ราชันอหังการ: Chapter0027 ตอนที่ 28
บทที่ 27 พลังวงตะวันจันทรา (1)
“เชอะ! สำนักโบราณสี่เหยียนของเราตกต่ำถึงขั้นยอมให้เจ้าคนชั้นต่ำนี่มาเป็นศิษย์เอก ช่างเป็นเรื่องน่าอดสูของสำนักจริงๆ !” ศิษย์บางคนพูดอย่างไม่พอใจ
ส่วนศิษย์บางคนกลับพูดขึ้นด้วยความสงสัย: “เขาไปทดสอบที่สำนักปีศาจนพเก้าไม่ใช่เหรอ? ทำไมกลับมาเร็วขนาดนี้?”
“หึ คงไม่ผ่านการทดสอบสินะ สวะแบบนี้คิดจะผ่านการทดสอบของสำนักปีศาจนพเก้า? ฝันกลางวันละมั้ง เขาคิดจะแต่งงานกับองค์หญิงหลี่แห่งแคว้นกู่หนิวเจียง? มันคางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้าชัดๆ ” ศิษย์บางคนพูดพลางหัวเราะอย่างดูแคลน
แน่นอน ว่าผู้อาวุโสทั้งหกยังไม่ได้ประกาศเรื่องที่หลี่ชีเย่ผ่านการทดสอบ พวกเขายังไม่รู้ว่าสำนักปีศาจนพเก้ามีท่าทีอย่างไรกับเรื่องนี้ หากยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากสำนักปีศาจนพเก้า ผู้อาวุโสทั้งหกไม่กล้าประกาศง่ายๆ แน่ว่าหลี่ชีเย่จะแต่งงานกับหลี่ซวงเหยียน หากหลี่ซวงเหยียนไม่ยอมแต่งจริงๆ อาจเป็นการทำให้นางเสียชื่อเสียง ซึ่งหากไปถึงหูกษัตราวงตะวันแล้วละก็ มันอาจนำภัยมาสู่สำนักก็เป็นได้
กับเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้อง หนานหวยเหรินย่อมได้ยินอยู่แล้ว เขารู้สึกอึดอัดไม่น้อย ทว่า เขาก็ไม่อาจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักปีศาจนพเก้าออกไปได้
ส่วนหลี่ชีเย่ที่เป็นต้นตอของเรื่องกลับยังคงเดินย่างอย่างสบายใจ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ยังคงดูผ่อนคลาย พลางสำรวจคัมภีร์ที่วางอยู่บนชั้นเล่มแล้วเล่มเล่า
เคล็ดพยัคฆ์คำราม, พลังไหมฟ้า, วิชาวงตะวันเดือด, วิชากายกษัตราแกร่ง...... คัมภีร์แต่ละเล่มถูกจัดเรียงอยู่บนชั้น คัมภีร์เหล่านี้ทุกเล่มจะมีเล่มต้นฉบับ เล่มคัดลอก และยังมีเล่มสำเนา เล่มหินสลัก......หลากหลายรูปแบบ มีทั้งทักษะกายที่ใช้ในการฝึกฝนคุณสมบัติร่างกาย ทั้งเคล็ดชีวิตที่ใช้ในการฝึกเลือดลม รวมทั้งพลังชีวาที่ใช้ในการฝึกฝนทักษะการบุกและตั้งรับ......
ที่นี่มีคัมภีร์เคล็ดวิชาอยู่มากมาย มีทุกรูปแบบและมีเป็นจำนวนมากอีกด้วย แค่ดูจากเคล็ดวิชาเหล่านี้ ก็สามารถจินตนาการได้แล้วว่าในอดีตสำนักโบราณสี่เหยียนแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองมากแค่ไหน
“คัมภีร์ของที่นี่ บางส่วนบรรพชนสำนักโบราณสี่เหยียนของเราเป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง และมีบางส่วนก็ชิงหรือได้รับมาจากสำนักอื่นๆ” หนานหวยเหรินอธิบายกับหลี่ชีเย่: “หากศิษย์พี่อยากเลือกเคล็ดวิชาราชันแล้วละก็ จะต้องขึ้นไปที่ชั้น 3 เคล็ดวิชาที่อยู่ในชั้นที่ 1 คือวิชาทั่วๆ ไป ซึ่งศิษย์ทั่วไปส่วนใหญ่สามารถฝึกได้ ชั้นที่ 2 เป็นต้นไปเป็นเคล็ดวิชาที่ผู้คุมกฎและศิษย์ที่มีความดีความชอบจึงจะสามารถฝึกได้!”
หลี่ชีเย่ไม่ได้รีบร้อนเลือกเคล็ดวิชา เขาแค่ค่อยๆ สำรวจเคล็ดวิชาแต่ละแขนงอย่างไม่เร่งรีบ เพราะเขามีเป้าหมายในใจอยู่แล้ว
หลี่ชีเย่เริ่มสำรวจตั้งแต่ชั้นแรกจนกระทั่งไปถึงชั้นที่ 3 เมื่อไปถึงยังชั้นที่ 3 เขาเริ่มเห็นวิชาราชันบ้างประปราย ทว่า วิชาราชันเหล่านั้นต่างเป็นวิชาประกอบเท่านั้น ไม่ใช่วิชาราชันแบบแก่นแท้!
ระหว่างที่หลี่ชีเย่กำลังสำรวจ เขาสังเกตเห็นบางอย่าง ยิ่งเขาขึ้นมายิ่งสูงตำราที่จัดวางอยู่บนชั้นก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ ถึงขั้นที่ชั้นบางชั้นวางเปล่า ชั้นหนังสือบางชั้นมีแค่ชื่อ ซึ่งหมายความว่ามันเคยมีเคล็ดวิชาสักแขนงวางอยู่ ทว่า คัมภีร์เคล็ดวิชาเหล่านั้นได้หายไปแล้ว
“คัมภีร์เคล็ดวิชาที่ว่างอยู่คงไม่ได้มีคนยืมไปหมดหรอกใช่ไหม” หลี่ชีเย่พูดขึ้นหลังจากสำรวจชั้นที่ 3 จนทั่ว
หนานหวยเหรินส่ายหน้า: “ได้ยินว่า สำนักโบราณสี่เหยียนของเราทำเคล็ดวิชาหายไปไม่น้อยเลย” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาเหลือบมองดูรอบๆ พื้นที่ชั้น 3 เมื่อเห็นว่ามีพวกเขาอยู่เพียงสองคนเท่านั้น เขาจึงเริ่มกระซิบพูดต่อ: “ข้าได้ยินอาจารย์พูดว่า อันที่จริง สำนักโบราณสี่เหยียนของเรามีวิชาราชันเหลืออยู่น้อยเต็มที! หากมีจริงๆ วิชาราชันแก่นแท้อาจมีอยู่ไม่เกิน 3 เล่ม ถ้ามีอยู่จริงคัมภีร์ที่ว่าก็น่าจะอยู่ที่หอ 3 ชั้นสุดท้าย หากหาไม่เจอในหอ 3 ชั้นสุดท้าย สำนักโบราณสี่เหยียนของเราก็คงเป็นสายสำนักราชันเซียนแค่ชื่อเท่านั้น”
ราชันเซียนหมิงเหรินสืบทอดชะตาฟ้า ชั่วชีวิตของเขาคิดค้นเคล็ดวิชาเอาไว้นับไม่ถ้วน โดยเฉพาะหลังจากที่เขากลายเป็นราชันเซียนหลังสืบทอดชะตาฟ้า เขาได้คิดค้นเคล็ดวิชาราชันเซียนที่สามารถสื่อสารกับฟ้าและดินได้ รวมไปถึงเคล็ดวิชาชะตาฟ้าอีกด้วย!
“ถูกชิงไปเหรอ?” สำนักโบราณสี่เหยียนมีวิชาราชันอยู่มากแค่ไหน ในใจหลี่ชีเย่ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว เคล็ดวิชาที่มีอยู่ในสำนักโบราณสี่เหยียน ย่อมไม่ใช่วิชาราชันที่ราชันเซียนหมิงเหรินเป็นผู้คิดค้นเพียงคนเดียวเท่านั้น หนึ่งในนั้นยังรวมถึงวิชาราชันและวิชาโบราณที่เขาพาคนไปแย่งชิงมาจากสำนักอื่นๆ อีกอย่าง วิชาโบราณเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนยุคมีอารยธรรมด้วยซ้ำ วิชาโบราณที่มีต้นกำเนิดมาจากมารฟ้า, เผ่าโลหิต, มนุษย์หิน, ภูตผี, อเวจี......เป็นต้น!
“รายละเอียดข้าเองก็ไม่รู้” หนานหวยเหรินกระซิบ: “ได้ยินว่า ห้าหมื่นปีก่อนบรรพชนของสำนักโบราณสี่เหยียนของเราพ่ายศึก สำนักต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ภายหลัง ได้ยินว่า สามหมื่นปีก่อนได้เกิดเรื่องน่าสะพรึงขึ้น ทำให้สำนักโบราณสี่เหยียนของเราได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในสำนักมีข่าวลือว่า วิชาราชันของเราถูกปรมาจารย์มู่ผนึกเอาไว้ที่หอ 3 ชั้นสุดท้าย และมีบางตำนานเล่าว่า เมื่อสามหมื่นปีก่อน สำนักโบราณสี่เหยียนของเราได้พ่ายแพ้ให้กับลัทธิเทวะฟ้า จึงถูกพวกเขาชิงวิชาราชันไปเป็นจำนวนมาก!”
“ราชันมู่ส่าวงั้นเหรอ?” เมื่อได้ยินหนานหวยเหรินพูด หลี่ชีเย่นึกขึ้นได้ว่าเมื่อห้าหมื่นปีก่อนสำนักโบราณสี่เหยียนมีคนมีพรสวรรค์คนหนึ่ง ทว่า เวลานั้นสถานะของเขามีปัญหา เขาจึงไม่ได้สนใจกับรายละเอียดที่เกิดขึ้นมากนัก
“ใช่ ปรมาจารย์มู่” ทันทีที่พูดถึงราชันมู่ส่าว หนานหวยเหรินเกิดอาการกระตือรือร้นอย่างปิดไม่มิด: “ว่ากันว่า เมื่อห้าหมื่นปีก่อน ปรมาจารย์มู่คือบุคคลที่มีโอกาสได้เป็นราชันเซียนสืบต่อจากราชันเซียนหมิงเหรินมากที่สุด เขาเคยเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของราชันเซียนท่าคง ข้าได้ยินว่า...... ”
“......ในตอนนั้นขณะที่ปรมาจารย์มู่และราชันเซียนท่าคงกำลังต่อสู้เพื่อชิงชะตาฟ้า พวกเขาผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างละ 3 ครั้ง! แม้แต่บุคคลที่ไร้เทียมทานอย่างราชันเซียนท่าคงก็ยังเคยพ่ายแพ้ให้กับปรมาจารย์มู่ถึง 3 ครั้ง ในตอนนั้น สำนักโบราณสี่เหยียนของเราถือว่าได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดตั้งแต่ที่ราชันเซียนหมิงเหรินจากไป สำนักโบราณสี่เหยียนของเราเคยขยายอำนาจไปใต้หล้า อย่าว่าแต่ดินแดนภาคกลางเลย แม้แต่ทั่วทั้งแดนมนุษย์กษัตราก็ยังไม่มีใครกล้าเหิมเกริม...... ” เมื่อพูดถึงราชันมู่ส่าว หนานหวยเหรินก็พูดรัวไม่หยุด เพราะราชันมู่ส่าวคือความภูมิใจสูงสุดของสำนักโบราณสี่เหยียนต่อจากราชันเซียนหมิงเหริน!
“แต่ ท้ายที่สุดราชันเซียนท่าคงก็ยังเป็นผู้ที่ได้สืบทอดชะตาฟ้า” หลี่ชีเย่พูดขัดอาการตื่นเต้นของหนานหวยเหรินเรียบๆ
คำพูดของหลี่ชีเย่เปรียบเหมือนการเอาน้ำเย็นสาดหน้าหนานหวยเหริน เขาที่พูดจ้อไม่หยุดชะงักลงทันที ท้ายที่สุดจึงพูดต่ออย่างสลดว่า! “ได้ยินว่า ได้ยินว่าหลังจากที่ปรมาจารย์มู่ทำการต่อสู้ครั้งสุดท้ายกับราชันเซียนท่าคง เขาก็ไม่ปรากฏตัวอีก มีคนกล่าวว่าเขาตายในการต่อสู้ บ้างก็ว่าเขานั่งละสังขารภายในสำนักของเรา ถึงขั้นที่มีผู้อาวุโสคาดเดาว่า ปรมาจารย์มู่ได้รวบรวมวิชาราชันจำนวนมากและนำมาผนึกเอาไว้ที่หอ 3 ชั้นสุดท้าย”
“3 ชั้นตรงกลางไม่มีวิชาเซียนเหรอ?” หลี่ชีเย่มองขึ้นไปยังชั้นบน ผู้อาวุโสให้สิทธิ์เขาเข้าถึง 3 ชั้นล่างเท่านั้น
หนานหวยเหรินเองจึงมองขึ้นไปยังอีก 3 ชั้นด้านบนเช่นกัน เขาพูดพลางส่ายหน้า: “ได้ยินอาจารย์ของข้าบอกว่า เขาเคยขึ้นไปสองครั้ง ทว่า คัมภีร์บนนั้นมีอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม”
หลี่ชีเย่ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ สำนักโบราณสี่เหยียนเวลานี้คงเหลือแค่ชื่อเท่านั้น ในฐานะสายสำนักของราชันเซียนแต่กลับมีวิชาราชันอยู่เพียงไม่กี่เล่ม เช่นนั้น คงพูดว่าเป็นสายสำนักของราชันเซียนได้ไม่เต็มปากอีกแล้ว การที่บอกว่าสำนักโบราณสี่เหยียนตกต่ำลง จึงใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล
ท้ายที่สุด หลี่ชีเย่จึงเลือกคัมภีร์พิชิตศัตรูพ้นภัยจากชั้นหนังสือที่หอชั้น 3 จากนั้นจึงเลือกคัมภีร์ยืดอายุวัฒนะมาจากชั้น 2 อีกหนึ่งเล่ม พอมาถึงชั้นล่างสุดหลี่ชีเย่ก็ขนตำรากองโตออกมา
เมื่อเห็นว่าหลี่ชีเย่ขนตำรากองโตออกมาจากชั้นล่าง หนานหวยเหรินลองนับดู รวมทั้งสิ้น 120 เล่ม เขาเงียบไปชั่วขณะ และกระซิบพูดเสียงเบา: “ศิษย์พี่ นี่ พวกนี้เป็นทักษะการต่อสู้ ไม่น่าสนใจสักนิด ภายในสำนักใครๆ ก็สามารถดูได้ ศิษย์พี่ลองเปลี่ยนเป็นคัมภีร์อื่นดูไหม?!
