ราชันอหังการ: Chapter0045 ตอนที่ 46
บทที่ 45 ไม่เชื่อก็จะตีจนกว่าจะเชื่อ (1)
หลังกลับมายังเขาเดียวดาย หลี่ชีเย่ตามตัวหนานหวยเหริน รวมทั้งผู้คุมกฎม่ออาจารย์ของเขามาทันที เมื่อพวกเขาศิษย์อาจารย์มาถึง หลี่ชีเย่จึงพูดขึ้น “เจ้าสำนักมีที่มาที่ไปยังไงกันแน่?”
เรื่องนี้ทำให้หลี่ชีเย่ข้องใจ คนอย่างหัวหน้าผู้อาวุโส ไม่ใช่คนที่จะอิจฉาริษยาคนอื่น อีกอย่าง เขาดูออกว่า หัวหน้าผู้อาวุโส ไม่ได้มีความคิดที่จะแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนัก แล้วทำไมเขาจึงมีอคติกับเจ้าสำนักซูยงหวงขนาดนี้?
หนานหวยเหรินสบตากับอาจารย์ของเขา สิ่งที่หนานหวยเหรินรู้มีน้อยมาก เขาพูดพลางเกาศีรษะ “เรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ ก่อนที่ข้าจะเข้ามาในสำนัก เจ้าสำนักก็ดำรงตำแหน่งนี้แล้ว โอกาสที่ข้าได้พบกับเจ้าสำนักก็แทบจะนับครั้งได้”
หลี่ชีเย่มองไปยังผู้คุมกฎม่อ ซึ่งผู้คุมกฎม่อเองก็ได้แต่ส่ายหัว “ประวัติของเจ้าสำนัก ข้าเองก็ไม่รู้มากนัก อันที่จริง ในสำนักโบราณสี่เหยียนมีน้อยคนนักที่รู้ประวัติที่แท้จริงของเจ้าสำนัก พูดง่ายๆ คือเขาเป็นบุคคลที่ปรากฏตัวออกมาในชั่วข้ามคืนเท่านั้น”
“ปรากฏตัวขึ้นในชั่วข้ามคืน? คนที่ปรากฏตัวขึ้นในชั่วข้ามคืนแต่กลับได้เป็นเจ้าสำนัก?” หลี่ชีเย่อดประหลาดใจไม่ได้เมื่อได้ยินเรื่องราวดังกล่าว
ผู้คุมกฎม่อส่งเสียงในลำคอ พลางครุ่นคิดอย่างละเอียด “ตอนที่เจ้าสำนักคนก่อนยังอยู่ ได้ยินว่าหัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อนก็ยังอยู่เช่นกัน รายละเอียดข้าก็ไม่รู้อะไรมากนัก ในตอนนั้น ได้ยินว่า แค่ชั่วข้ามคืน เจ้าสำนักคนก่อนได้เรียกผู้อาวุโสกู่เข้าไปพบ แล้วเจ้าสำนักก็ปรากฏตัวในเวลานั้นพอดี ได้ยินว่าในตอนนั้นเจ้าสำนักคนก่อนและหัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อนได้ฝากฝังกับผู้อาวุโสกู่ไว้ว่า ให้ซูยงหวงขึ้นเป็นเจ้าสำนักคนถัดไปของสำนักโบราณสี่เหยียน”
เมื่อรับรู้เรื่องราวจากผู้คุมกฎม่อ หลี่ชีเย่อดประหลาดใจไม่ได้ เขาคิดมาตลอดว่าซูยงหวงเป็นศิษย์ของสำนักโบราณสี่เหยียน แต่ตอนนี้เท่าที่ดู มันคงไม่ได้เป็นอย่างที่คิด
“หรือว่า อาจารย์ของข้าเป็นศิษย์ลับๆ ของเจ้าสำนักคนก่อนและหัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อน?” หลี่ชีเย่กล่าวถาม
ผู้คุมกฎม่อส่ายหน้า “เรื่องรายละเอียดข้าเองก็ไม่รู้ รู้เพียงแค่ว่า หลังจากที่ผู้อาวุโสกู่ถูกเรียกพบ ก็มีการประกาศตำแหน่งเจ้าสำนักคนใหม่ทันที อันที่จริง ในเวลานั้นไม่เพียงแต่เฉาสงเท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสอีกสี่คนที่เหลือเองก็ต่อต้านเช่นกัน ได้ยินว่าหัวหน้าผู้อาวุโสต้องเสียแรงไปไม่น้อยกว่าที่จะพูดเกลี้ยกล่อมผู้อาวุโสอีกสี่คนได้ ต่อมา หัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อนถึงขั้นต้องออกโลงเอง เพื่อทำการยุติความวุ่นวายของเหล่าศิษย์ระดับสูงและผู้คุมกฎที่ไม่เห็นด้วย...”
