พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 055 ตอนที่ 55
ตอนที่ 55 ซับซ้อนยากแยกแยะ
เห็นเฉินซื่อเจี๋ยมั่นใจเช่นนี้ มั่วหกเฒ่าในใจตุ้มๆ ต่อมๆ ขึ้นมา ในช่วงเวลาหนึ่งสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่กล้าออกเสียงอยู่นาน
“เป็นเช่นไร ไม่กล้าส่งคนมาตรวจหรืออย่างไร” เฉินซื่อเจี๋ยถาม
“เช่นนั้นหากบุตรสาวเจ้าไม่รักษาจารีตจะเป็นเช่นไร” มั่วต้าเหนียนเห็นมั่วหกเฒ่าไม่กล้ารับคำ จึงก้าวออกมากล่าว
“หากเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นถือว่ามั่วเฟยเยียนมีเหตุน่าเห็นใจ พวกเราค่อยปรึกษากัน ไม่เอาเรื่องนาง!” เฉินซื่อเจี๋ยเอ่ย
“ดี ภรรยามั่วสิบเอ็ด เจ้าไปเรียกยายหมอมา!” มั่วต้าเหนียนหันหน้าบอกมั่วฮวาซื่อ
“เจ้าค่ะ” มั่วฮวาซื่อรับคำถอยออกจากโถงใหญ่ กวักมือเอ่ยกับสาวใช้คนหนึ่งว่า “รั่วเหมย เจ้ารีบไปเรียกมั่วชิงเหนียงมา”
มั่วชิงเหนียงก็เป็นบุตรสาวตระกูลมั่ว ทว่าไม่มีรากวิญญาณ ศึกษาการแพทย์โดยเฉพาะ นางแต่งสามีเข้าบ้าน
เฉกเช่นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรเช่นนี้ บุตรสาวที่ไม่มีรากวิญญาณหากไม่มีโอกาสวาสนาแต่งเข้าตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรอื่น ผู้ที่มีวิชาติดตัว ไม่ยอมออกจากตระกูลไปเสียที การแต่งสามีเข้าก็มีให้เห็นบ่อยๆ
ผ่านไปไม่นาน ผู้หญิงอายุประมาณสามสิบ ผมนุ่มดำเกล้าทรงสูงคนหนึ่งรีบมาพร้อมสาวใช้
“ฮูหยินน้อยสิบเอ็ด” ผู้หญิงเห็นมั่วฮวาซื่อจึงรีบคารวะ
มั่วฮวาซื่อสะบัดแขนเสื้อดึงนางขึ้นมาทั้งตัวว่า “ไม่ต้องมากพิธี ท่านอาท่านลุงทั้งหลายเรียกเจ้าแน่ะ รีบตามข้ามา”
ได้ยินว่าพวกมั่วต้าเหนียนเรียกหา มั่วชิงเหนียงสีหน้าตกใจ บุตรสาวคนธรรมดาเช่นพวกนาง การได้พบหน้าผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นอาวุโสนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
มั่วชิงเหนียงเดินเข้าโถงใหญ่อย่างเจียมตัวพร้อมความรู้สึกกระวนกระวาย
“ท่านอาห้า ยายหมอมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” มั่วฮวาซื่อเอ่ยเสียงใส
“มั่วชิงเหนียงขอคารวะ...” มั่วชิงเหนียงรีบย่อเข่ากำลังจะคุกเข่าลงไป กลับรู้สึกว่ามีพลังไร้รูปดึงนางไว้ ทำให้นางยืนขึ้นอย่างไม่ตั้งตัว
“ไม่ต้องแล้ว มั่วชิงเหนียง เจ้ามาดูสภาพของคนในโลงสิ” มั่วต้าเหนียนเอ่ยอย่างหมดความอดทน
“เจ้าค่ะ” มั่วชิงเหนียงพูดพลางมองไปที่โลงแก้วซึ่งวางอยู่กลางโถง การมองปราดนี้กลับทำให้นางตกใจแทบแย่ คนในโลง ไม่คิดเลยว่าจะเป็นฮูหยินน้อยสิบแห่งตระกูลมั่ว!
