ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 34 กลัวหัวหน้าห่วงใยกะทันหัน ตอนที่ 34
ตอนที่ 34 กลัวหัวหน้าห่วงใยกะทันหัน
เมื่อรู้ว่าที่ป้าเจียงหกล้มเป็นฝีมือของจ้าวโหย่วจื้อ ป้าเจียงกับอิงเถาก็โกรธมาก ตอนนี้จ้าวโหย่วจื้อถูกคนต่อย แน่นอนว่าพวกนางย่อมดีใจ สมน้ำหน้า หาเรื่องเอง
หลังจากด่าเสร็จ ป้าเจียงก็ถอนหายใจ “กรรมตามสนอง! ป้าหลี่มีบุตรชายเช่นนี้ช่างน่าสงสาร”
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเลว แต่เห็นเขาน่าสังเวชขนาดนี้ก็อดสงสารไม่ได้
ถึงได้บอกว่าป้าเจียงใจจิตใจดี
ในตรอกดอกท้อยังมีคนจิตใจดีแบบนี้มากมาย คนที่อาศัยอยู่ในตรอกนี้ล้วนแต่เคยเสียเปรียบให้ป้าหลี่ ปกติเอ่ยถึงนางยังกัดฟันด้วยความโมโห แต่ตอนนี้กลับเข้าไปช่วยพาคนไปโรงหมอเงียบๆ
แต่อวี๋จือกลับไม่เห็นด้วยกับคําพูดของป้าเจียงเท่าไหร่ “ผู้ที่น่าสงสารต้องมีเหตุให้ถูกดูหมิ่น แต่ความน่าสงสารของนางตอนนี้เกิดจากนางทำตัวเองทั้งนั้น จ้าวโหย่วจื้ออันธพาลภายในวันเดียวเช่นนั้นหรือ ตอนเขายังเด็กทำไมนางถึงไม่สั่งสอนเขา หากสั่งสอนเขาเมื่อเขาทําผิดตั้งแต่ครั้งแรก เขาจะเติบโตมาเป็นคนอันธพาลเช่นนี้หรือ
นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า “อบรมสั่งสอนลูกไม่ดี คือความผิดพลาดของคนเป็นพ่อ” จ้าวโหย่วจื้อไม่มีพ่อ ป้าหลี่ก็ต้องสั่งสอนบุตรชายตัวเองแทนพ่อของเขา นางไม่สั่งสอนบุตรชายตัวเอง มันคือความผิดของนาง ไม่เพียงแต่ไม่สั่งสอน แล้วยังไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้บุตรชาย ในฐานะคนเป็นแม่ ตัวเองยังไร้ศีลธรรม แล้วบุตรชายจะมีได้เช่นไร ดังนั้นผลที่ตามมานางต้องรับไว้เอง”
ป้าเจียงกับอิงเถาตกใจ ผ่านไปครู่หนึ่ง ป้าเจียงก็เอ่ยว่า “แม่นางเอ่ยมีเหตุผลเจ้าค่ะ”
แต่กลับแอบเอ่ยกับอิงเถาว่า “ต้องเรียนหนังสือ เรียนหนังสือจึงจะเข้าใจในหลักธรรม แม่นางเรียนหนังสือเยอะจึงเข้าใจเช่นนี้ ข้าเกิดก่อนแม่นางตั้งหลายปีแต่กลับใช้ชีวิตอย่างเลอะเลือนมาทั้งชีวิต”
เห็นพวกเขาน่าสังเวชเพียงนั้นนางก็ใจอ่อน ลืมไปว่าพวกเขาทําให้ตัวเองข้อเท้าพลิก ทำไมถึงไม่รู้จักจำ ป้าเจียงสำนึกผิด
ตัวการถูกลงโทษแล้ว แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยคนที่ผลักป้าเจียงไป กาเข้าฝูงกาหงส์เข้าฝูงหงส์ คนที่คบกับจ้าวโหย่วจื้อได้ก็คงไม่ต่างกัน อวี๋จือลงโทษเขาอย่างไม่รู้สึกลำบากใจเลยแม้แต่น้อย
และแล้ววันหนึ่งสหายคนสนิทของจ้าวโหย่วจื้อก็ถูกชนล้มบนถนนที่คึกคัก บังเอิญจริงๆ ที่เขาข้อเท้าพลิกเหมือนกันแม้แต่ยาที่ใช้ยังเหมือนป้าเจียง
พอได้แก้แค้นแล้ว หัวใจที่สงบของป้าเจียงก็ร้อนรนขึ้นมาอีกครั้ง “แม่นาง บ่าวหายดีแล้ว ท่านดูสิเจ้าคะ เดินไม่เจ็บแล้ว ท่านให้บ่าวออกไปตั้งแผงลอยเถิดเจ้าค่ะ”