“...เวลานั้น เจ้าสำนักคนก่อนยังคงอยู่ หัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อนก็ยังมีชีวิตยู่ ผู้อาวุโสกู่ได้รับแรงสนับสนุนจากเจ้าสำนักคนก่อนและหัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อน ฐานะของผู้อาวุโสกู่นั้นอยู่ในระดับที่สูงมากในสำนักโบราณสี่เหยียนมาโดยตลอด อันที่จริง เวลานั้นมีคนไม่น้อยที่คิดว่าผู้อาวุโสกู่จะได้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไป การที่จู่ๆ มีเจ้าสำนักคนใหม่ปรากฏตัวแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ทุกคนประหลาดใจ ทว่า แม้แต่ผู้อาวุโสกู่ก็สนับสนุนเจ้าสำนักคนใหม่ เขาไม่ได้มีท่าทีแย่งชิงตำแหน่งที่ว่า ท้ายที่สุด ผู้อาวุโสอีกสี่คนที่เหลือจึงตัดสินใจยอมรับ” หลังผู้คุมกฎม่อเล่าจบ เขาก็เงียบไปอีกครั้ง
“แต่ เจ้าสำนักคนใหม่ก็ไม่ได้รับการยอมรับ” หลี่ชีเย่พอจะจินตนาการสถานการณ์ในเวลานั้นได้ จู่ๆ ก็มีเจ้าสำนักคนใหม่ปรากฏตัวออกมา ถึงจะมีเจ้าสำนักคนก่อนและหัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อนคอยสนับสนุน และมีผู้อาวุโสกู่เป็นผู้รับรอง แต่ไม่ว่ายังไงคนรุ่นเก่าๆ ของสำนักโบราณสี่เหยียนก็คงไม่ชอบใจอยู่ดี
ผู้คุมกฎม่อพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าสำนักรับตำแหน่งได้ไม่นาน ก็พาศิษย์จำนวนหนึ่งออกจากสำนักไป บำเพ็ญตนนอกสำนัก และกลับมาในสำนักน้อยมาก นอกจากตอนที่เจ้าสำนักและหัวหน้าผู้อาวุโสคนก่อนละสังขาร นอกเหนือจากนั้นเจ้าสำนักก็ไม่กลับมาที่สำนักอีกเลย”
หลี่ชีเย่ลูบคางของตน เรื่องนี้ทำให้เขาประหลาดใจ เจ้าสำนักคนนี้มีประวัติความเป็นมายังไงกันแน่?
“หากพูดถึงคนที่รู้จักเจ้าสำนักดีที่สุด เกรงว่าคงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าถูปู้อวี่อีกแล้ว” ผู้คุมกฎพูดเสียงต่ำ
หลี่ชีเย่ยิ้ม เขาส่ายหน้า ถ้าถูปู้อวี่ยอมพูด นั่นคงประหลาดยิ่งกว่า ชัดเจนมากว่าถูปู้อวี่เป็นหัวใจสำคัญของเจ้าสำนักซูยงหวง ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่ส่งเขากลับมาที่สำนักหรอก
สำหรับเรื่องที่มาที่ไปที่แท้จริงของเจ้าสำนัก ผู้คุมกฎม่อก็ไม่อาจบอกเขาได้เช่นกัน หลี่ชีเย่เองก็ไม่คิดที่จะไปเค้นถามต่อ เขาชะลอความเร็วในการฝึกตน และทุ่มเทให้กับการสอนในหอฝึกยุทธ์เขาล้างศิลา
หากพูดถึงการเป็นครูบาอาจารย์ คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าหลี่ชีเย่อีกแล้ว เขามีชีวิตมาอย่างยาวนาน ผ่านการขัดเกลามานับพันล้านปี เคยพบปะผู้คนมาแล้วทุกรูปแบบ เขาสั่งสอนผู้มีอำนาจมาแล้วตั้งเท่าไหร่ และพิชิตกษัตราที่แข็งแกร่งมาแล้วนับไม่ถ้วน
อย่าว่าแต่ราชันเซียนหมิงเหรินที่เขาฝึกมาเองกับมือเลย แม้แต่ราชามังกรดำที่เป็นราชันเซียนในไตรยุคก็เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่เขาฝึกมาด้วยเช่นกัน
กับการฝึกพวกปลายแถวกลุ่มหนึ่ง สำหรับหลี่ชีเย่แล้ว มันง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเท่านั้น ทว่า กับเรื่องนี้หลี่ชีเย่ต้องทำอย่างตั้งใจ
เหตุผลนั้นง่ายมาก คนที่ผ่านการฝึกฝนจากมือของเขา ไม่มีใครสักคนที่อ่อนแอ เขาไม่อยากให้ภพนี้ ภพที่เขาสามารถชิงร่างของตนกลับมาได้สำเร็จ ต้องมีความผิดพลาดจนชื่อเสียงของตนถูกทำลายด้วยมือตัวเอง
สำหรับการฝึกเต๋า หลี่ชีเย่มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งมาก ในสายตาของหลี่ชีเย่ พรสวรรค์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ คุณสมบัติกายก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แม้แต่เคล็ดวิชาที่ฝึกก็ไม่ใช่อะไรที่สำคัญ
ที่สำคัญก็คือการครอบครองตบะเต๋าที่หนักแน่น ตบะเต๋าที่กระหายต่อการเรียนรู้ ตบะเต๋าที่พร้อมจะรองรับความรู้ใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด! ตบะเต๋าที่หนักแน่นมั่นคง นั่นต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
หากพรสวรรค์ไม่ดี สามารถใช้ความมานะพยายามมาชดเชย ขอเพียงมีจิตที่พร้อมยอมรับ แม้พรสวรรค์จะแย่แค่ไหน หากคนอื่นเรียนรู้ในเวลาหนึ่งวัน เจ้าอาจใช้เวลาเรียนรู้สักร้อยวัน แต่ท้ายที่สุดก็คงได้รับผลที่ต้องการ สามารถทอดสายตาออกไปไกล มุมมองเปิดกว้างไม่จำกัดอยู่ในพื้นที่แคบๆ อีก!
หากเคล็ดวิชาที่ฝึกนั้นไม่ดี ขอเพียงมีความกระหายอยากรู้ แม้จะเป็นเคล็ดวิชาทั่วไป แต่ขอเพียงมีความใฝ่รู้ฝึกฝนไม่หยุด สักวันหนึ่ง เจ้าก็จะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาที่ว่าไปจนถึงระดับสูงสุด สามารถก้าวข้ามไปสู่โลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!
ตั้งแต่อดีตกาล มีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถพบความหัศจรรย์ใหม่จากเคล็ดวิชาเก่าๆ ธรรมดาทั่วไป สามารถสัมผัสได้ถึงวิชาเต๋าที่เป็นแบบเฉพาะของตนเอง สามารถก้าวสู่เส้นทางมหาวิถีเต๋าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน!
