝันยิ่งกว่าในนิทาน
หลังจากนั้นจวนกั๋วกงสืบพบว่าหวังโย่วคือซื่อจื่อที่หายตัวไปจริงๆ แค่ว่าตอนนั้นเจอคนค้าทาส หรือว่าเพราะสาเหตุบางอย่างจึงไม่อาจสืบต่อไปได้ ในตอนหลังซื่อจื่อระหกระเหินไปอยู่กับครอบครัวที่มีฐานะในหลิงหลาน
ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีครอบครัวนั้นถูกสังหารและปล้น เหลือแค่ซื่อจื่อเพียงคนเดียว ตอนหลังจึงได้ตระกูลหวังรับไปเลี้ยง
อีกด้านหนึ่ง งานเลี้ยงฉยงหลินในเวลานี้ หวังโย่วไม่ได้มีปากเสียงกับฉินจื๋อ แต่ถูกฮ่องเต้เจียเหอตรัสถึง
“นี่คือจอหงวนคนใหม่ในปีนี้ ทั้งยังเป็นจอหงวนคนแรกของแคว้นต้าอิ้นที่สอบได้อันดับหนึ่งทั้งหกสนามสอบ หรงหวา เจ้าช่วยข้าดูสิว่า เขาเป็นอย่างไร” ฮ่องเต้เจียเหอไม่ได้ฉลองพระองค์ชุดคลุมมังกร เพียงฉลองพระองค์ด้วยชุดสีดำปักดิ้นทองลายมังกรที่ใส่ทั่วไปเท่านั้น ประทับเก้าอี้ ทอดพระเนตรหวังโย่วด้วยความภาคภูมิใจ
องค์หญิงใหญ่ประทับอยู่ทางด้านขวาของฮ่องเต้ เมื่อทอดพระชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สายพระเนตรขององค์หญิงใหญ่ก็จับจ้องที่เขา
องค์หญิงใหญ่ลุกขึ้น ภายใต้โคมไฟในวังหลวง ผิวขององค์หญิงใหญ่ที่ไม่ได้ออกนอกเรือนมานานหลายปีขาวสว่างยิ่งนัก ขอบตาของพระนางแดงก่ำ “นี่คือ...จอหงวน ปีนี้อายุเท่าใด บ้านอยู่ที่ใด พ่อแม่ยังมีชีวิตหรือไม่”
ไม่รอหวังโย่วตอบ นางก็รีบถาม “เอวของเจ้า มีปานรูปสาลี่หรือไม่”
ทั้งงานเลี้ยงฉยงหลินเงียบสงัด