แม้ผู้บำเพ็ญเพียรในตระกูลมั่วล้วนมีฐานะสูงกว่าคนธรรมดาระดับหนึ่ง บุตรสาวธรรมดาเช่นมั่วชิงเหนียงนี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้เสวนาด้วย แต่อย่างไรเสียนางก็มีฐานะเป็นยายหมอ หญิงสาวในตระกูลหากเกิดไม่สบายขึ้นมาอย่างไรก็ต้องหานาง รวมทั้งสาวใช้ที่ปรนนิบัติผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านั้น ก็เพราะเช่นนี้ นางจึงสามารถแยกแยะแต่ละคนได้อย่างง่ายดาย
มั่วชิงเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์ จากนั้นถึงก้าวเดินไปที่โลงศพ พิจารณาใบหน้าที่ดุจมีชีวิตของคนในโลง ในใจถอนใจแผ่วเบาแล้วยื่นมือดันฝาโลงออกดัง เอี๊ยด
จากนั้นมั่วชิงเหนียงหยิบถุงมือใยไหมที่บางอย่างที่สุดจากกล่องที่นำติดตัวมาใส่ไว้ที่มือและเริ่มตรวจสภาพศพ
ในโถงใหญ่ เงียบสงบจนสามารถได้ยินเสียงเข็มปักผ้าตกพื้น สายตาของทุกคนต่างจ้องมองเงาหลังของมั่วชิงเหนียงอย่างไม่รู้ตัว
ส่วนมั่วชิงเหนียงที่ตรวจอย่างตั้งใจ ตามเวลาที่ยิ่งล่วงเลยไปสีหน้ากลับยิ่งดูไม่ได้ขึ้นมา อย่างช้าๆ ถึงกับมีเหงื่อหยดใหญ่ๆ ไหลลงจากหน้าผากตกลงบนพื้น
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดมั่วชิงเหนียงก็ยืดตัวตรง ตัวสั่นเบาๆ มองไปที่พวกมั่วต้าเหนียน
“เป็นเช่นไร” มั่วหกเฒ่าทนไม่ไหวจึงถามขึ้น
รู้สึกได้ถึงท่าทางน่ากลัวของมั่วหกเฒ่า มั่วชิงเหนียงรู้สึกเพียงตัวอ่อนยวบจนนั่งลงไปอยู่บนพื้น
“หึ เจ้าคิดจะใช้อำนาจบังคับคนหรืออย่างไร ก็ใช่ ยายหมอนี่เดิมทีก็เป็นคนของตระกูลมั่วเจ้าอยู่แล้ว ต้องกลัวเจ้าเป็นธรรมดา!” เฉินซื่อเจี๋ยเอ่ยเสียงเข้ม
“เจ้า!” มั่วหกเฒ่าโกรธจนตาแทบจะพ่นไฟได้
มั่วต้าเหนียนที่ไม่ถูกกับมั่วหกเฒ่ามาตลอดบัดนี้กลับสุขุมอย่างประหลาด เอ่ยเสียงดังว่า “มั่วชิงเหนียง เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ตอบตามความจริงก็พอ”
“เรียน...เรียนนายท่านห้า ฮูหยินน้อยสิบนาง...นาง...” พูดถึงตรงนี้มั่วชิงเหนียงทำใจแข็งแล้วหลับตาเอ่ยเสียงดังว่า “นางตายเพราะถูกอาวุธคมกริบไม่ทราบชื่อแทงทะลุหัวใจ ก่อนตาย...ก่อนตายถูกย่ำยีอย่างน่าสงสาร!”
คำพูดประโยคเดียวเปรียบดั่งสายฟ้าฟาด ระเบิดโครมครามลงกลางโถงใหญ่
จากนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะอย่าบ้าคลั่งลอยมา “ฮ่าๆๆ มั่วต้าเหนียน มั่วต้าเว่ย เรื่องถึงขั้นนี้ พวกเจ้ายังมีอะไรจะพูดอีก ท่านพี่ทั้งสอง ขอให้พวกท่านเป็นพยาน ทวงความยุติธรรมคืนให้บุตรีที่ตายอย่างน่าสงสารไร้ความผิดของข้า!”
“มั่วชิงเหนียง เจ้าดูผิดหรือไม่ นี่เป็นไปไม่ได้! เจ้าแน่ใจว่านางถูกย่ำยีจนตาย โดยไม่ใช่...” มั่วหกเฒ่าเอ่ยเสียงร้ายกาจ
มั่วชิงเหนียงหดตัวด้วยความกลัว ยังคงเอ่ยว่า “ชิงเหนียง...ชิงเหนียงเพียงพูดตามผลสรุปที่ได้จากการตรวจภายนอกของศพ อาจ...อาจมีสิ่งแอบแฝงอยู่ก็มิอาจรู้ได้...”
“พูดได้ดี สิ่งแอบแฝง? เรื่องถึงขั้นนี้ ตระกูลมั่วเจ้ายังคิดจะปฏิเสธอีกหรือไร” เฉินซื่อเจี๋ยถาม
บรรยากาศในโถงใหญ่มาถึงขั้นฟาดฟันเข้าใส่กัน ส่วนอีกด้านหนึ่ง พวกมั่วชิงเฉินกลับนั่งอยู่ในศาลายาว คุยสัพเพเหระไปเรื่อย
“ไม่รู้ในโถงใหญ่เกิดเรื่องอะไรกันขึ้น คนของตระกูลเฉินมาอีกแล้วใช่หรือไม่” มั่วหนิงโหรวเท้าคาง เอ่ยเอื่อยๆ
“ข้าได้ยินมาว่า ที่มาครั้งนี้ไม่เพียงแต่มีคนตระกูลเฉิน ยังมีตระกูลฮวาและตระกูลโอวหยาง” มั่วอวี้ฉีสายตาเป็นประกายเล็กน้อย
มั่วหร่านอีมองนางด้วยหางตาปราดหนึ่ง “เจ้าสิบสี่ ในเมื่อช่วงนี้ท่านปู่ห้าท่านปู่หกไม่อนุญาตให้พวกเราไปที่โถงหน้า เจ้าก็อย่าคิดพวกนี้เลย”
มั่วหนิงโหรวกัดริมฝีปากว่า “หนิงโหรวเพียงแต่คิดไม่ตก ตระกูลเฉินมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลมั่วเรามาตลอดมิใช่หรือ เหตุใดถึงต้องฆ่าพี่เก้าให้ได้ด้วย ยังมีอีกสองตระกูล ไม่คิดว่าจะมาช่วยด้วย หรือว่า...หรือว่าไม่เข้าใจเหตุผลที่ว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”
มั่วชิงเฉินที่ฟังอยู่ข้างๆ แอบถอนใจ ไม่รู้เพราะเด็กในยุคโบราณเป็นผู้ใหญ่เร็ว หรือเพราะผู้บำเพ็ญเพียรสติปัญญาเกินคนธรรมดากันแน่ เด็กผู้หญิงอายุเพียงแค่แปดเก้าขวบ ก็ถกเรื่องน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่ากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่คิดอีกทีมีคนมากมายในยุคสมัยนี้อายุสิบสามสิบสี่ปีก็แต่งงานกันแล้ว ก็รู้สึกอีกว่ามันก็เป็นเช่นนั้นเอง
“เรื่องนี้ง่ายมาก แต่ไหนแต่ไรมาสี่ตระกูลในเมืองลั่วหยางอุ้มชูกันและกันเพื่อกำลังที่แข็งแกร่งขึ้น เพื่อป้องกันตระกูลบำเพ็ญเพียรจากที่อื่นมาแย่งชิงทรัพยากร แต่บัดนี้ เหมืองวิญญาณที่ครอบครองร่วมกันโดยสี่ตระกูล ถูกขุดจวนจะหมดแล้ว” ทันใดนั้นมั่วแปดน้อยก็ออกเสียง
“เอ๋ ที่แท้พี่แปดก็รู้เรื่องพวกนี้หรือเนี่ย” มั่วหร่านอียกคิ้วเอ่ย
มั่วชิงเฉินก็แอบตกใจ มั่วแปดน้อยที่ดูไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่คิดว่าจะรู้เรื่องพวกนี้ กลับเป็นตนที่สองตามืดมิดไม่รู้เรื่องในตระกูลมั่วและแม้กระทั่งสถานการณ์ทั้งเมืองลั่วหยาง เห็นทีการที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาบำเพ็ญเพียร ก็มีข้อเสียเหมือนกัน
มั่วแปดน้อยหัวเราะอย่างไม่แยแส “ก็เพียงแค่ขลุกอยู่กับพวกนั้นบ่อยๆ นานๆ ทีก็ได้ยินเฉินหมิงพูดถึงสักที”
“หึ เจ้ายังจะพูดถึงเฉินหมิงนั่นอีกหรือ!” มั่วอวี้ฉีพูดเสียดสี
มั่วแปดน้อยเคืองว่า “ใครจะไปรู้ว่าพวกผู้ใหญ่มีเรื่องอะไรกัน ทรัพยากรใช้หมดแล้วค่อยร่วมแรงพร้อมใจกันคิดหาวิธีสิ จับแต่เรื่องนี้ไม่ยอมปล่อย ทำให้เวลานี้เฉินหมิงเห็นข้าก็เอาแต่หลบหน้า”
“มั่วแปดน้อย ข้ายังนึกว่าเจ้าคิดเป็นแล้วเสียอีก ที่แท้ยังคงเลอะเลือนเหมือนเดิม!” มั่วหร่านอียิ้มเยาะ
“หืม?” มั่วแปดน้อย หืม ทีหนึ่งอย่างไม่ยอมลงให้
มั่วหร่านอี ฮึ เย็นเยียบว่า “เจ้าคิดแต่เรื่องทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียร แต่รู้หรือไม่ว่ารากฐานของตระกูลหนึ่งอยู่ที่ใด คือคน คือต้นกล้าที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ในโลกการบำเพ็ญเพียรนี้ไม่ต้องให้ข้าบอกพวกเจ้าก็รู้ เฉพาะรากวิญญาณคู่ก็คือพรสวรรค์ยอดเยี่ยมแล้ว ทุกสำนักต่างแย่งชิงกัน ในรุ่นเรานี้ ไม่เพียงแต่มีสองคน ยังเฉพาะเจาะจงมีมั่วเฟยเยียนที่มีรากวิญญาณธาตุน้ำแข็งอีก ดั่งคำกล่าวที่ว่ามีบุญก็มีภัย นี่อาจเป็นโอกาสดีเยี่ยมในการทำให้ตระกูลมั่วเรากลับมารุ่งเรื่องอีกครั้ง ยังอาจ...เป็นต้นเหตุให้เกิดภัยพิบัติ!”
“หา!” มั่วหนิงโหรวร้องเบาๆ หนึ่งที จากนั้นว่า “แต่หากเป็นเช่นนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้พวกเขาสามตระกูลไม่แสดงออกอะไรเลยล่ะ”
มั่วหร่านอีส่ายศีรษะว่า “หนิงโหรว เจ้ายังเล็ก ไม่เข้าใจใจคน สามตระกูลที่เหลือแม้จะอิจฉาตระกูลมั่วเรา แต่ก็ไม่อาจอยู่ดีๆ หาเรื่องให้ร้ายมั่วเฟยเยียน อย่างไรเสียสี่ตระกูลก็เปรียบเหมือนพี่น้องกันมาตลอด ใครก็หวังอยากให้ตระกูลของตนมีอัจฉริยะปรากฏสักคน หากทุกครั้งที่มีคนปรากฏหนึ่งคนก็ถูกสามตระกูลที่เหลือทำลาย นี่ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อยากเห็น ทว่าหากมั่วเฟยเยียนทำความผิดอะไรแล้วถูกฉวยไว้ได้ พวกเขาก็จะไม่ปล่อยโอกาสที่หายากนี้แล้ว! น่าขัน มั่วเฟยเยียนหลายปีมานี้ก้มหน้าก้มตาบำเพ็ญเพียร ข้ายังนึกว่านางจะเป็นคนฉลาด ไม่คิดว่ากลับทำเรื่องเลอะเลือน ทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายไม่ว่า ยังทำให้ตระกูลมั่วเดือดร้อนไปทั้งตระกูล!”
ในเวลานี้ คนรุ่นหลังยังคงไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดมั่วเฟยเยียนถึงฆ่าท่านอาสะใภ้สิบ ทว่ามั่วชิงเฉินกลับฟังจนแอบตกใจ นางนึกมาตลอดว่ามั่วหร่านอีเป็นเพียงเด็กผู้หญิงยโสหัวสูง ไม่คิดว่าในใจก็มีการตริตรองเช่นนี้ ดูท่าผู้บำเพ็ญเพียรมีคนเก่งมากมาย ต่อไปตนจะดูถูกใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด
คำพูดของมั่วหร่านอีกลับทำให้เด็กที่อายุไม่มากทั้งหลายในใจแอบรู้สึกหดหู่ ในช่วงเวลาหนึ่ง ในศาลายาวไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดอีก ได้ยินเพียงเสียงนกร้องใสแจ๋ว แต่กลับให้คนฟังแล้วรู้สึกรำคาญ
ในเวลานี้เอง ก็เห็นเงาสีขาววิ่งทะยานมาจากที่ไกลออกไปอย่างเร็ว ไม่เกินอึดใจทุกคนก็เห็นหน้าตาได้อย่างชัดเจน คือมั่วเฟยเยียนนั่นเอง!
มั่วชิงเฉินในใจสั่นไหวคราหนึ่ง ไม่เห็นเพียงไม่กี่วัน ไม่คิดว่ามั่วเฟยเยียนจะผ่ายผอมถึงเพียงนี้ ชุดขาวหลวมใส่อยู่บนตัวนาง ปลิวละล่องราวกับจะเหยียบอากาศไปได้
นี่นาง...จะไปโถงรับรอง!
ในช่วงเวลาสั้นๆ มั่วชิงเฉินคิดถึงจุดหมายของมั่วเฟยเยียนแล้วอดตกใจไม่ได้ ไม่ทันคิดอะไรมากก็รีบกระโดดออกไป ขวางอยู่กลางทางที่มั่วเฟยเยียนต้องผ่าน
ช่วยไม่ได้ ความเร็วของมั่วเฟยเยียนสำหรับมั่วชิงเฉินแล้วช่างเร็วเหลือเกิน จนนางไม่ทันได้บอกคนอื่น
มั่วเฟยเยียนก้าวย่างเกิดลมใต้เท้า ใช้คาถาเหยียบลมอย่างคล่องแคล่ว ทันใดนั้นกลับถูกมั่วชิงเฉินขวางทางไว้จนอดหยุดกึกไม่ได้
ตามหลักแล้วสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมลมปราณขั้นสองจะรู้สึกว่ามั่วเฟยเยียนที่อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นแปดมีแรงบีบคั้นมาก ทว่ามั่วชิงเฉินจิตใจแน่วแน่ จิตสัมผัสก็เหนือกว่าคนปกติมาก เวลานี้กลับไม่รู้สึกอะไร
“พี่เก้า พี่น้องทั้งหลายล้วนคุยเล่นอยู่ในศาลา ไยพี่เก้าไม่เข้าร่วมด้วยล่ะ ให้พวกเราก็มีโอกาสสนิทสนมกับพี่เก้าบ้าง” มั่วชิงเฉินเอ่ยเสียงใส
มั่วเฟยเยียนสีหน้าไร้คลื่นลม เอ่ยนิ่งเรียบว่า “น้องสิบหก เจ้าหลบไปเถอะ”
“พี่เก้า...” มั่วชิงเฉินเอ่ยอย่างไม่ตายใจ
มั่วเฟยเยียนสีหน้ายิ่งเย็นชาขึ้นอีก น้ำเสียงกลับนิ่งเบาดุจน้ำ “น้องสิบหก เฟยเยียนรู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด เจ้าหลบไปเถอะ”
ในเวลานี้เอง เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งวิ่งมาแต่ไกล ตะโกนเสียงดังว่า “รีบรั้งเฟยเยียนไว้!”
คนผู้นี้คือท่านอาสิบสามมั่วโยวนั่นเอง!
มั่วเฟยเยียนได้ยินเสียงของมั่วโยว สะบัดแขนเสื้อโดยพลันหนึ่งที มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงมีลมพัดมาอย่างแรง ร่างทั้งร่างแกว่งไกวขึ้นมา โซซัดโซเซถอยไปอยู่ข้างทาง
จากนั้นเห็นมั่วเฟยเยียนดุจดั่งดาวตกดวงหนึ่ง วิ่งพุ่งไปตามทิศทางของโถงรับรอง