ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 31 คุณชายสาม หวานหรือไม่เจ้าคะ ตอนที่ 31
ตอนที่ 31 คุณชายสาม หวานหรือไม่เจ้าคะ
มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังออกมาส่งอวี๋จือที่ประตู กลับมาเห็นหลานชายตัวเองกําลังกอดขนมห่อหนึ่ง สายตาเป็นประกาย จึงอดยิ้มไม่ได้ “อยากทานหรือ ย่าถือให้เจ้า”
ก่อนจะหันไปคุยกับสามี “แม่นางอวี๋คนนี้ช่างมีความรู้มีมารยาท พูดจาไพเราะ ไม่เลวเลยทีเดียว”
บิดาบัณฑิตซิ่วไฉจังกําลังยุ่งอยู่กับงาน “เจ้าอย่าไปฟังพวกนั้นเอ่ยเหลวไหล อายุปูนนี้แล้วยังปั้นเรื่องใส่ร้ายนาง น่าอาย”
“ไม่มีลมจะมีคลื่นได้เช่นไร ท่านจะเข้าใจอะไร” มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังเหลือบมองเขา จากนั้นก็คิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
พอดีกับที่บัณฑิตซิ่วไฉจังเดินออกมาจากห้องหนังสือ เอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “ท่านแม่ ป้าหลี่ปั้นเรื่องทำลายชื่อเสียงแม่นางอวี๋ ท่านแม่อย่าได้หูเบาไปขอรับ”
“แม่รู้ แม่รู้ แม่ของเจ้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ” ไม่พอใจนักที่ลูกชายใส่ร้ายตัวเอง
“ลูกไม่มีความหมายอื่น แค่เตือนท่านว่าผู้หญิงคนเดียวอย่างแม่นางอวี๋ใช้ชีวิตไม่ง่ายหรอกขอรับ”
มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังสายตาเป็นประกาย “ข้าจะมีเวลาไปสนใจคนอื่นได้เช่นไร แค่เจ้าข้าก็กลุ้มใจมากพอแล้ว แม่ของเหมาต้านเสียไปตั้งสามปีแล้ว เจ้าควรหาอีกคนได้แล้ว ข้ากับพ่อของเจ้าแก่แล้ว อยู่กับเจ้าตลอดชีวิตไม่ได้ เจ้าไม่มีคนรู้ใจอยู่ข้างๆ ข้าตายไปก็ไม่สบายใจ”
“ท่านแม่ ตอนนี้ลูกยังไม่คิดเรื่องนี้ เหมาต้านยังเล็ก...”
มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังไม่อยากได้ยินคำนี้มากที่สุด “เด็กอะไร สี่ขวบแล้ว ถือโอกาสตอนนี้ข้ายังอยู่ ยังเลี้ยงให้เจ้าได้สองสามปี พวกเจ้าสองคนไปใช้ชีวิตของตัวเอง แม่ว่าโหรวเหนียงตระกูลท่านลุงของเจ้าไม่เลว ตระกูลท่านลุงของเจ้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน หรือให้แม่หาคนมาดูดวงของพวกเจ้าดีหรือไม่” นางหลอกถาม
บัณฑิตซิ่วไฉจังตกใจ “อย่านะขอรับท่านแม่ โหรวเหนียงเพิ่งจะอายุเท่าไหร่ ลูกเห็นนางเป็นเหมือนน้องสาวแท้ๆ”
“โหรวเหนียงอายุสิบหกแล้ว แต่งงานได้ตั้งนานแล้ว” มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังเอือมระอา กัดฟันเอ่ยเบาๆ “อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้ว่าเจ้าคิดอะไร เจ้าชอบแม่นางอวี๋ใช่หรือไม่”
คลานออกมาจากท้องของนาง นางจะไม่รู้ได้เช่นไร เมื่อก่อนบอกให้เข้าออกบ้านยังยากกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก วันๆ เอาแต่เขียนบทความในห้องหนังสือทั้งวัน ตั้งแต่แม่นางอวี๋ย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาก็อยากออกจากบ้านวันละแปดครั้ง คิดว่าจะได้เจอนาง
