ราชันอหังการ

ราชันอหังการ: Chapter0057 ตอนที่ 58

#58Chapter0057

ตอนที่ 57 ปรุงยาก็แค่งานอดิเรก (1)

ท้ายที่สุด ผู้อาวุโสซุนจึงทำตามคำแนะนำของหลี่ชีเย่ โดยยุติการใช้หญ้ามังกรไฟ และใช้ต้นเพลิงธาราที่มีราคาสูงกว่าสำหรับเตาเทวะแทน

และแล้วหลังผ่านไปหนึ่งเดือน จู่ๆ ผู้อาวุโสซุนก็ขึ้นมายังเขาเดียวดายอีกครั้ง เวลานี้ เขาลืมไปแล้วว่าตนมีฐานะเป็นผู้อาวุโส เขาทำตัวราวกับคนหนุ่มธรรมดา ที่ตื่นเต้นดีใจและพูดอย่างยินดี: “สำเร็จแล้ว สำเร็จแล้วจริงๆ ตอนนี้เลือดลมข้าไหลเวียนคล่องตัว ตัวยาเทพก็แข็งแกร่งขึ้นมาก”

สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ หลี่ชีเย่ทำเพียงแค่ยิ้มออกมา ตัวยา เตาเทวะ ศาสตร์แห่งโอสถ..... ความรู้ด้านนี้ ตั้งแต่อดีตกาลมา หากเขาเป็นที่ 2 ก็คงไม่มีใครเป็นที่ 1 อีก!

ความสุขุมของหลี่ชีเย่ มันทำให้ผู้อาวุโสซุนอดรู้สึกชื่นชมไม่ได้ หากเป็นศิษย์คนอื่นๆ ที่ได้รับคำชมเชยจากอาจารย์แบบนี้ คงกำลังดีใจอย่างที่สุด แต่แล้ว สำหรับหลี่ชีเย่ คำชมเชยแบบนี้กลับธรรมดาเหมือนกับการกินข้าวมื้อหนึ่งเท่านั้น

“ก่อนเข้าสำนักโบราณสี่เหยียน เจ้าเคยฝึกฝนศาสตร์แห่งโอสถ? ” เวลานี้ ผู้อาวุโสซุนอดประทับใจไม่ได้ เขาชื่นชอบคนมีพรสวรรค์ ในเวลาแบบนี้ เขาคิดถึงหัวหน้าผู้อาวุโส หัวหน้าผู้อาวุโสที่หลายปีมานี้ดูสิ้นหวังเหลือเกิน แต่จู่ๆ เขากลับดูฮึกเหิมขึ้นมาและคอยสนับสนุนหลี่ชีเย่ หลี่ชีเย่เองก็มีคุณสมบัติที่ดีเหมาะกับการฝึกฝน ก่อนหน้านั้น พวกเขาเคยดูแคลนหลี่ชีเย่ แต่บางทีสำหรับศิษย์คนนี้ การที่มีร่างปุถุชน รอบชีวิตปุถุชนและลัคนาปุถุชนอาจไม่ใช่ปัญหาด้วยซ้ำ!

หลี่ชีเย่ได้แต่ยิ้ม พลางพูดขึ้น: “แค่มีโอกาสได้อ่านตำราบ้างเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก”

“ไม่มีอะไรมากมาย?” ผู้อาวุโสซุนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ความรู้เรื่องศาสตร์โอสถของหลี่ชีเย่ ความเข้าใจเกี่ยวกับเตาเทวะ ล้วนอยู่ในระดับสุดยอด! แม้แต่เขาเองยังเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ!

ผู้อาวุโสซุนพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้: “หากเจ้าบำเพ็ญตนแล้วรู้สึกว่ามันยาก บางทีเจ้าอาจควรลองมาเอาดีด้านศาสตร์โอสถ จากความรู้ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับตัวยา ข้าชื่นชมเจ้ามากๆ ไม่แน่ว่าเจ้าอาจมีโอกาสได้เป็นเทพโอสถคนที่สอง!”

