ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 039 ตอนที่ 39
ตอนที่ 39 ไม่ตั้งใจแอบดูผู้ชาย
พ่อบ้านเกากับชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องหนังสือในเรือน และกำลังจะเดินออกไป
อวิ๋นหว่านชิ่นรีบหลบหลังเสาตรงระเบียงทางเดิน โดยโผล่ศีรษะออกมาเล็กน้อย เห็นพ่อบ้านเกามีสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนชายวัยกลางคนอีกคน สวมชุดยาวสีเขียว สวมหมวกทรงสี่เหลี่ยมแบบหมอ ท่าทางสง่างามอ่อนโยน ลักษณะเหมือนหมอประจำจวนอ๋อง กำลังพูดปลอบโยน
“พ่อบ้านเกาวางใจ ยาขององค์ชายสามเตรียมไว้แล้ว น้ำก็เตรียมไว้แล้ว และใช้ให้คนเอาไปวางไว้ในห้องแล้ว อีกสักครู่พอองค์ชายสามเข้าห้องอบยาได้ทันที”
พ่อบ้านเกายิ่งมีสีหน้าเป็นกังวล ก่อนทอดถอนใจ “จะให้วางใจได้อย่างไร ช่วงนี้ของทุกๆ เดือนองค์ชายสามต้องทรมาน ถ้าไม่ทานยาก็กดความเจ็บปวดไว้ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเดือนไหนปีไหนจึงจะหายดี!”
.....
ปรักปรำเขาแล้ว ป่วยจริงๆ หรือ แต่ทุกๆ เดือนต้องทรมานอยู่หลายวัน? ซย่าโหวซื่อถิงนี่ ทำไมมีอาการเหมือนเป็นประจำเดือน อวิ๋นหว่านชิ่นกลั้นขำ เกือบส่งเสียงออกมา จึงรีบปิดปากไว้
แม้นางเคลื่อนไหวไม่มาก แต่ก็ทำให้คนปฏิกิริยาไวอย่างพ่อบ้านเกาเอะใจ จึงเดินขึ้นบันไดมา
อวิ๋นหว่านชิ่นไม่กล้าหายใจ ใจเต้นตึกตัก แต่แล้ว แขนก็ถูกคนฉุดอย่างแรง ก่อนลากไปด้านหลัง
เด็กหญิงอายุราวเจ็ดแปดขวบเบิ่งตาโต นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าลายผีเสื้อ มวยผมสองมวย รูปหน้าคล้ายผลผิง (แอปเปิ้ล) ผิวขาวใสดุจหยกสลัก เพียงแต่คางยังกลมแบบเด็กๆ รูปร่างท้วมเล็กน้อย ยกนิ้วอวบๆ ขึ้นพร้อมเสียง ชู่ ก่อนก้าวไปข้างหน้า ยืนขวางทางเดิน
อวิ๋นหว่านชิ่นก็ร่วมมือกับนางเต็มที่ รีบหลบเข้ามุมผนัง ได้ยินเพียงเสียงพ่อบ้านเกาดังมา “...ที่แท้ก็เป็นคุณหนูอาหลัว”
จากนั้นเด็กหญิงก็พูดเสียงหวาน “ค่ะ อาหลัวกำลังเล่นอยู่ในเรือนของญาติผู้พี่”
“ขอคุณหนูอาหลัวรีบกลับห้องของตัวเองเถิด อีกประเดี๋ยวพอองค์ชายสามทำงานในห้องหนังสือเสร็จ ก็จะกลับห้องไปอบยา ในจวนกำลังเข้มงวดการเข้าออก ไม่อนุญาตให้เดินเพ่นพ่าน จะรบกวนองค์ชายสามเอา” พ่อบ้านเกาตักเตือน
“อาหลัวทราบค่ะ”
ญาติผู้พี่? อาหลัว? เด็กหญิงเป็น...ญาติผู้น้องของซย่าโหวซื่อถิง?
