ลิขิตหวนคืน: บทที่ 16 ลุ่มหลงจนไร้สติ ตอนที่ 16
บทที่ 16 ลุ่มหลงจนไร้สติ
“ข้ามีเรื่องในตำหนักที่จัดการยังมิเสร็จ มิสู้เป็นวันหน้าเถอะ” ใบหน้าเฉินหรูอี้ปรากฏรอยยิ้มเฝื่อนฝาด ค่อยๆ ดึงมือกลับมา ผู้ใดเลยจะทราบนางเพียงขยับมือเท่านั้น สนมจงกลับกุมมือนางไว้แน่น นางดึงมือกลับอีกคราสนมจงกลับกุมแน่นกว่าเดิม
“คำพูดของคนเมื่อครู่ เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย พวกนางเพียงแค่ริษยาเจ้าเท่านั้นเอง” สนมจงกล่าวปลอบประโลมดั่งไม่เคยมีเรื่องราวใดต่อกัน ใบหน้าปกคลุมไปด้วยความเสียใจอยู่ชั้นหนึ่ง อารมณ์ที่แสดงออกนั้นไม่เหมือนผู้ที่กำลังกักกุมมือผู้อื่นเสียแน่นขนัดผู้นั้นเลยเชียว
นางหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกดเสียงให้ต่ำลงเอ่ยว่า “ในอดีต...เป็นข้าเองที่ไม่ควรบันดาลโทสะต่อเจ้า ยามนี้องค์จักรพรรดิทรงโปรดปรานผู้อื่นแล้ว เจ้าถูกกักบริเวณพระองค์ก็มิทรงช่วยไกล่เกลี่ย เจ้าตกน้ำพระองค์ก็มิทรงสืบสาวราวเรื่อง เจ้าดูไม่ออกหรอกหรือ เราก็เป็นเพียงแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น เป็นผู้ใดที่ดีต่อเจ้าด้วยใจจริง เจ้ายังดูมิออกอีกหรือ?”
เฉินหรูอี้ได้ฟังเช่นนั้นรู้สึกดั่งถูกอัสนีฟาดผ่า ผ่าแล้วผ่าเล่าเสียจนนางไหม้เกรียมไปทั้งนอกและใน น้ำเสียงของพระสนมจงนุ่มนวลอ่อนโยนคล้ายเมฆที่ล่องลอยอยู่บนนภาแต่ในหูของนางฟังแล้วกลับรู้สึกประหนึ่งถูกสายฟ้าฟาดจนหูหนวกไปในทันใด
มิใช่ว่านางนั้นกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ฉกฉวยโอกาสจากสนมจงจนได้เลื่อนขึ้นมีบรรดาศักดิ์หรอกหรือ
มิใช่กล่าวว่าจะฉีกหน้าให้เสียโฉม มิอยู่ร่วมใต้ฟ้าหรอกหรือ?
แล้วนี่คืออันใดกัน? ทั้งอบอุ่นอ่อนโยนแล้วมือน้อยๆ ที่คอยลูบคลำมือนางปานจะไม่มีพรุ่งนี้อีกเสียแล้วกระนั้น ตั้งแต่สัมผัสมือนางก็ลูบคลำอยู่อย่างนั้นมิได้หยุดเลย
เฉินหรูอี้มิใช่มิเคยได้ฟังถึงเรื่องสนมเกิดอารมณ์เปล่าเปลี่ยวจึงช่วยกัน*นวดคลึง แต่นั่นมักเป็นสนมที่ถูกองค์จักรพรรดิทอดทิ้ง กี่ภพชาติก็มิอาจได้พบพักตร์องค์จักรพรรดิเสียมากกว่า แต่ฐานะของสนมจงมิได้เป็นเช่นนั้น นางมีบ่าวรับใช้ข้างกายมากมาย มีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องอยู่ แต่เหตุใดจึงกล้ายั่วยวนนางถึงเพียงนี้ เช่นนั้นในช่วงเวลาที่สนมจ้าวยังเป็นเพียงนางกำนัลเล็กๆ ของสนมจง นางจะมิยิ่งทำมากกว่านี้หรอกหรือ
คำว่า “ลุ่มหลงจนไร้สติ” คำนี้เมื่อใช้กับพระสนมด้วยกันกลับทำให้ผู้คนรู้สึกหัวเราะมิออกร้องไห้มิได้ถึงเพียงนี้
เฉินหรูอี้ไม่อาจมองข้ามอาการขนลุกที่เกิดขึ้นไปทั่วสรรพางค์กายตน จึงใช้แรงกระชากมือตนกลับคืนมาจนทำให้สนมจงเซถลาไปก้าวหนึ่ง ด้วยหยวนสี่ผู้ตาดีมือไม้คล่องแคล่วพุ่งเข้ามาประคองไว้สนมจงจึงมิได้ตกบันไดลงไป
“เสี่ยวเหมยจื่อ...” สนมจงเบิกตาผลซิ่งของนางขึ้นด้วยยากจะเชื่อ “เจ้าเป็นอันใดไป? ยังโกธรเคืองข้าอยู่หรือ?”