หลี่ชีเย่บุคคลที่ผู้อาวุโสซุนชื่นชมตรงหน้าคนนี้ ในสายตาของเขา หากเป็นเรื่องการบำเพ็ญตนหลี่ชีเย่ดูไม่ค่อยมีอนาคตนัก ทว่า หากเขายอมเดินหน้าเอาดีทางด้านศาสตร์แห่งโอสถแล้วละก็ เขาจะต้องเป็นสุดยอดพรสวรรค์แน่นอน!

“เทพโอสถ?” เมื่อชื่อที่คุ้นเคยนี้ถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ทำให้หลี่ชีเย่อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้

ผู้อาวุโสซุนกลัวว่าหลี่ชีเย่จะไม่รู้จัก “เทพโอสถ” เขาจึงพูดอธิบายเสริม: “เทพโอสถถือเป็นปรมาจารย์นักปรุงยาของเรา พูดได้ว่า หลักการในการปรุงยาส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดขึ้นโดยเขา ถึงขั้นพูดได้ว่า เขานั่นแหละที่เป็นคนตั้งชื่อของเตาเทวะขึ้นมา ในยุคที่ยังไร้ซึ่งอารยธรรม เขาเป็นผู้วางระบบในการหลอมปรุงยาที่สมบูรณ์ เขาคือผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในศาสตร์แห่งโอสถ!”

เมื่อผู้อาวุโสซุนพูดถึงเทพโอสถ หลี่ชีเย่อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ เทพโอสถน่ะเหรอ เขาย่อมต้องคุ้นเคยกับชื่อนี้อยู่แล้ว มันเป็นช่วงความทรงจำที่ดีช่วงหนึ่งของเขา เจ้าเฒ่าน้อยนั่นเป็นคนมีพรสวรรค์เรื่องโอสถจริงๆ จุดนี้ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หลี่ชีเย่ในร่างของอีกาทมิฬก็ยังคงยอมรับและจดจำได้เสมอ

หลี่เย่อดเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้ การที่ผู้อาวุโสซุนพูดถึงเทพโอสถ มันทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่ผ่านมามากแล้วนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่น่าให้หวนคิดถึงเหลือเกิน ในยุคสมัยนั้น เขาเคยพาเจ้าเฒ่านั่นเข้าไปยังเก้าแดน ตะลุยไปทั่วดินแดนเซียนรกร้าง ช่วงเวลานั้น พวกเขาเคยทำการทดลองหลอมยามากมาย เคยคิดค้นสูตรการหลอมยาจำนวนนับไม่ถ้วน เคยคิดค้นสูตรยามหัศจรรย์จำนวนมาก เคยปลูกหญ้าวิเศษที่หลายคนนึกไม่ถึงนานาชนิด......

มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย เวลานั้น มีทั้งการคิดค้นสร้างสรร ทั้งการทดลอง ทั้งการงมหาสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน! หลังจากนั้น เขาที่เป็นอีกาทมิฬ ผ่านวันเวลามาอีกมากมาย เคยสังหารผู้นำนับครั้งไม่ถ้วน เคยใช้เลือดล้างเก้าฟ้าสิบแดนหลายต่อหลายครั้ง! ทว่า กลับไม่มีช่วงเวลามากนักที่ทำให้เขาหวนคิดถึงได้มากเท่ากับช่วงเวลานั้น

ในตอนนั้น ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของเขาต่างทุ่มให้กับการเรียนรู้ ทำให้ไม่มีวันเวลาของการฆ่าฟันมากนัก

ตั้งแต่อดีตกาลเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นนักปรุงยาหรือว่าผู้บำเพ็ญตน ต่างมีความคิดเดียวกันว่าเทพโอสถคือตัวแทนสุดยอดบุคคลในด้านศาสตร์แห่งโอสถ นั่นไม่ใช่เพียงเพราะความรู้ด้านศาสตร์แขนงนี้ของเขา ที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาเป็นผู้สร้างระบบที่สมบูรณ์ให้กับศาสตร์แขนงนี้! เขาคือผู้วางรากฐานที่สำคัญให้กับศาสตร์แห่งโอสถ!