อวิ๋นหว่านชิ่นมีความทรงจำในเรื่องนี้ ตอนที่พระสนมเอกเฮ่อเหลียนมาต้าเซวียนอภิเสกสมรสเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีนั้น ได้พาญาติผู้น้องเผ่าเดียวกัน ซึ่งเป็นคนเหมิงหนูเหมือนกันมาด้วย ต่อมาหนิงซีฮ่องเต้ได้มอบสมรสพระราชทานให้นางกับขุนนางแซ่ชุยคนหนึ่ง สองสามีภรรยามีธิดาอยู่หนึ่งคน ถ้าพูดถึงความเกี่ยวข้อง เด็กหญิงคนนี้ก็คือญาติผู้น้องของซย่าโหวซื่อถิง ซึ่งหลังจากจวนสกุลชุยไฟไหม้ สองสามีภรรยาโชคร้ายเสียชีวิต นางจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้ญาติขาดมิตร พระสนมเอกเฮ่อเหลียนสงสารหลานสาว แต่เสียดายที่ตนไม่มีอำนาจใดๆ ในวังหลวง ยิ่งไม่มีวงศาคณาญาติให้ฝากฝัง สุดท้ายได้ยินว่า ซย่าโหวซื่อถิงเป็นคนนำเด็กหญิงมาเลี้ยงดูในจวนอ๋อง ที่แท้ก็เป็นความจริง!
อวิ๋นหว่านชิ่นยังจำได้ว่า ในชาติก่อน หลังจากซย่าโหวซื่อถิงขึ้นครองราชย์ มีพระมเหสีรองชุยเป็นสตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งในวังหลัง ซึ่งก็คือญาติผู้น้องเผ่าเดียวกับพระมารดาของเขา โดยชื่อของนางมีคำว่าหลัวอยู่...หรือก็คือเด็กหญิงคนนี้
หลังจากทั้งสองเดินออกไปไกล เด็กหญิงก็หันกาย กลอกสายตาไปมา “เรียบร้อย ไปกันแล้ว”
อวิ๋นหว่านชิ่นเป่าปาก ก้าวออกมา พูดขอบคุณเสียงเบา “ขอบใจน้องสาวมาก แต่เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด ข้าไม่ใช่โจร ข้ามาหาองค์ชายสามเพราะมีเรื่องด่วน...”
ชุยยินหลัวไม่มีเจตนาตำหนิและไม่คิดถามมากความ เดินจ้ำม่ำเข้าหา แล้วใช้ดวงตากลมโตจ้องอวิ๋นหว่านชิ่นไม่กะพริบตา พลางคิด หนุ่มน้อยหน้าสวยน่าจะโตกว่าตนราวห้าหกปี แต่มีบุคลิกประดุจเทพเซียนในภาพวาด หน้าตาดีทีเดียว จะเป็นโจรได้อย่างไรกัน
หน้านางจึงแดง “เจ้าเป็นสหายของญาติผู้พี่ข้า? เจ้าชื่อว่าอะไร”
อวิ๋นหว่านชิ่นชะงัก ไม่ใช่นางคิดมาก แต่ท่าทางของแม่นางน้อย เหมือนกำลังมองคนในดวงใจจริงๆ อย่าบอกเชียวนาว่า กำลังเริ่มมีความรัก...ในรูปลักษณ์ภายนอกของตน
เด็กหญิงคนนี้ไม่แน่ว่าจะได้เป็นพระมเหสีรองในอนาคต นางไม่คิดล่วงเกิน จึงตอบพอเป็นพิธี “คือ ข้า...”
ตอนนี้ มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาอีก ทั้งสองยืนอยู่ในเรือนหลัก ชุยยินหลัวชะงัก หันไปผลักประตูห้องญาติผู้พี่ แล้วค่อยผลักอวิ๋นหว่านชิ่นเข้าไป “เข้าไปก่อน!”
อวิ๋นหว่านชิ่นยังไม่ทันตั้งตัว จึงเดินตุปัดตุเป๋เข้าไปในห้อง
ภายในห้อง ตกแต่งอย่างเรียบง่ายสบายตา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นห้องบุรุษ กลิ่นหอมจางๆ ที่สง่างามและคุ้นเคยโชยมาในอากาศ
เหมือนกลิ่นหอมบนร่างของซย่าโหวซื่อถิงทุกประการ
นอกจากกลิ่นเจ้าของเรือนแล้ว ยังมีกลิ่นอื่นปะปนมาด้วย อวิ๋นหว่านชิ่นหายใจเข้าลึกๆ แยกแยะได้อย่างชัดเจน สมุนไพรบางชนิดปรากฏอยู่ในหนังสือสมุนไพรในตำนาน อย่างนิ่ววัว ดอกเบญจมาศป่า ใบบัวบก ส้มผด มีกลิ่นหอยกาบพันปีด้วย เหล่านี้ล้วนมีจุดร่วมกันคือ ล้างพิษและบรรเทาความร้อนได้ดีอีกระดับ แต่เพราะฤทธิ์แรง คนปกติรับไม่ไหว ถ้าใช้มากเกินไป ร่างกายจะอ่อนแอลง ดื้อยา เว้นเสียแต่ว่า ร่างกายผู้ป่วยมีพิษร้อนที่รุนแรงมาก!