หากไม่เจอ มุมปากก็จะห้อย ทำหน้าหมองทั้งวัน
หากเจอก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ท่าทีเต็มไปด้วยความดีใจ
นางเห็นหมดแล้วแค่ไม่พูดเท่านั้นเอง
บัณฑิตซิ่วไฉจังตกใจ “ท่านแม่ พูดเบาๆ หน่อยขอรับ อย่าทําให้นางเสียชื่อเสียง”
มันเป็นเพียงความปรารถนาฝ่ายเดียวของเขา พ่อหม้ายลูกติดอย่างเขาไม่คู่ควรกับแม่นางที่ดีเพียงนั้น
มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังโมโห “ข้าทำให้นางเสียชื่อเสียงหรือ ก็เพราะเจ้าเอาแต่คิดถึงนาง ข้าจะบอกความจริงกับเจ้า เจ้าคงได้แค่คิด ไม่มีทางเป็นไปได้”
เห็นบุตรชายก้มหน้าก้มตา มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังก็สงสาร “แม่นางอวี๋หน้าตางดงามเช่นนั้น จะเป็นแม่นางธรรมดาได้เช่นไร ครอบครัวของเราไม่มีปัญญาเลี้ยงนาง
แล้วยังมีคุณชายที่เข้าไปในบ้านของนาง แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน ไม่เคยเห็นคุณชายที่สง่างามเช่นนี้ เจ้าจะสู้เขาได้หรือ”
บัณฑิตซิ่วไฉจังหน้าแดง “นั่นคือลูกพี่ลูกน้องของแม่นางอวี๋ขอรับ”
“ลูกพี่ลูกน้องจริงหรือไม่ไม่รู้ แต่ต่อให้เป็นลูกพี่ลูกน้อง หน้าตางดงามอย่างแม่นางอวี๋ ผู้ชายคนไหนเห็นก็ต้องหวั่นไหว คนโบราณบอกว่าลูกพี่ลูกน้องเกิดมาคู่กัน”
ลูกชายอายุยังน้อยมองไม่ออกแต่คนเป็นแม่อย่างนางกลับมองออกอย่างชัดเจน หากเป็นลูกพี่ลูกน้องธรรมดา ใครจะมาเยี่ยมเยียนไกลขนาดนี้ ลูกชายตัวเองก็มีลูกพี่ลูกน้องเหมือนกัน ไม่เคยเห็นจะคุยกับลูกสาวท่านลุงตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไปเยี่ยมเยียนถึงบ้าน
เรื่องของผู้ชายกับผู้หญิง นางไม่มีทางมองผิด
แม่นางอวี๋คือหงส์ ถึงแม้จะอาศัยอยู่ในตรอกโกโรโกโส แต่ก็ยังคงเป็นหงส์ ไม่ช้าก็เร็วต้องโบยบินออกไป
“ลูก ลูกกลับไปอ่านหนังสือที่ห้องหนังสือดีกว่าขอรับ”
มองลูกชายที่มีท่าทีราวกับวิ่งหนี มารดาบัณฑิตซิ่วไฉจังก็ไม่สบายใจแต่ไม่นานนางก็คิดได้ แม่นางอวี๋ไม่คู่ควรกับครอบครัวของพวกเขา บุตรชายคงต้องผิดหวัง ไม่ช้าก็เร็วต้องเป็นเช่นนี้ เวลาผ่านไปประเดี๋ยวก็ดีขึ้น
อวี๋จือไม่รู้ว่าตัวเองยังมีคนแอบชอบอีกคนหนึ่ง เธอกําลังลองเสื้อผ้าอย่างมีความสุข “คุณชายสาม สวยหรือไม่เจ้าคะ”
เธอเหยียดแขนหมุนไปมาหน้าเหวินจิ่วเซียว ชายกระโปรงปลิวไสว ราวกับดอกบัวยามฤดูร้อน
หัวหน้าใจดีเกินไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะทําเสื้อผ้าให้เธอตั้งสี่ตัว แล้วยังเอาผ้าไหมเยียนหลัวมาให้เธอด้วย
ทั้งผืนเลยนะ! ผ้าไหมเยียนหลัว! แพงมาก! เพราะครั้งก่อนเธอพูดถึงเหรอ จุ๊ๆๆ หัวหน้าที่ใจกว้างแบบนี้ยังมีอีกไหม เอามาให้เธออีกสักโหล