อันที่จริง ตั้งแต่อดีตกาลมา ไม่เคยมีใครรู้ว่า แท้จริงแล้วเทพโอสถไม่ได้เป็นผู้วางรากฐานของศาสตร์แห่งโอสถ ระบบของศาสตร์โอสถ ไม่ใช่สิ่งที่เทพโอสถเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเพียงลำพัง เพราะเรื่องนี้ ยังมีอีกาทมิฬที่ไม่มีใครรู้จักอีกตัว ช่วยคิดค้นและกำหนดระบบศาสตร์แห่งโอสถขึ้น เป็นผลงานของอีกาทมิฬตัวหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก!

พูดได้ว่า หากไม่มีอีกาตัวนี้ ก็คงไม่มีเทพโอสถ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นความลับที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้!

หวนนึกถึงช่วงเวลานั้น หลี่ชีเย่ทอดถอนใจออกมาเบาๆ หากพูดถึงเรื่องที่เสียดาย สิ่งที่น่าเสียที่สุดก็คือเขาได้ทำความทรงจำของตำราที่ล้ำค่าที่สุดในโลกหายไป หลังจากที่ความทรงจำในช่วงดังกล่าวถูกลบเลือน มันก็ไม่ได้ถูกเรียกกลับคืนมาอีก สาเหตุนั้นง่ายมาก เพราะหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นตำราล้ำค่านั้นอีกเลย เกรงว่าแม้แต่เศษชิ้นส่วนเล็กๆ เขาก็คงไม่ได้เห็นอีกแล้ว

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลี่ชีเย่ได้แต่ส่ายหน้าเงียบๆ เจ้าเฒ่านั่นบ้าไปแล้วจริงๆ หลังจากที่กลายเป็นเทพโอสถ หลี่ชีเย่ในร่างอีกาทมิฬเคยเตือนอีกฝ่ายว่าเขาควรรับศิษย์ดีๆ สักคน เพื่อถ่ายทอดวิชาของตนเอง นึกไม่ถึงว่าเจ้านั่นกลับเสียสติ เพราะถึงเขาจะทิ้งตำราล้ำค่ามากมายเอาไว้ให้กับคนรุ่นหลัง ทว่า เขากลับลืมตำราโอสถล้ำค่าเล่มนั้นไป!

หลี่ชีเย่รู้ดี ว่าความบ้าของเจ้าเฒ่านั่นเป็นสิ่งที่เขาเจตนา! เขาเจตนาที่จะไม่ทิ้งตำราโอสถเล่มนั้นเอาไว้!

ระหว่างที่หลี่ชีเย่กำลังหวนคิดถึงความทรงจำในอดีต อาการเหม่อลอยของเขาทำให้ผู้อาวุโสซุนเข้าใจว่าหลี่ชีเย่น่าจะมีความสนใจเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นเทพโอสถ เขาเข้าใจว่าหลี่ชีเย่เริ่มใจอ่อนแล้ว

“เปลี่ยนมาศึกษาศาสตร์แห่งโอสถเป็นไง? หากเจ้ายินดีที่จะเปลี่ยนมาศึกษาศาสตร์แขนงนี้ ข้าก็ยินดีที่จะถ่ายทอดทุกสิ่งที่ข้าเรียนมาทั้งชีวิตให้กับเจ้า! ในภายภาคหน้า เจ้าจะต้องได้เป็นนักปรุงยาที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่สำนักโบราณสี่เหยียนของเราเคยมี จากนั้นหากเจ้าจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของผู้อาวุโสหรือแม้กระทั่งเจ้าสำนัก ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีก” ผู้อาวุโสซุนพยายามพูดเกลี้ยกล่อมหลี่ชีเย่ เพราะเขาชื่นชมศักยภาพที่หลี่ชีเย่มีเหลือเกิน!