นี่ก็คือสิ่งที่พ่อบ้านเกากับหมอประจำจวนอ๋องพูดคุยกันเมื่อครู่ ยาที่ได้เตรียมไว้ให้ซย่าโหวซื่อถิงแล้ว?
อวิ๋นหว่านชิ่นมองหาตัวยา แต่กลับไม่เจอ มีแต่กลิ่น ใครใช้ให้นางจมูกไวกว่าสายตาเล่า
นางเดินตามกลิ่นเข้าไปด้านใน เห็นอ่างอาบน้ำไม้สักสูงประมาณเอวคน ด้านในมีน้ำร้อนอยู่เกือบเต็ม ไอสีขาวลอยตลบอบอวลไปทั่ว
พอเดินลึกเข้าไป ก็เป็นส่วนที่ถูกกั้นด้วยฉากพับสีอ่อน สี่บานตรงกลางเป็นรูปม้าเร็วพันลี้ ด้านในของ
ฉากกั้น มีเตียงไม้ไผ่ที่กว้างและใหญ่อยู่เตียงหนึ่ง เสาเตียงทั้งสี่มุมตกแต่งด้วยผ้าม่านบางๆ สีขาว บนเตียงปูผ้าไหมสีสันสวยสดงดงามสองสามชั้น น่าจะใช้เอนกายพักผ่อนหย่อนใจหลังอาบน้ำเสร็จ
นี่เป็นที่ที่กลิ่นแรงที่สุด แต่ก็ยังหาไม่เจอว่าสมุนไพรอยู่ที่ไหน อวิ๋นหว่านชิ่นนั่งลงบนเตียง ลองล้มตัวลงนอน รู้สึกสบายเอามากๆ !
เคยคิดว่าเขาใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนคนธรรมดา ที่แท้ก็ไม่วาย ยังดื่มด่ำกับความหรูหราอยู่นี่!
และในตอนนี้เอง เสียงประตูก็ดัง ‘แอ๊ด’ ตามด้วยเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา พร้อมด้วยเสียงที่คล้ายเสียงของสาวใช้ “องค์ชายสาม น้ำและยาเตรียมพร้อมแล้ว จะให้หรุ่ยจืออยู่ปรนนิบัติท่านหรือไม่”
“ไม่ต้องหรอก เจ้าออกไปเถิด” เสียงแสดงความเกรงใจของซย่าโหวซื่อถิง วันนี้ฟังดูซึมไปเล็กน้อย คงอ่อนล้ามาก
สาวใช้ผู้นั้นชะงักนิดหน่อย คล้ายไม่ไว้วางใจ สุดท้ายจึงว่า “เพคะ เช่นนั้นองค์ชายสามมีอะไรก็เรียกใช้ได้ หรุ่ยจือเฝ้าอยู่ด้านนอก”
ประตูปิดลง
ทั้งสองถูกคั่นด้วยฉากกั้นกึ่งโปร่งแสง อวิ๋นหว่านชิ่นเห็นร่างอันสูงเพรียวร่างหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย คล้ายอ่อนแรง เดินไปถอดเสื้อผ้าไป เดินได้ไม่กี่ก้าว ก็ตวัดแขน โยนเสื้อนอกพาดบนฉากกั้น ยืนเปลือยครึ่งท่อนบนอยู่ด้านนอก คลับคล้ายเห็นเส้นสายเป็นส่วนๆ รูปร่างสง่างาม ช่างเป็นอาหารตา...ยิ่งนัก
ดะ เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่เขาจะอาบน้ำนา! ถอดเร็วเกินไปแล้ว ยังไม่มีโอกาสทักทาย ก็ถอดไปครึ่งหนึ่งแล้ว! ถ้าโผล่ออกไปตอนนี้ ไม่น่าจะเหมาะ...
ชายหนุ่มเลื่อนข้อมือลงไปที่ช่วงเอวอันบอบบาง คล้ายกำลังจะปลดสายรัดเอว อวิ๋นหว่านชิ่นหายใจเอาอากาศเย็นเข้าไป ก่อนดึงผ้าม่านบางๆ ลงตามสัญชาตญาณ แล้วกลิ้งไปด้านในของเตียง