เฉินหรูอี้มิอยากสร้างเรื่องอับอายในตำหนักหย่งโซ่วจนผู้อื่นหัวเราะเยาะ เมื่อเรื่องสะพัดถึงหูต่งกุ้ยเฟย อาจยกข้อหานี้เป็นข้ออ้างลงทัณฑ์นางได้ซึ่งนั่นกลับได้ไม่คุ้มเสีย
“เมื่อครู่ข้าบอกว่า ข้ามีเรื่องที่ทำยังมิเสร็จ หรือสนมจงมิได้ยิน?”เฉินหรูอี้กล่าวจบก็หมุนตัวเดินลงบันไดไปโดยพลัน แต่สนมจงกลับเดินตามหลังนาง สายตามองตามติดนางไป
“วันหน้า.....เป็นวันพรุ่งดีหรือไม่? ข้าจะไปเยี่ยมเจ้าที่ตำหนักหมิงกวางเอง”
สวรรค์ช่างดีเหลือเกิน บุคคลที่บนนภายังหามิได้ใต้พสุธายังควานมิเจอเช่นนี้กลับเลือกเฟ้นมาให้นาง เบื้องบนคงสนุกกับการหยอกเย้านางมากทีเดียว ครั้งนี้คงเป็นวิธีการหยอกล้อนางแบบใหม่สินะ
นามอันกล่าวขานว่าเป็นสนมที่ทรงได้รับการโปรดปรานนั้นไม่เป็นจริงก็ช่างเถิด ผู้คนในวังหลังเขม่นนางนั้นก็เป็นเรื่องแสนธรรมดา ธนูหอกดาบล้วนพุ่งมายังร่างนางไม่หยุดหย่อนนางก็อดทน อย่างมากก็สู้แค่ตาย มิใช่นางมิเคยตายเสียหน่อย
แต่ว่าสนมจงกลับมิรู้จักดูสีหน้าผู้อื่นเช่นนี้หมายความว่าอันใด?
เมื่ออยู่นอกตำหนักหย่งโซ่ว ผู้คนล้วนจับจ้อง หากตกอยู่ในสายตาของผู้มีจิตคิดไม่ดีเพียงลมพัดผ่านวูบเดียวก็สามารถโหมไฟลุกขึ้นกระทั่งเผาไหม้ร่างนางได้ ถึงเวลานั้นแม้นอยากตายกลับมิใช่เรื่องง่ายแล้ว
หากพระสนมในวังหลังกล้าสวมมาลาเขียว*แก่องค์จักรพรรดิ พระองค์ทรงมิเอาเรื่องอันใดก็แปลกแล้ว
“พระสนมจง” เฉินหรูอี้ทั้งอดทั้งกลั้นพลันหยุดฝีเท้าลงในทันใดแล้วหมุนตัวกลับไปเอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าไม่ทราบกฎวังหรืออย่างไร? ให้เจ้าถอยออกไป เจ้าก็ถอยไปเสียสิ ทำตนติดตามเป็นหางข้าเช่นนี้ หมายความเยี่ยงไร?”
เฉินหรูอี้ใบหน้าเย็นชา ดวงตาโตแฝงแววเย็นเยียบดุจธารน้ำแข็งสาดไอเย็นไปโดยรอบทำให้สนมจงที่อยู่ในเหตุการณ์ตกใจเสียจนประเดี๋ยวหน้าเขียวประเดี๋ยวหน้าขาว ไม่อาจเอื้อยเอ่ยวาจาแม้เพียงหนึ่งคำคล้ายมีสิ่งใดอุดตันในคอหอยอยู่
นี่คือเสี่ยวเหม่ยจื่อของนางงั้นหรือ?