หากเป็นศิษย์คนอื่นๆ ทันทีที่ได้ยินว่าผู้อาวุโสคิดที่จะรับตนเป็นศิษย์ เขาเหล่านั้นก็คงดีใจอย่างที่สุด และคงรีบก้มหัวโค้งคำนับกราบอาจารย์ทันที ทว่า เมื่อเป็นหลี่ชีเย่ปฏิกิริยาของเขากลับนิ่งเฉยเหลือเกิน

หลี่ชีเย่พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม: “ขอบคุณสำหรับความชื่นชมของผู้อาวุโส แต่ศาสตร์แห่งโอสถเป็นเพียงแค่ความสนใจส่วนตัว ข้าทำเพราะเป็นงานอดิเรกที่ชื่นชอบเท่านั้น”

คำพูดของหลี่ชีเย่ ทำให้ผู้อาวุโสซุนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาย่นหน้าผาก หากเป็นคนอื่น คงคิดว่าหลี่ชีเย่กำลังพูดจายโส ทว่าเวลานี้ผู้อาวุโสซุนกลับไม่คิดแบบนั้น สิ่งที่ผู้อาวุโสซุนคิด คือสิ่งที่หลี่ชีเย่กำลังทำเท่ากับเป็นการละทิ้งพรสวรรค์ของตัวเอง!

ผู้อาวุโสซุนรู้สึกเสียดาย เขาเสียดายพรสวรรค์ของอีกฝ่ายเหลือเกิน แต่เขาทนเก็บมันไว้ในใจ และพูดต่ออีกครั้ง: “เจ้าลองคิดดูให้ดี หากวันไหนเจ้าคิดดีแล้วและคิดได้ เจ้าสามารถมาพบข้าได้ทุกเวลา”

สำหรับความหวังดีของผู้อาวุโสซุนนั้น หลี่ชีเย่ได้แต่ยิ้มออกมา เมื่อผู้อาวุโสซุนเห็นท่าทีของเขา อีกฝ่ายจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะกลับไป

อันที่จริง ผู้อาวุโสซุนยังไม่ได้ตายใจ เพราะผ่านไปไม่กี่วัน ผู้คุมกฎม่อก็ปรากฏตัวที่เขาเดียวดายอีกครั้ง หลังจากที่ผู้คุมกฎม่อมาถึง เมื่อเห็นหลี่ชีเย่ เขาดูมีอะไรอยากพูด แต่ก็พูดไม่ออก พยายามพูดอยู่นาน สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออก

“ผู้อาวุโสซุนให้ท่านมาเกลี้ยกล่อมให้ข้าศึกษาศาสตร์แห่งการปรุงยาใช่ไหม” สำหรับท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ ของผู้คุมกฎม่อ หลี่ชีเย่พอจะเดาออกได้ไม่ยาก

ผู้คุมกฎม่อดูอึดอัดใจเล็กน้อย เขายิ้มแห้งๆ พูดอย่างเลี่ยงไม่ได้: “อาจารย์ของข้ามีเจตนาแบบนั้นจริงๆ แต่จะศึกษาหรือไม่ ท่านคงต้องตัดสินใจเอง คงไม่มีใครกล้าบังคับ”

อันที่จริง ในใจของผู้คุมกฏม่อรู้ดีว่า หลี่ชีเย่เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเองสูงมาก ส่วนที่เขามาก็แค่เพราะไม่สามารถละเมิดคำสั่งของอาจารย์เท่านั้น

“ศาสตร์โอสถทำไปเพราะความชอบเท่านั้น ถ้ามีเวลาข้าจะลองศึกษาเพิ่มดู” หลี่ชีเย่ยิ้มพลางพูดขึ้น

สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ ผู้คุมกฎม่อเองได้เตรียมใจไว้แต่แรกแล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่ได้พูดเกลี้ยกล่อมหลี่ชีเย่อีก แต่กลับไปรายงานอาจารย์ของตนทันที

เพียงพริบตาเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปสามเดือน การฝึกฝนของศิษย์ในเขาล้างศิลา ไม่มีอะไรที่หลี่ชีเย่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว ส่วนการบำเพ็ญตนของหลี่ชีเย่ก็มาถึงขั้นตอนการชุบร่างของระดับสั่งสมกายแล้ว เมื่อขั้นตอนนี้เสร็จสมบูรณ์ หลี่ชีเย่ก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นตอนลำดับที่สามของระดับสั่งสมกาย----------ล้างกายา!