ตบะเต๋า คือรากฐานที่สำคัญของการฝึกเต๋า ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา แคว้นโบราณและลัทธิศักธิ์สิทธิ์ได้ฝึกฝนผู้มากพรสวรค์ออกมาจำนวนนับไม่ถ้วน ทว่า คนที่ได้กลายเป็นราชันเซียน กลับมีอยู่น้อยเหลือเกิน
หลี่ชีเย่อ่านข้อมูลศิษย์ทั้งสามร้อยคนของหอฝึกยุทธ์เขาล้างศิลาอย่างตั้งใจ พัฒนาการในการฝึกของศิษย์แต่ละคน เขาสามารถจดจำได้หมดแล้ว ขณะเดียวกัน เขายังถือโอกาสอ่านเคล็ดวิชาของหอฝึกยุทธ์อีกด้วย
อันที่จริง เคล็ดวิชาที่ใช้ในการฝึกฝนศิษย์จำนวนสามร้อยคนนั้นมีไม่มากนัก เพราะศิษย์เหล่านี้เข้าสำนักมานานที่สุดก็ไม่เกิน 5 ปี ตามหลักแล้ว พวกเขายังไม่ใช่ศิษย์ภายในสำนักโบราณสี่เหยียนอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อสามารถผ่านการทดสอบครั้งสุดท้าย ก็จะได้เป็นศิษย์ในสำนักเต็มตัว
ศิษย์สามร้อยคนของหอฝึกยุทธ์ มีเพศชายและหญิงอย่างละครึ่ง เคล็ดวิชาที่ฝึกมีอยู่ไม่มากนัก เคล็ดวิชาที่มีทั้งหมดในหอฝึกยุทธ์มีอยู่ราว 10 เล่มเท่านั้น
ในกลุ่มเคล็ดวิชาเหล่านี้ มีเคล็ดวิชาเบื้องต้นที่ปรัชญาเมธีของสำนักโบราณสี่เหยียนในหลายยุคคิดค้นขึ้น เคล็ดวิชาเบื้องต้นที่เก่าแก่กว่านั้น เป็นสิ่งที่ราชันเซียนหมิงเหรินหลงเหลือเอาไว้ เคล็ดวิชาที่เก่าแก่ที่สุด คือเคล็ดวิชาที่หลี่ชีเย่ในร่างอีกาทมิฬเหลือทิ้งเอาไว้
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่อยู่ในระดับธรรมดา ไม่ได้เป็นสุดยอดเคล็ดวิชาล้ำเลิศอะไร เคล็ดโบราณเหล่านี้ต่างผ่านการคัดเลือกมาแล้ว เป็นเคล็ดวิชาพื้นฐานที่สามารถช่วยวางรากฐานได้เป็นอย่างดี
แม้ว่า นอกจากเคล็ดวิชาทั่วไปที่หลี่ชีเย่เป็นผู้ถ่ายทอดให้กับสำนักโบราณสี่เหยียนด้วยตนเองแล้วนั้น ถึงหลี่ชีเย่จะไม่เคยสัมผัสกับเคล็ดวิชาอื่นๆ ที่เหลือ ทว่า ตลอดพันล้านปีที่ผ่านมา เคล็ดวิชาที่เขาเคยพบเห็นและร่วมศึกษานั้นมีมากมายเหลือเกิน แม้ว่าความทรงจำของเคล็ดวิชาทั้งหมดของเขาจะหายไป ทว่า มุมมองในการอ่านเคล็ดวิชาของเขา คงไม่มีใครสามารถเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาแบบไหน หลี่ชีเย่ล้วนแล้วแต่สามารถเข้าถึงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง!
นอกจากเคล็ดวิชาของหอฝึกยุทธ์ที่หลี่ชีเย่เปิดอ่านจนครบแล้ว เขายังได้มีโอกาสไปอ่านเคล็ดวิชาอื่นๆ ที่อยู่ในหอคัมภีร์ชั้นที่ 1 และ 2 อีกด้วย หลี่ชีเย่เองไม่ได้ฝึกวิชาเหล่านี้ เขาแค่ต้องการหาเคล็ดวิชาที่เหมาะในการฝึกฝนศิษย์ในหอฝึกยุทธ์เท่านั้น
หัวหน้าผู้อาวุโสเองก็หวังว่าหลี่ชีเย่จะทำผลงานอะไรบ้าง ดังนั้น เขาจึงอนุญาตให้หลี่ชีเย่สามารถอ่านเคล็ดวิชาเหล่านี้เป็นพิเศษ
หากพูดในฐานะอาจารย์ หลี่ชีเย่ถือเป็นคนที่มีความรับผิดชอบคนหนึ่ง เขาไม่ได้คิดที่จะแค่ใช้การฝึกศิษย์สามร้อยคนเพื่อเป็นสร้างผลงานเท่านั้น
ในเมื่อมีหน้าที่เป็นอาจารย์ เขาก็พร้อมทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด นี่คือหลักการของหลี่ชีเย่ เขาไม่มีวันทำลายชื่อเสียงของตนด้วยมือของเขาเอง
เพื่อการสอน หลี่ชีเย่เตรียมการอย่างเต็มที่ เขามีความมั่นใจมากพอ ว่าจะสามารถฝึกศิษย์เหล่านี้ให้ดีได้ ในความคิดของเขา ในวันที่มีการทดสอบ จะต้องไม่มีศิษย์คนใดที่สอบไม่ผ่านจนไม่ได้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักแน่นอน
หุบเขาล้างศิลา เป็นหนึ่งในหุบเขาที่ได้รับอิทธิพลของเฉาสงมากที่สุด ดังเช่น เจ้าหอโจวซึ่งเป็นหนึ่งในคนของเฉาสง
ทว่า ความท้าทายแบบนี้ สำหรับหลี่ชีเย่แล้ว มันแทบจะเรียกว่าเป็นความท้าทายไม่ได้ด้วยซ้ำ! แม้ว่าขั้วอำนาจของเฉาสงจะมีอิทธิพลมากแค่ไหน หลี่ชีเย่ก็มีความเชื่อมั่นมากพอ ว่าเขาจะสามารถจัดการกับหุบเขาล้างศิลาได้อย่างไม่มีปัญหา สำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด!
หอฝึกยุทธ์เขาล้างศิลา ตั้งอยู่บนหุบเขาล้างศิลา ซึ่งเป็นหุบเขาที่มีขนาดใหญ่มาก ที่นี่เต็มไปด้วยหอและอาคาร สิ่งปลูกสร้างมากมาย ศิษย์ที่พำนักอยู่ที่หุบเขาล้างศิลาคือศิษย์ที่เข้าสำนักมาไม่ถึง 5 ปี รวมทั้งสิ้น 300 คน หากรวมเหล่าคนรับใช้เข้าไปด้วย เขาล้างศิลาก็มีคนอาศัยอยู่ราว 400 คน
หลี่ชีเย่เข้าไปยังเขาล้างศิลาแต่เช้า แน่นอนว่าผู้คุมกฎโจวย่อมไม่คิดช่วยเหลือหลี่ชีเย่ แต่หนานหวยเหรินกลับคอยเป็นธุระให้ เพราะการสอนในวันแรกของหลี่ชีเย่ เมื่อหลี่ชีเย่เข้าไปภายในหุบเขา หนานหวยเหรินก็ช่วยเรียกรวมเหล่าศิษย์ทั้ง 300 มารวมตัวกันที่หอฝึกยุทธ์เรียบร้อยแล้ว
ศิษย์ชายหญิงสามร้อยคน ต่างมารวมตัวกันที่ลานหอฝึกยุทธ์ เวลานี้แววตาของศิษย์ทั้งสามร้อยคนต่างจดจ้องไปที่หลี่ชีเย่
หลี่ชีเย่เองก็กวาดตามองเหล่าศิษย์ที่อยู่ในลานทั้งหมด ศิษย์ 300 คนที่อยู่ตรงหน้า มีทั้งชายและหญิง อายุมากที่สุด คงไม่เกินสิบแปดปี ที่อายุน้อยที่สุดน่าจะราวสิบสาม
ส่วนหลี่ชีเย่ที่มีอายุราวสิบสามสิบสี่ปี แต่ต้องมารับหน้าที่สอนศิษย์จำนวน 300 คน มันทำให้หนานหวยเหรินอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหลี่ชีเย่จะสามารถรับมือกับศิษย์เหล่านี้ได้ไหม
ทว่า เมื่อมองดูหลี่ชีเย่ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งด้านบนอย่างผ่อนคลายแล้ว เขาที่มีอายุราวสิบสามสิบสี่แท้ๆ แต่กลับมีท่าทีราวกับเป็นสุดยอดปรมาจารย์ เมื่อเห็นความมั่นใจของหลี่ชีเย่ ทำให้หนานหวยเหรินแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่แล้ว ทันทีที่เหล่าศิษย์มารวมตัวกัน ปัญหาก็เกิดขึ้น ในกลุ่มศิษย์จำนวน 300 ร้อยคนนี้ มีศิษย์บางส่วนที่แสดงความไม่พอใจกับอาจารย์อย่างหลี่ชีเย่ทันที แม้หลี่ชีเย่จะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอกก็ตาม
----------------------------------------------------------------------------