ขายขนมเซียงปิ่งราดซอสวันหนึ่งได้เงินอย่างน้อยสองสามร้อยอีแปะ เสียเวลาไปเปล่าๆ นางเสียดาย
แต่อวี๋จือกลับไม่เสียดาย ปลอบใจนางเรียบๆ “ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ ร่างกายแข็งแรงคือสิ่งสําคัญที่สุด หาเงินได้มากแค่ไหน หากคนเป็นอะไรไป เจ้าคิดว่าเราจะขาดทุนหรือไม่”
บริษัทที่ดีต้องมีวัฒนธรรมองค์กรของตัวเอง บริษัทแบบนี้ถึงจะเติบโตได้ดี ใช่แล้ว ออฟฟิศเล็กๆ ของเธอ...ปัดเศษขึ้นก็เท่ากับเป็นบริษัทแล้ว
งานเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ... บริษัท ถุ้ย พูดผิดอีกแล้ว เอาใหม่
อวี๋จือกระแอมและพูดในใจ วัฒนธรรมองค์กรของบริษัทเราคือคนเป็นศูนย์กลาง ในฐานะหัวหน้า ต้องใส่ใจสุขภาพของพนักงาน
พนักงานมีสุขภาพแข็งแรง อารมณ์ก็จะดี เมื่ออารมณ์ดีแล้ว มูลค่าการสร้างสรรค์ก็จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อมูลค่าการสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น หัวหน้าถึงจะมีชีวิตที่ดี
วัฏจักรที่ดี สมบูรณ์แบบ
อวี๋จือยื่นมือออกมาทำท่าสองนิ้ว!
ภูมิใจ! ถ้ามีหางอยู่ข้างหลัง เธอต้องกระดิกหางไปมาแน่นอน
“ขาดทุนเจ้าค่ะ!” ป้าเจียงเงียบ แล้วอดเอ่ยออกมาไม่ได้ “แม่นางสงสารบ่าว บ่าวซาบซึ้งใจ แต่บ่าวหายดีแล้ว หากไม่ทำอะไรเลยเช่นนี้ ร่างกายคงแข็งกระด้าง บ่าวไม่สบายใจ แม่นางของบ่าว ท่านอนุญาตเถิดนะเจ้าคะ” นางขอร้องอ้อนวอน
คนเป็นบ่าวไม่กลัวงานหนัก แต่กลัวไม่มีงานมากกว่า นางไม่สบายใจ
ในฐานะลูกจ้าง อวี๋จือเข้าใจป้าเจียง
ไม่กลัวหัวหน้าทำสีหน้าบึ้งตึง แต่กลัวหัวหน้าห่วงใยอย่างกะทันหัน เจ้าคิดว่าเขาจะมอบหมายงานสำคัญให้เจ้า หรือเลื่อนขั้นให้เจ้าอย่างนั้นเหรอ
ผิด! เขาอาจจะไล่เจ้าออกจากงาน
แต่อวี๋จือไม่ใช่หัวหน้าแบบนั้น เธอเป็นหัวหน้าที่มีศีลธรรม!
“ใครบอกว่าเจ้าไม่ทํางาน” ข้าวสามมื้อต่อวัน ขนมที่เธอกิน แล้วยังมีเสื้อผ้าที่เธอใส่ ล้วนแต่เป็นฝีมือของป้าเจียงไม่ใช่เหรอ
พนักงานขยันเกินไป หัวหน้าประทับใจมาก
“เอาล่ะ เอาล่ะ ป้าเจียงหยุดพูดได้แล้ว ข้าไม่มีทางอนุญาต ข้าบอกแล้วว่าหลังฤดูใบไม้ร่วงก็คือหลังฤดูใบไม้ร่วง” อวี๋จือปัดมือไปมา สายตาเป็นประกาย แล้วเอ่ยอย่างมีลับลมคมนัย “ช่วงนี้ข้ากำลังคิดเครื่องปรุงรสใหม่ เอาไว้ใส่ในขนมเซียงปิ่งราดซอส รสชาติขนมเซียงปิ่งราดซอสของเราต้องอร่อยกว่าเดิมแน่นอน”
ป้าเจียงถูกเบี่ยงเบนความสนใจจริงๆ “จริงหรือเจ้าคะ เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ!”
ขนมเซียงปิ่งราดซอสของพวกนางอร่อยอยู่แล้ว หากอร่อยมากกว่าเดิม ในทุกๆ วันก็คงขายได้มากขึ้น เช่นนั้นกำไร...