“ข้าคิดดีแล้ว” หลี่ชีเย่ส่ายหน้า พูดอย่างมีแผนในใจ
เมื่อเห็นท่าทีมีแผนการของหลี่ชีเย่ หนานหวยเหรินจึงไม่พูดอะไรอีก เขารีบช่วยหลี่ชีเย่ขนตำราเหล่านั้นเพื่อไปลงทะเบียน
หากเป็นเมื่อก่อน หนานหวยเหรินคงคิดว่าหลี่ชีเย่ช่างโฉดเขลา ในฐานะผู้บำเพ็ญตนแต่กลับเลือกตำราทักษะการต่อสู้นับร้อยเล่ม ไม่เท่ากับเสียของหรอกหรือ ทว่า ตอนนี้หนานหวยเหรินไม่ได้คิดแบบนั้นอีกแล้ว
ขณะที่หลี่ชีเย่และหนานหวยเหรินขนตำราทักษะการต่อสู้ทั้ง 120 เล่มเพื่อไปลงทะเบียน ศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองเขาราวกับมองดูคนโง่เขลา แม้แต่ศิษย์รุ่นที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ลงทะเบียน ก็มองดูหลี่ชีเย่ราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด
“ผู้อาวุโสกำหนดว่า สามารถเลือกคัมภีร์ได้ 3 เล่ม” ศิษย์คนหนึ่งที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนมองดูป้ายคำสั่งในมือหลี่ชีเย่ พลางพูดออกมาในที่สุด
หลี่ชีเย่พูดชัดถ้อยชัดคำ: “เรื่องนี้ข้ารู้ดี ข้าเลือกเคล็ดฝึกพลังชีวาหนึ่งเล่ม เลือกเคล็ดวิชาฝึกเคล็ดชีวิตหนึ่งเล่ม ส่วนเล่มที่สามข้าไม่ได้เลือก หวยเหรินบอกว่า ตำราทักษะการต่อสู้พวกนี้ศิษย์ทุกคนในสำนักต่างก็อ่านได้ งั้นข้าก็ต้องยืมไปอ่านได้ใช่ไหม?”
ศิษย์ที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนเหล่านั้นสบตากัน จากนั้นจึงมองไปยังผู้คุมกฎที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ เมื่อผู้คุมกฎตอบรับ ศิษย์ที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนเหล่านี้จึงไม่พูดอะไรอีก
ศิษย์ที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนคนหนึ่งตรวจสอบตำราทั้ง 120 เล่มของหลี่ชีเย่พูดสรุป: “ศาสตร์แห่งการต่อสู้ 44 เล่ม, รวมหลักการต่อสู้ 36 เล่ม, เนื้อหนังเหล็กไหล 40 เล่ม”
เมื่อพูดจบ ศิษย์คนดังกล่าวมองดูหลี่เย่ราวกับมองคนสติไม่สมประกอบ ทักษะการต่อสู้พวกนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นของปลายแถว อย่าว่าแต่จะเอาไปเทียบกับทักษะเต๋าเลย แม้กระทั่งในกลุ่มทักษะการต่อสู้ด้วยกัน ทักษะการต่อสู้พวกนี้ก็ยังถือว่าเป็นทักษะปลายแถว
จากกองฝุ่นที่ปกคลุมตำราทักษะการต่อสู้ทั้ง 120 พวกนี้ก็พอดูออกว่า ทักษะการต่อสู้กว่าร้อยเล่มนี้ ไม่เคยถูกใครเปิดอ่านมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
ทันทีที่ได้ยินว่าหลี่ชีเย่เลือกตำราทักษะการต่อสู้กว่าร้อยเล่ม ศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งมาหยิบยืมคัมภีร์เช่นกันต่างพากันหัวเราะเยาะเสียงดัง
“เจ้าสวะตาต่ำ ถึงเจ้าจะฝึกทักษะการต่อสู้พวกนี้จนครบ ก็ยังเป็นได้แค่ตัวละครปลายแถวเท่านั้นแหละ!” ศิษย์บางคนพูดออกมา
ส่วนศิษย์บางคนเย้ยหยันว่า: “พี่หวัง คนเค้าเรียกว่าเจียมตัว เขาน่ะเป็นสวะกายปุถุชน การฝึกทักษะเต๋าคงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่แน่ว่า เคล็ดวิชาพื้นฐานที่สุดเขายังอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีก็ได้ ดังนั้น ในเมื่อคนเค้ารู้ว่าไม่สามารถฝึกทักษะเต๋าได้ ก็เลยเลือกอะไรที่ง่ายกว่า มาฝึกทักษะการต่อสู้แทนไง!”
----------------------------------------------------------------------------