เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 031 ตอนที่ 31
ตอนที่ 31 ถานเจี่ยว 5 (7)
แต่ทว่าฉันไม่รู้สึกว่าเขาโกรธ พอนึกถึงสีหน้าของเขาตอนที่เอ่ยถึงเรื่องนี้เมื่อคืนวาน ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดใจอยู่นิดๆ
ฉันเปลี่ยนเป็นพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ไม่ถามก็ไม่ถาม ถ้างั้นฉันขอถามคำถามอีกคำถาม พวกเราก็ถือว่ารู้จักกันรอบสองแล้ว ฉันรู้ว่าแต่ก่อนคุณเคยทำอะไร และตอนนี้นี้คุณทำอะไรอยู่ ถ้าอย่างนั้นคุณรู้ไหมคะว่าฉันทำอะไรอยู่
คราวนี้เขาหัวเราะเล็กน้อย “เดาไม่ออก”
หัวใจของฉันพองโต “ฉันเป็นนักเขียนนิยายบนเว็บ คุณเคยได้ยินอาชีพนี้มาก่อนไหมคะ แต่ว่าตอนนี้พวกเรายังไม่ได้สนิทกัน เพราะงั้นฉันเลยบอกนามปากกากับคุณไม่ได้”
ดวงอาทิตย์ตกดิน แสงตะวันทั่วท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอ่อนโยน พอฉันพูดจบ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าในใจฉันมันเงียบไปหมด ฉันเผลอมองเขาโดยไม่ตั้งใจ สีหน้าเขาแลดูอ่อนโยนเหมือนแสงตะวันนั้นแล้วพูดออกมาเรียบๆ “ผมจะรอแล้วกัน”
ฉันวางแขนหนุนไว้ที่ท้ายทอยไม่พูดจา เขาเองก็ไม่ได้ว่าอะไร
มองไกลออกไป ก็เห็นบ้านเสี่ยวเฮ่าที่เรียงรายเป็นแถวนั้นได้แล้ว เพียงแต่มันยังอยู่ไกลมาก จึงเล็กเหมือนตัวต่อไม้อย่างไรอย่างนั้น
ทันใดนั้นอูอวี้ก็พูดขึ้นมา “บนหลังคาบ้านมีนกอยู่หลายสิบตัวเลย”
ฉันอึ้งไปสักพักก่อนจะพูด “ไกลขนาดนี้คุณเห็นด้วยเหรอ ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย”
“เข้าไปใกล้แล้วคุณก็จะเห็นมันเอง” เขาพูด
เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ พอขับไปอีกสักระยะ ฉันก็เห็นนกที่เกาะเสาไฟฟ้ากันแน่นขนัดราวยี่สิบตัวได้ ทั้งหมดเหมือนจุดสีดำเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง
ฉันพูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย! ตาคุณดีจริงๆ ”
เขายิ้มแล้วพูด “สายตาผมค่อนข้างดีน่ะ” ก่อนจะเว้นช่วงแล้วพูดต่อ “วันหลังผมค่อยอธิบายให้คุณฟังแล้วกัน”
ฉันไม่ใคร่จะสนใจมากนัก หลังจากจอดรถเสร็จเรียบร้อย เราสองคนก็เดินไปเคาะประตู และคนที่มาเปิดประตูคือจ้วงอวี๋ เธอมาถึงแล้ว พอมองเห็นอูอวี้ แววตาเธอวาววับแล้วพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “โทษที ฉันจ้วงอวี๋เป็นเพื่อนสนิทถานเจี่ยว”
อูอวี้พยักหน้าแล้วบอกว่า “ผมอูอวี้ครับ”
จ้วงอวี๋พูดเบาๆ “แค่เห็นฉันก็รู้แล้ว”
ฉันกลัวเธอจะพูดไร้สาระอีก เลยเอ่ยปากถามไป “เสี่ยวเฮ่าล่ะ”
สิ้นเสียงไม่ทันไร เสี่ยวเฮ่าก็พุ่งออกมาจากห้อง ตะโกนเรียก “น้า! ลมอะไรพัดน้ามาเนี่ย คุณอาคนนี้เป็นแฟนของน้าใช่ไหม”
ฉันกับอูอวี้ไม่ได้พูดอะไรเลย จ้วงอวี๋ก็พูดขึ้นมาเรียบๆ ว่า “พูดเหลวไหลอะไรกัน เธอคิดว่าน้าของเธอเป็นคนที่จีบง่ายนักเหรอ คนจีบน้าเธอมีเป็นโหล สุดท้ายจะเป็นแฟนกับใครยังไม่แน่เลย”
“จ้วงอวี๋ ขอบคุณ พอแล้ว” ฉันพูด
ฉันเหลือบมองอูอวี้ เขาเองก็กำลังมองฉันอยู่เหมือนกัน แววตาดูลึกซึ้งอยู่บ้าง มองเสียจนทำเอาใจฉันเต้นเร็วเล็กน้อย
เสี่ยวเฮ่ากลับเข้าห้องไปอย่างไม่เต็มใจนัก ในเวลานี้เองคุณปู่กับคุณย่าของเขาออกมาจากห้องครัวทักทายกับพวกเรา หลังจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปอีกครั้ง