ป้าเจียงหัวใจร้อนผ่าว แม้แต้อิงเถาก็ตื่นเต้น “แม่นางมีอะไรให้บ่าวทำหรือไม่เจ้าคะ”
อวี๋จือไม่อ้อมค้อม ชี้นิ้วไปที่กุ้งตากแห้ง “นั่นไง พวกนั้น อิงเถา ยามบ่ายเจ้าไปซื้อเครื่องโม่หินเล็กๆ มา เมื่อตากแห้งพอสมควรแล้วก็บดให้เป็นผง”
“ต่อไป ป้าเจียงรับผิดชอบตากกุ้งแห้ง ต้องตากให้แห้งสนิท อิงเถารับผิดชอบบดเป็นผง บดให้ละเอียด” อวี๋จือมอบหมายงาน
กุ้งแห้งตัวเล็กจริงๆ เล็กกว่าข้อนิ้วมือของคนเสียอีก ไม่มีเนื้อไม่พอแล้วยังทิ่มปาก หิวแค่ไหนก็ไม่มีใครอยากกินจึงมักจะเอามาเลี้ยงไก่
ตอนนี้บอกว่ามันมีประโยชน์ สามารถใช้เป็นเครื่องปรุงรส เพิ่มรสชาติที่สดใหม่ ใครคงไม่เชื่อ
แต่ป้าเจียงกับอิงเถาเชื่อ พวกนางเชื่อใจอวี๋จือ แม่นางบอกว่าสามารถทําเป็นเครื่องปรุงรส เช่นนั้นก็ต้องทําเป็นเครื่องปรุงได้แน่นอน แม่นางบอกว่าสามารถเพิ่มรสชาติที่สดใหม่ เช่นนั้นต้องเพิ่มรสชาติได้แน่นอน
พวกนางสองคนตระหนักได้ว่า “แปลกทีเดียวที่แม่นางให้พวกเด็กขอทานไปช้อนกุ้ง บ่าวคิดว่าแม่นางสงสารพวกเขาเสียอีก”
นำกุ้งตัวเล็กๆ มาแลกเงิน แลกของกิน ใครจะทำเรื่องเช่นนี้
อวี๋จือยิ้ม เธอไม่ได้เปิดมูลนิธิสักหน่อย จะให้ของพวกเขาฟรีๆ ได้อย่างไร ถึงแม้จะสงสารพวกเขา เธอก็ต้องบอกพวกเขาว่าสิ่งของทุกสิ่งที่ได้มาต้องแลกด้วยแรงงาน
ขอทานอย่างพวกเขาลำบากมามากก็จริง แต่เธอจะทำให้พวกเขาเคยชินกับการชุบมือเปิบไม่ได้ ทำเช่นนั้นดูเหมือนช่วยพวกเขา แต่ที่จริงแล้วมันคือการทําร้ายพวกเขา
โหวฮูหยินถือกรรไกรตัดแต่งกิ่งดอกไม้อีกแล้ว หลังจากโหวฮูหยินตัดไปสามกระถาง ผู้ดูแลเซียงหลันที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยเบาๆ “ในจวนล้วนแต่ลือว่าคุณชายสามมีผ้าไหมเยียนหลัว ซื่อจื่อฮูหยินกับฮูหยินน้อยรอง...”
“เรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่” โหวฮูหยินตกใจ “ทําไมข้าไม่รู้” หากเจ้าสามมีผ้าไหมเยียนหลัว เขาต้องนำมาให้นางแน่นอน
“ช่วงนี้เจ้าค่ะ พวกบ่าวลือกัน บ่าวก็ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ ลือกันราวกับเป็นเรื่องจริง แม้แต่สีของเนื้อผ้าก็รู้เจ้าค่ะ”
โหวฮูหยินขมวดคิ้ว เซียงหลันเห็นจึงรีบเปลี่ยนคําพูด “ท่านไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ บ่าวสั่งแล้วว่าห้ามใครพูดจาเหลวไหล แต่...”
นางเหลือบมองสีหน้าของโหวฮูหยิน เอ่ยอย่างใจกล้า “บ่าวคิดว่า ทุกคนในจวนล้วนแต่คิดว่าเป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ”
โหวฮูหยินขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม “ไปดูว่าคุณชายสามอยู่ที่จวนหรือไม่ เชิญเขามาหาข้าหน่อย”
โหวฮูหยินไม่พอใจ นางคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง บุตรชายของนาง นางย่อมรู้จักดี หากเจ้าสามมีผ้าไหมเยียนหลัวจริงๆ เช่นไรเขาก็ต้องบอกนาง
ต้องมีคนในจวนปั้นเรื่องขึ้นมาแน่นอน คิดจะใส่ร้ายเจ้าสามหรือ เหอะ คงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว