ราชันอหังการ: Chapter0046 ตอนที่ 47

#47Chapter0046

บทที่ 46 ไม่เชื่อก็จะตีจนกว่าจะเชื่อ (2)

“คนผู้นี้อายุน้อยกว่าข้าด้วยซ้ำ จะสอนเคล็ดวิชาเราได้งั้นเหรอ? แบบนี้ไม่เท่ากับทำให้เราเสียเวลาฝึกหรอกเหรอ? อีก

ไม่ถึงปี เราก็ต้องเข้าทดสอบแล้ว หากไม่ได้เป็นศิษย์ในสำนัก งั้นข้าก็ต้องรอไปอีก 5 ปีน่ะสิ!” ศิษย์บางคนพูดอย่างไม่พอใจ

ศิษย์ที่ไม่พอใจมีจำนวนมากเหลือเกิน ศิษย์อีกคนกำลังก่นว่าอย่างอดไม่ได้ “ก็ใช่น่ะสิ พวกเราโชคร้ายจริงๆ คนๆนี้อายุน้อยกว่าเราด้วยซ้ำ แต่กลับถูกยัดเยียดให้มาสอนเรา แบบนี้มันเกินไปแล้วจริงๆ ”

“หึ ก็แค่สวะร่างปุถุชนคนนึง แต่กลับได้มาเป็นศิษย์เอก ช่างเป็นเรื่องน่าอดสูของสำนักโบราณสี่เหยียนจริงๆ!” ศิษย์คนหนึ่งที่มีพรสวรรค์ค่อนข้างดีพูดขึ้นอย่างดูแคลน

“ชู่! ศิษย์พี่ลั่ว ระวังเขาได้ยินเข้า” ศิษย์น้องคนหนึ่งพยายามห้ามศิษย์พี่คนดังกล่าว

อันที่จริง ก่อนหน้านี้ ผู้คุมกฎโจวเคยคิดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว การก่อกวนหลี่ชีเย่ไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด คงไม่มีใครกล้าออกหน้าแทนเขา ดังนั้น เวลานี้จึงทำให้เหล่าศิษย์ในหอฝึกยุทธ์กล้าต่อกรกับเขามากขึ้น

“ได้ยินแล้วยังไง?” ศิษย์ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ลั่วคนนั้นกลับพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม “ก็แค่เศษวัชพืช มีอะไรดี ถึงจะเกาะขาของสำนักปีศาจนพเก้าเอาไว้ แต่ก็ไม่ควรมาทำให้เราเสียเวลาฝึกฝนแบบนี้! เราอุตส่าห์บากบั่นฝึกฝนมาตลอดหลายปีนี้เพื่ออะไร? ก็เพื่อต้องการผ่านการทดสอบ ได้เป็นศิษย์ภายในสำนัก แต่ถ้าเราต้องมาเสียเวลากับสวะนี่ แล้วการฝึกตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเราจะไม่เท่ากับเสียเปล่าหรอกเหรอ”

“ใช่น่ะสิ” ชั่วขณะหนึ่ง ที่เหล่าศิษย์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เสียงขรม “เราจะไม่ยอมให้สวะคนนึงมาทำให้เราเสียเวลาฝึกเด็ดขาด เราต้องไล่มันไปซะ จะได้เปลี่ยนอาจารย์ใหม่!”

ผ่านไปครู่ใหญ่ เริ่มจากศิษย์สิบกว่าคน จนคนอื่นๆ เริ่มร่วมผสมโรง โห่ร้องต่อต้าน เมื่อเห็นภาพดังกล่าว หนานหวยเหรินได้แต่ขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืน ทว่า กลับถูกหลี่ชีเย่ขวางเอาไว้

“ไล่เจ้าสวะนี่ไปซะ เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะมาสั่งสอนเรา!” ศิษย์กว่าสิบคนพากันตะโกนโหวกเหวก

“ใช่แล้ว คนที่เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่กี่วัน เทียบข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ กล้าดียังไงมาเป็นอาจารย์สั่งสอนเรา!” ศิษย์บางคนพูดอย่างดูแคลน “ศิษย์เอกบ้าบออะไร ถุย ไม่คู่ควรแม้แต่สลึงเดียวด้วยซ้ำ!”

ศิษย์พี่แซ่ลั่วคนนั้นตะโกนเสียงดัง “ใช่แล้ว ทักษะเต๋าเทียบเราไม่ได้ด้วยซ้ำ กล้าคิดจะมาทำหน้าที่สอนพวกเรางั้นเหรอตลกสิ้นดี! อยากสอนเราไม่ยากหรอก แค่ต้องเอาชนะเราให้ได้ก่อน”

“คงไม่ดีมั้ง” ศิษย์หญิงตาโตคนหนึ่งพูดขัด “มีเรื่องกับศิษย์พี่ โทษไม่เบาเลยนะ”

“ถุย มีเรื่องกับศิษย์พี่? เขาต้องมีคุณสมบัติเป็นศิษย์พี่ของข้าจริงๆ ก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน” ศิษย์แซ่ลั่วคนนั้นพูดเสียงดัง

“ถูกต้อง หากไม่มีคุณสมบัติเป็นศิษย์พี่เรา ก็อย่าหวังว่าจะมาสอนเราได้ คำว่าล่วงเกินศิษย์พี่ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง” ศิษย์จำนวนไม่น้อยพากันพูดเสริม สังเกตได้ไม่ยากว่า ศิษย์แซ่ลั่วคนนี้น่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าศิษย์ทั่วไป

เมื่อเห็นกลุ่มคนเริ่มส่งเสียงดัง หลี่ชีเย่จึงยืนขึ้นอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ เดินลงไป เขามองดูศิษย์กลุ่มนั้น พลางพูดอย่างสบายอารมณ์ “งั้นหมายความว่า พวกเจ้าไม่พอใจศิษย์พี่อย่างข้าใช่ไหม”

เวลานี้เมื่อหลี่ชีเย่เป็นฝ่ายเอ่ยปากพูด ศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์จึงเงียบเสียงลง พวกเขาต่างสบตากัน ไม่ว่ายังไงหลี่ชีเย่ก็ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์พี่ เป็นคนที่ผู้อาวุโสส่งตัวมา

“ถ้าไม่พอใจ ก็บอกกันดีๆ ข้าเป็นคนใจกว้างพอ” หลี่ชีเย่พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ท่าทางยิ้มแย้มอารมณ์ดีของหลี่ชีเย่ ทำให้หนานหวยเหรินที่ยืนอยู่ข้างกายเขารู้สึกตัวสั่นอย่างบอกไม่ถูก ท่าทางอารมณ์ดีของหลี่ชีเย่นี้ มันทำให้เขารู้สึกตาพร่าเหมือนกำลังมองสัตว์ร้ายที่กำลังมองแกะฝูงหนึ่งอย่างหิวกระหายพร้อมกับแยกเขี้ยวฉีกยิ้มน่าสะพรึง

เวลานี้ ศิษย์จำนวนไม่น้อยที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเงียบเสียงลง แล้วมองไปยังศิษย์พี่ลั่ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ศิษย์พี่ลั่วคนนี้เป็นเหมือนเสาหลักของพวกเขา คนไม่น้อยต่างกำลังรอดูท่าทีของเขา

ตัวของศิษย์พี่ลั่วเองก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่ง เขาลุกขึ้นยืนทันที ศิษย์พี่ลั่วคนนี้มีอายุราวสิบหกปี เขาจ้องมองหลี่ชีเย่ที่มีอายุน้อยกว่าตน แล้วพูดด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นว่า “ใช่แล้ว เราไม่ยอม เจ้าเองเป็นแค่ศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาให้สำนักได้ไม่กี่วัน จะมีคุณสมบัติอะไรมาสอนพวกเรา หึ หากแค่ส่งวัชพืชมาสอนพวกเราส่งๆ ถ้าเรายอมรับก็เท่ากับกำลังทำลายอนาคตของตัวเอง!”

“ศิษย์น้องคนนี้ เจ้ามีนามว่าอะไร?” หลี่ชีเย่ไม่มีท่าทีโกรธเคืองใดๆ เขายังคงพูดด้วยรอยยิ้มร่าเริง

ศิษย์แซ่ลั่วมองหน้าหลี่ชีเย่อย่างท้าทาย “ข้าเป็นคนเปิดเผย ย่อมไม่ปิดบังชื่อแซ่ ข้าชื่อลั่วเฟิงหัว! หากเจ้าคิดจะรายงาน ก็ให้รายงานข้าคนเดียว”

เมื่อได้ยินชื่อนี้ หลี่ชีเย่ได้แต่ยิ้ม เขาเคยดูสมุดรายชื่อมาก่อน เขาจำลั่วเฟิงหัวคนนี้ได้ ลั่วเฟิงหัวเข้าสำนักมาได้ 4 ปีแล้ว มีคุณสมบัติและพรสวรรค์ใช้ได้ เข้าสำนักมา 4 ปี สามารถไปถึงระดับพี่กง (ระดับสร้างลัคนา)

ในฐานะศิษย์นอกสำนัก พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนเคล็ดวิชาที่ดีนัก อีกทั้งศิษย์มีตั้งสามร้อยคน แต่กลับมีผู้คุมกฎเพียงคนเดียวคอยดูแล ในระยะเวลา 4 ปีสามารถไต่ไปถึงระดับพี่กงได้ ถึงจะมีคุณสมบัติกายที่ไม่ได้โดดเด่นอะไร แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์ดีคนหนึ่ง

“นอกจากศิษย์น้องลั่วคนนี้ ยังมีศิษย์อีกกี่คนที่ไม่พอใจข้าอีก?” หลี่ชีเย่ยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม

ลั่วเฟิงหัวมองดูศิษย์คนอื่นๆ พลางตะโกนเสียงดัง “ไม่พอใจก็คือไม่พอใจ มันเรื่องใหญ่ตรงไหน พวกเราไม่ได้เป็นคนไม่เอาไหน เราต้องสามัคคีกัน ไล่สวะนี่ไปซะ เพื่อตัวของพวกเราเอง! หากเรายอมให้วัชพืชนี่มาสอนพวกเรา ก็เท่ากับยอมทำลายความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเรา หากมีโทษอะไร ข้าพร้อมเป็นคนรับผิดชอบเอง!

ลั่วเฟิงหัวคนนี้พูดจาฮึกเหิมเหลือเกิน ถือว่ามีความเป็นผู้นำอยู่ไม่น้อย

“ถูกต้อง เราจำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ของเรา” ภายใต้การปลุกระดมของลั่วเฟิงหัว ศิษย์จำนวนไม่น้อยจึงเริ่มได้ใจ ต่างพากันลุกขึ้นยืน

ชั่วขณะหนึ่ง จึงทำให้มีศิษย์กว่าร้อยคนพากันลุกขึ้น ศิษย์บางคนตะโกนออกมา “คนๆนี้อายุน้อยกว่าเราด้วยซ้ำ เข้าสำนักมาหลังเรา ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสอนเราหรอก ไล่เขาลงไปจากเขาล้างศิลาซะ!”

“ใช่แล้ว ไล่เขาไปซะ ไสหัวไป” ศิษย์คนอื่นๆ พากันตะโกนสมทบ

ครู่หนึ่ง เสียงตะโกนนั้นเริ่มดังก้อง ศิษย์ที่ไม่ได้ลุกขึ้นมาก่อนหน้านี้ ต่างก็พากันร่วมวงและร่วมตะโกนออกมา

“ดูท่า พวกเจ้าคงไม่พอใจในตัวข้ามาก” เผชิญหน้ากับศิษย์ที่ไม่พอใจเหล่านี้ แต่หลี่ชีเย่กลับพูดด้วยรอยยิ้ม “แต่ ข้าคือคนที่ผู้อาวุโสตัดสินใจเลือกมา ถูกไหม? ในเมื่อพวกเจ้าไม่พอใจ ข้าก็พร้อมรับฟังคำร้องของพวกเจ้า เช่นนั้น พวกเจ้าลองพูดมาดูซิว่า คนแบบไหนจึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะสั่งสอนพวกเจ้าได้?”

ความโกลาหลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนตรงหน้า กลับไม่ทำให้หลี่ชีเย่โกรธ เขามีท่าทีพร้อมรับฟัง ซึ่งทำให้กลุ่มคนที่มีอายุราวสิบกว่าปีเหล่านี้แปลกใจ คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีความคิดเป็นของตัวเอง จึงต่างพากันมองไปยังลั่วเฟิงหัว

ลั่วเฟิงหัวที่เป็นเหมือนผู้นำ เขาลุกขึ้นยืน แล้วพูดด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นว่า “การเป็นอาจารย์ของพวกเราไม่ใช่เรื่องยาก อย่างน้อยๆ ก็ต้องแข็งแกร่งกว่าเรา จึงจะมีคุณสมบัติเป็นอาจารย์ของเราได้ หากแม้แต่พวกเรายังไม่สามารถเอาชนะได้ แล้วจะมีสิทธิ์มาสั่งสอนพวกเราได้ยังไง!”

“งั้นหมายความว่า เจ้าอยากประลองฝีมือกับข้างั้นเหรอ?” หลี่ชีเย่พูดพลางมองดูลั่วเฟิงหัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ลั่วเฟิงหัวตอบกลับด้วยท่าทีแข็งกร้าว “ถูกต้อง หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ เจ้าก็มีคุณสมบัติที่จะสั่งสอนเรา! หึ ถ้าหากเจ้าเอาชนะข้าไม่ได้ ก็อย่าหาว่าข้าโหดก็แล้วกัน! เมื่อข้าเผชิญหน้ากับศัตรู ข้าไม่เคยออมมืออยู่แล้ว เมื่อถึงเวลานั้น อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ เพราะหากลงมือแล้ว ข้าสามารถบดขยี้กระดูกเจ้าให้แหลกได้ด้วยซ้ำ!

“แบบ แบบนี้คงไม่ดีมั้ง” ศิษย์หญิงตาโตที่อยู่ด้านข้างคนนั้นพูดอย่างหวาดกลัว “แค่ประลองให้รู้ผลก็น่าจะพอแล้ว”

หลี่ชีเย่ส่ายหน้า พลางพูดอย่างยิ้มแย้ม “ข้าว่า ศิษย์น้องลั่วคนนี้พูดมีเหตุผล หากสู้แค่รู้ผลมันจะสนุกอะไร ทุกคนเห็นด้วยไหม? ในเมื่อสู้กันแล้ว ก็สู้ให้เต็มที่ดีกว่า”

“ได้ มาวัดฝีมือกันดู!” ลั่วเฟิงหัวลุกขึ้นยืน พลางตะโกนเสียงดัง “ข้าจะสู้กับเจ้า!” ลั่วเฟิงหัวคนนี้ ถือว่ามีความกล้าน่าชื่นชมดีทีเดียว

หลี่ชีเย่ลุกขึ้นยืนอย่างยิ้มแย้ม “ในเมื่อเจ้าอยากสู้ ข้าก็ไม่ขัด” เขาพูดพลางค่อยๆ หยิบกระบองตีงูออกมาจากเอว “ข้าในฐานะศิษย์พี่ ไม่ควรลงมือก่อน เจ้าลงมือสิ”

“หึ ไม่เจียมตัว ศิษย์พี่ลั่วอยู่ในระดับพี่กง (ระดับสร้างลัคนา) กล้าใช้กระบองไม้อันเดียวมาท้าดวลกับศิษย์พี่ลั่ว ช่างเป็นสวะที่อวดดีจริงๆ !” ใครบางคนพูดอย่างดูแคลนเมื่อเห็นหลี่ชีเย่นำกระบองตีงูออกมา

ส่วนหนานหวยเหรินเขาได้แต่ส่ายหน้า เพราะรู้ว่าใครบางคนกำลังจะมีเคราะห์ แม้แต่ยอดฝีมืออย่างสวีฮุยยังเคยถูกกระบองนี้ตีจนหมดท่า ลั่วเฟิงหัวที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

“ไม่เจียมตัว!” การที่หลี่ชีเย่ชักกระบองไม้ออกมา สำหรับลั่วเฟิงหัวแล้ว มันเท่ากับเป็นการดูหมิ่นความสามารถของเขา เขาคำราม พลางอ้าปากชักกระบี่วิเศษออกมาเล่มหนึ่ง มันคือของวิเศษที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เกิดเสียง “พรวด” ดังขึ้น พริบตาเดียวมันก็เปลี่ยนรูปกลายเป็น “นทีกระบี่ดารา” พุ่งตรงไปยังหลี่ชีเย่

เกิดเสียงดัง “ปัง” ทันทีกระบี่ของลั่วเฟิงหัวโจมตี มันก็ถูกกระบองตีงูของหลี่ซีเย่ซัดกระเด็นไปในพริบตา

ตามด้วยเสียงดัง “ตุบ” ครั้งนี้ลั่วเฟิงหัวถูกฟาดจนตาพร่า เมื่อเผชิญหน้ากับการฟาดอย่างแรงของกระบองไม้ เลือดสดๆ จึงอาบไปทั่วหน้าของเขาทันที เขาไม่มีทางหลบการโจมตีของกระบองตีงูได้อยู่แล้ว

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...” หลี่ชีเย่ไม่ออมมือแม้แต่น้อย เขาฟาดโจมตีไม่ยั้งกว่าสิบครั้ง เพียงไม่นานลั่วเฟิงหัวก็ถูกโจมตีจนร่วงลงไปกองกับพื้น การรัวโจมตีเมื่อครู่ ทำให้ลั่วเฟิงหัวร้องเสียงหลงอย่างเจ็บปวด หลี่ชีเย่ลงมือกับลั่วเฟิงหัวหนักเป็นพิเศษ จนทำให้ตอนนี้ใบหน้าของลั่วเฟิงหัวมีเลือดอาบจนท่วม

“อ๊าก...” ท้ายที่สุด เมื่อหลี่ชีเย่หยุด ลั่วเฟิงหัวไม่เหลือแม้แต่แรงที่จะร้องโหยหวนออกมา เขาเจ็บจนได้แต่ส่งเสียงครางต่ำ

บุคคลที่อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับเทียนหยวน (ระดับจิตฟ้า) หากต้องเผชิญหน้ากับกระบองตีงู ไม่มีใครที่สามารถหนีได้พ้น!

หนานหวยเหรินอดไม่ได้ที่จะมองดูลั่วเฟิงหัวอย่างเวทนา แม้แต่สวีฮุยยังถูกตีจนดิ้นพล่านกับพื้น การลงมือของหลี่ชีเย่ในครั้งนี้ ถือว่าปรานีมากแล้ว

เวลานี้ ศิษย์ทั้งหมดอยู่ในอาการตกตะลึง พริบตาเดียว ลั่วเฟิงหัวซึ่งเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มกลับถูกตีจนเลือดอาบท่วม

“พวกเจ้ายืนขึ้นมา เข้ามาพร้อมกันให้หมด” หลี่ชีเย่ชี้กระบองออกไป พุ่งเป้าไปทางกลุ่มศิษย์ที่ร่วมสมทบกับลั่วเฟิงหัวเมื่อครู่

“แต่ แต่พวกเรา...” เมื่อเห็นสภาพของลั่วเฟิงหัว ศิษย์เหล่านั้นต่างพากันถอยหนีโดยไม่รู้ตัว

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0046 ตอนที่ 47