ฉันถามจ้วงอวี๋ “เธออธิบายกับพวกเขายังไงบ้าง”
“จะยังอธิบายอะไรได้อีกล่ะ ฉันบอกว่าช่วงนี้มีคนโรคจิตคนหนึ่งที่ชอบลักพาตัวเด็กกำลังออกอาละวาดในย่านที่เราอยู่ ให้เขาคอยระวังเป็นพิเศษ คนแก่เชื่ออะไรแบบนี้ที่สุดอยู่แล้ว สบายใจได้ พวกเขาจะดูแลเสี่ยวเฮ่าอย่างดี”
ฉันจึงวางใจ
อูอวี้พูดขึ้นมาว่า “ผมอยากเดินดูรอบๆ นี้หน่อย”
“ตามสบาย ต้องให้เตรียมอาวุธป้องกันตัวอะไรไหม ฉันมีหลายอย่าง....” จ้วงอวี๋พูด ฉันเลยปิดปากเธอไว้แล้วเดินไปที่ระเบียงด้วยกันกับอูอวี้
บ้านของเสี่ยวเฮ่าเป็นบ้านเก่าสามชั้นทรงสี่เหลี่ยมโปร่งโล่งที่สร้างขึ้นเอง ดีที่ตรงระเบียงมีหน้าต่างติดเหล็กดัดไว้หลายห้อง จ้วงอวี๋ยกมือขึ้นและพูดว่า “ไม่ต้องห่วง หลายวันนี้ฉันจะคอยดูเสี่ยวเฮ่าดีๆ ไม่ให้เขาออกไปเดินเล่น”
พวกเราสามคนมองไปยังนกที่บ้างก็เกาะเสาไฟฟ้านอกระเบียง บ้างก็บินวนอยู่พวกนั้นด้วยกัน ไม่รู้ว่า เป็นเพราะคำพูดของอูอวี้ใช่หรือเปล่าที่มีผลต่อจิตใจ พอฉันมองที่ตาของนกพวกนี้ตอนนี้จึงรู้สึกได้จริงๆ ว่าพวกมันกำลังมองมาที่ฉัน กำลังมองพวกเราอยู่
บางที นกพวกนี้อาจจะเป็นเงื่อนงำของความลับทั้งหมดจริงๆ ก็เป็นได้
อูอวี้พูดขึ้นมากะทันหัน “ถานเจี่ยวครับ อีกสักพักขอผมยืมรถหน่อย...”
“คุณจะทำอะไร”
“คราวที่แล้วผมเคยตามนกพวกนี้ไปแต่ตามไม่ทัน คืนนี้พวกมันไม่ได้อะไรเลย ผมอยากดูว่าพวกมันจะบินไปที่ไหนกันแน่”
ทั้งฉันทั้งจ้วงอวี๋ตกใจ จ้วงอวี๋พูด “ตามนก? คุณตามมันทันได้เหรอ มันบินแปปเดียวก็ไม่เห็นเงาแล้ว”
“ไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้ไงล่ะครับ” อูอวี้ว่า
ฉันพูด “โอเค คุณไปเถอะค่ะ ระวังตัวด้วยนะคะ”
“ครับ ผมจะระวังตัว” เขาตอบแล้วมองมาที่ฉันเหมือนจะพูดว่า ‘คุณก็เหมือนกัน’
จ้วงอวี๋ที่อยู่ข้างๆ ตีแขนฉัน ทำหน้าตาพิลึกชอบกล ฉันจ้องเธออย่างมีความนัย แล้วเธอก็เข้าใจทันที จากนั้นเธอก็ก้มหน้าแอบยิ้ม
ระหว่างที่เราคุยกัน รถตำรวจคันหนึ่งขับเข้ามาจอดตรงชั้นล่างของอาคาร พอฉันเห็นหน้าคนขับได้อย่างชัดเจนก็หลุดโพล่งออกไป “เสิ่นสือเยี่ยน? เขามาได้ยังไง”
จ้วงอวี๋เองก็อึ้งไปเช่นกัน เวลานี้เสิ่นสือเยี่ยนจอดรถแล้วเปิดประตู มองมาที่พวกเราซึ่งอยู่บนระเบียง จ้วงอวี๋กระซิบว่า “คนนี้ใช่ไหมที่เธอบอกว่าทึ่มเป็นตอไม้ ทึ่มตรงไหนกัน”
ฉันถอนหายใจ “ทึ่มหมดเลย ถ้าไม่เชื่อเธอก็ลงไปเปิดประตูดู”
จ้วงอวี๋ร้อง “อ้อ” แล้วลงไปยังข้างล่าง
“เขาก็เป็นหนึ่งในหลายคนนั้นเหมือนกันใช่ไหมครับ” จู่ๆ อูอวี้ก็พูดขึ้นมา
“อย่าฟังที่จ้วงอวี๋ใส่ร้าย ฉันกับเขา....เป็นแค่เพื่อนกันเฉยๆ ค่ะ” ฉันบอก
และในเวลานี้เอง
ไม่รู้ว่าเพราะตกใจหรือสังเกตเห็นอะไรเข้า จู่ๆ นกพวกนั้นก็บินหนีขึ้นท้องฟ้าพร้อมกันภายใต้การนำของนกจ่าฝูง ฉันใจหายวาบ อูอวี้ที่อยู่ข้างกายหมุนตัววิ่งลงไปข้างล่างแล้ว
“ผมไปก่อนนะ” เขาทิ้งประโยคนี้ไว้
“ฉันไปกับคุณด้วย!” ฉันตะโกน แต่เขาไม่สนใจฉันเลย พอฉันลงบันไดตามไปก็เห็นแต่เสิ่นสือเยี่ยนกับจ้วงอวี๋ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความประหลาดใจ ประตูบานใหญ่เปิดอยู่ รถสีส้มบึ่งออกไปทันทีก่อนจะลับหายไปจากมุมถนน
ในขณะนั้นฉันยืนอยู่หน้าประตูด้วยความเสียใจนิดๆ คิดในใจว่า ตอนนี้คงได้รออย่างเดียวแล้ว
ไหนเลยจะคิดว่า เมื่อฉันได้เจออูอวี้อีกครั้งหนึ่ง เขาจะนอนหัวแตกเลือดอาบอยู่บนพื้น ไม่รู้สึกตัว