สำหรับผู้บำเพ็ญตนแล้วขั้นตอนล้างกายาถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับศิษย์มีพรสวรรค์ที่มีกายเป็นกายแต่กำเนิด กายกษัตรา ขั้นตอนที่ว่าถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญที่สุด

เพราะในขั้นตอนนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผู้บำเพ็ญตนได้มีโอกาสในการบ่มเพาะร่างกาย! ขั้นตอนในการล้างกายาไม่เพียงแต่ต้องอาศัยการฝึกฝนเท่านั้น หากต้องการบ่มเพาะคุณสมบัติกายของตน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือยากาย!

แน่นอนว่า สำหรับผู้บำเพ็ญตนแล้ว หากพูดตามหลักการ ระดับของยากายยิ่งสูง ก็ย่อมส่งผลดีกับการบ่มเพาะร่างกาย ทว่า ในระหว่างการฝึกฝนนั้น มันมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง

เช่นว่า คนที่มีกายแต่กำเนิด ครั้งแรกของการบ่มเพาะร่างกาย การเลือกยากายแต่กำเนิดเป็นสิ่งที่เหมาะสม หนึ่งเพราะมันง่ายต่อการดูดซับสารสกัดของยากาย; สอง เพราะการบ่มเพาะกายครั้งแรก ยากายในระดับเดียวกันจะเหมาะกับคุณสมบัติกายของตนมากกว่า

แต่ในความเป็นจริง ในสำนักโบราณสี่เหยียน เมื่อมาถึงในระดับนี้ ศิษย์ส่วนใหญ่ที่บ่มเพาะกายในครั้งแรกต่างไม่มีทางเลือกมากนัก ดังนั้นยากายที่ใช้จึงกลายเป็นยากายภายหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะทุกคนต่างไม่มีทางเลือก สำนักโบราณสี่เหยียนเสื่อมอำนาจลงไปมาก ทั้งทรัพย์สินและกำลังต่างก็มีข้อจำกัด ศิษย์ที่มีโอกาสใช้ยากายแต่กำเนิด เกรงว่าคงมีเพียงศิษย์ที่ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาให้ด้วยตนเองเท่านั้น!

หลี่ชีเย่คำนวณเวลาของตน เวลาที่เขาจะต้องใช้ยากายใกล้เข้ามาเต็มที ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจไปพบกับหัวหน้าผู้อาวุโส

อันที่จริง หลี่ชีเย่สามารถใช้ยากายในการบ่มเพาะร่างได้สักพักแล้ว แต่เพราะต้องการให้เลือดลมหยินหยางได้อยู่อย่างสมดุลที่สุดภายในลัคนาของเขา เขาจึงเลื่อนเวลาในการบ่มเพาะร่างออกไป

เมื่อพบกับหัวหน้าผู้อาวุโส ทันทีที่เขาได้ยินเจตนาที่หลี่ชีเย่มา หัวหน้าผู้อาวุโสอดประหลาดใจไม่ได้ เขามองดูหลี่ชีเย่พลางเอ่ยถาม: “เจ้าฝึกถึงขั้นล้างกายาของระดับสั่งสมกายแล้วหรือ?”

หากลองนับดู หลี่ชีเย่เข้าสำนักและเริ่มบำเพ็ญตนยังไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ แต่เขากลับสามารถฝึกมาถึงขั้นล้างกายาในระดับสั่งสมกายได้

ผลลัพธ์แบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสำนักไหนก็ล้วนแล้วแต่ถือได้ว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สำหรับคนที่มีกาย รอบชีวิตและชะตาปุถุชนอย่างหลี่ชีเย่ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อหัวหน้าผู้อาวุโสเรียกสติกลับมาได้อีกครั้ง เขามองไปที่หลี่ชีเย่และเอ่ยถามขึ้น: “วิชาที่เจ้าฝึก คือพลังวงตะวันจันทรา?”

----------------------------------------------------------------------------

ราชันอหังการ: Chapter0057 ตอนที่ 58