“งาม” เหวินจิ่วเซียวสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่หากมองดีๆ จะเห็นว่ามุมปากของเขากระดกขึ้นเบาๆ
งดงามจริงๆ ผู้หญิงคนนี้หน้าตางดงาม ไม่ว่าเสื้อผ้าเลิศหรูเพียงใดก็ไม่อาจกลบความงามของนางได้ แต่กลับขับเน้นให้นางดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
ใบหน้าเล็กๆ มักจะยิ้มแย้มแจ่มใสเปล่งประกาย อบอุ่น อบอุ่นถึงก้นบึ้งของหัวใจ
เหวินจิ่วเซียวอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบนางกับผู้หญิงในจวน พี่สะใภ้ใหญ่น่าเบื่อ พี่สะใภ้รองหยิ่งผยอง พี่หญิงใหญ่...แต่งงานออกเรือนไปหลายปีแล้ว เขาจําหน้าตาของนางตอนนี้ไม่ได้จริงๆ แต่ในความทรงจํานางไม่สวยสักเท่าใด
มีเพียงหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ นางแปลกแต่กลับมีเสน่ห์ ดูธรรมดาแต่กลับงดงาม ไม่มากไม่น้อยเกินไป กําลังพอดี
จู่ๆ อวี๋จือก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ถามว่า “คุณชายสาม ผ้าไหมเยียนหลัวแพงมากใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เหวินจิ่วเซียวพยักหน้า “อืม”
อวี๋จือระมัดระวัง “เช่นนั้นท่านยังมีเงินอยู่หรือไม่เจ้าคะ ชิงเฟิงบอกว่า...” โยนให้ชิงเฟิงทันที แต่กลับทำท่าทีเสียใจที่เผลอพูดออกมา
เหวินจิ่วเซียวมองเธอ “ชิงเฟิงบอกว่าอะไร”
อวี๋จือลังเลแต่สุดท้ายก็มองสีหน้าของเขาพลางพูดเบาๆ “ชิงเฟิงเป็นห่วงท่าน บอกว่าท่านใช้เงินส่วนตัวไปเกือบหมด กลัวท่านอารมณ์เสีย หากท่านขัดสน ข้า...” เสียงเบาลงเรื่อยๆ จนไม่ได้ยิน
นี่มันเรื่องอะไรกัน เขาเหมือนคนไม่มีเงินเช่นนั้นหรือ ชิงเฟิงเอ่ยเหลวไหลอะไร ดูเหมือนว่าคงไม่อยากอยู่ต่อแล้ว
เห็นอวี๋จือไม่สบายใจ เหวินจิ่วเซียวจึงเอ่ยว่า “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยอธิบาย “ของที่นำมาให้เจ้า เจ้าก็รับไว้เถิด ไม่ได้แพงอะไร เลี้ยงเจ้าคนเดียว ข้ามีปัญญาเลี้ยง”
เขาไม่ได้ทำเป็นหน้าใหญ่ใจโต ถึงแม้ที่จวนจะไม่ได้แยกกันอยู่ แต่ท่านแม่กลัวเงินของเขาไม่พอใช้จึงมอบร้านค้าให้เขาสองร้าน มีรายได้สองพันสามพันตำลึงทุกปี ล้วนแต่เก็บไว้ที่ร้าน เขาแค่ขี้เกียจไปยุ่ง
“เจ้าค่ะ” อวี๋จือสายตาเป็นประกายและวางชามผลไม้ไว้ข้างมือเขาอย่างเอาอกเอาใจ “องุ่นเจ้าค่ะคุณชายสาม หวานมาก ข้าปอกเปลือกทีละลูก”
อวี๋จือแย่งความดีความชอบของอิงเถาอย่างไม่เกรงใจ องุ่นชามนี้คือเสบียงอาหารของเธอ เห็นแก่น้ำใจของหัวหน้า เธอจึงยอมอุทิศให้เขา
เดิมทีเหวินจิ่วเซียวไม่อยากกินเพราะเขาไม่ชอบกินของหวาน แต่ได้ยินว่านางปอกเปลือกเอง เขาจึงหยิบขึ้นมาลูกหนึ่ง และเมื่อรู้ตัวอีกทีองุ่นลูกนั้นก็เข้าไปในปากแล้ว
เขาเคี้ยวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “หวาน”
เหมือนใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสนี้ หวานมาก!