สนมจงกัดริมฝีปากล่างของตนไว้แน่น ต่อให้ทั้งสองจะแตกหักกันอย่างไร เสี่ยวเหมยจื่อก็มิเคยเอ่ยวาจาต่อนางด้วยท่าทางที่ดูสูงศักดิ์เช่นนี้มาก่อน สายตาคู่นั้นดุจใบมีดคมกริบที่พร้อมจะหั่นนางออกเป็นสองท่อน
“ข้า ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่า....สนมเฉียนผู้นั้นอาศัยอยู่ตำหนักเหยาหัวเช่นเดียวกับข้า” สนมจงเอ่ยกล่าวน้ำเสียงเบาต่ำ “ข้าคิดว่า เราควรสนทนากันเสียหน่อย”
เฉินหรูอี้ขมวดคิ้วขึ้น หรือความจริงจะมิเป็นเช่นที่เห็น ทั่วทั้งวังหลังต่างทราบดีว่านางเคยปรนนิบัติรับใช้สนมจงมาก่อน ต่อมานางได้รับการโปรดปรานจนเลื่อนขั้นเป็นพระสนมทำให้ทั้งสองต้องหมางใจกัน ยามนี้พระสนมเฉียนที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งได้เพียงไม่กี่วันผู้นั้นอาศัยอยู่ตำหนักเดียวกันกับสนมจง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกรงว่านางอยู่วังหลังจะโดดเดี่ยวไม่พอจึงได้รวมกลุ่มคอยโจมตีนางทั้งในและนอกใช่หรือไม่?
จักรพรรดิจางเหอมิเคยใส่พระทัยเรื่องในวังหลังมาแต่ไหนแต่ไร ตอนที่นางเป็นหวงโฮ่วก็ทรงยกให้นางดูแลจัดการตามใจชอบ บัดนี้เปลี่ยนเป็นต่งกุ้ยเฟยดูแล พระองค์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
โดยเฉพาะเรื่องเล็กน้อยเช่นที่อยู่อาศัยของพระสนม ด้วยอุปนิสัยของพระองค์นั้นต้องทรงมอบให้ต่งกุ้ยเฟยเป็นผู้ดูแลเป็นแน่
ต่งหว่าน.....เฉินหรูอี้ยิ้มเย็นในใจ แม้นใต้หล้าไร้ซึ่งความวุ่นวาย แต่วังหลังนั้นไซร้มีหรือจะสงบได้แม้เพียงวัน เช่นนี้จึงแสดงให้เห็นถึงอำนาจบารมีของนาง
“สนมจ้าว ช่างเหิมเกริมนัก”
พลันมีเสียงทุ่มต่ำของสตรีเอ่ยขึ้นด้านหลังนาง เฉินหรูอี้หันหลังกลับเหลียวมองพลันรู้สึกปวดศีรษะแปลบๆ ขึ้นมาทันที
ผู้ที่มาสวมใส่ชุดกระโปรงยาว ใบหน้าเรียวเล็ก มีไฝใต้ตาด้านขวา รูปโฉมงดงามละมุนละไม นางคือหนึ่งในเก้าพระสนมเอกโหลวเจาหรง* ผู้ให้กำเนิดองค์หญิงเต๋ออัน
คนผู้นี้แม้ตอนที่นางยังเป็นหวงโฮ่วอยู่นั้นก็มีฐานะสูงส่งเป็นหนึ่งในสาม แต่นางกลับมิได้อาศัยบารมีของพระราชธิดาเสพสุขกับอำนาจจนไม่เคารพต่อหวงโฮ่ว กลับกันนางนั้นแสนว่านอนสอนง่าย หวงโฮ่วสอนนางทำสิ่งใดนางก็ทำสิ่งนั้น มารยาทพิธีการอันใดไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย
บิดาของสนมโหลวผู้นี้เป็นบัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลิน*จึงอบรมสั่งสอนบุตรตรีในด้านดนตรี บทกวี การเขียนอักษรและศิลปะการเดินหมากรุกมาตั้งแต่เยาว์วัย นางยังมิถึงสิบขวบก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ต่อมาองค์ไท่โฮ่วจึงมีรับสั่งให้เข้าวัง หากมิใช่เพราะนางมีอุปนิสัยเย็นชาสูงส่งทั้งมิชมชอบปกครองดูแลคน เฉินหรูอี้คิดว่าตำแหน่งหวงโฮ่วคงมิตกมาถึงตน
สนมโหลวมิได้ชื่นชอบทำอันใดนอกจากกระหายในการศึกษา นางอ่านตำราได้ทั้งวันจนถึงพลบค่ำ เหลือเพียงมุดตัวเข้าไปในกองตำราเพียงเท่านั้น ตำราล้ำค่าที่เก็บซ่อนไว้ขององค์จักรพรรดิล้วนถูกนางอ่านไปครึ่งค่อนแล้ว
การร่ำเรียนก็คือความเงียบเหงา ยามสนมโหลวอยากผ่อนคลายเมื่อใดมักไปต่อบทกลอนกับเฉินหรูอี้ที่ตำหนักเจาหยางเสมอ โต้ไปตอบมาจนกระทั่งต้อนเฉินหรูอี้จนจนมุม จนนางต้องยกมือยอมแพ้ เช่นนี้สนมโหลวจึงเดินทางกลับตำหนักหัวหยางอย่างเบิกบานใจได้
คนผู้นี้จิตใจมิได้ชั่วช้าเพียงมองตนสูงส่งกว่าผู้ใด พบเห็นใครก็คล้ายดั่งฝุ่นธุลี นางเคยกล่าวว่าทุกผู้ทุกคนในวังแห่งนี้ล้วนไม่เห็นอยู่ในสายตา มีเพียงเฉินหวงโฮ่วเท่านั้นที่มีความรู้กว้างขวางยกให้เป็นผู้รู้ใจ การด่าทอกันของเหล่าสนมในตำหนักหย่งโซ่วที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ สนมโหลวไม่แม้แต่จะส่งเสียงเพียงคิ้วที่ขมวดเข้าหากันจนแทบผูกปมได้ นางมิยี่หระต่อการแย่งชิงความโปรดปรานขององค์จักรพรรดิกับสนมเหล่านั้นแม้เพียงสักนิด
แต่ไหนแต่ไรสนมโหลวเพียง*กวาดหิมะหน้าประตูตน มิเคยสนน้ำค้างที่เกาะบนหลังคาของผู้อื่น มิทราบด้วยเหตุใดครั้งนี้จึงได้ออกหน้าแทนสนมจง
“คารวะพระสนมโหลว” เฉินหรูอี้ย่อตัวแสดงความเคารพ ยามนี้ขั้นตอนกลับสลับปรับเปลี่ยน ในกาลก่อนนั้นเป็นสนมโหลวที่ต้องกล่าวคารวะนางทั้งคุกเข่าโขกศีรษะ ยามนี้กลับเปลี่ยนกันเสียแล้ว
สนมโหลวกวาดสายตามองนางเพียงครู่แต่มิได้เรียกให้ลุกขึ้น เพียงกล่าวอย่างชืดๆ ว่า “ข้าไม่สนบุญคุณความแค้นของพวกเจ้าทั้งสอง ไม่สนว่าผู้ใดถูกผิด เพียงหวังว่าสนมจ้าวจะรู้จักให้อภัยผู้อื่น ไม่ว่าเจ้าจะเป็นที่ถูกพระทัยขององค์จักรพรรดิด้วยวิธีใดจึงได้เป็นถึงเจี๋ยอวี๋ในวันนี้ ต่อให้เจ้ากับสนมจงมิเหลือความผูกพันฉันนายบ่าว แต่ก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน เหตุใดต้องรังแกกันจนถึงขั้นสิ้นเยื่อขาดใยเช่นนี้ ”
แล้วผินหน้าไปยังสนมจงที่ตะลึงลานพูดไม่ออกว่า “หากวันหน้ามีคนรังแกเจ้าให้แจ้งต่อตำหนักหย่งโซ่ว หากกุ้ยเฟยมิจัดการ ข้าจะออกหน้าแทนเจ้าเอง เรื่องอื่นข้าล้วนทนได้แต่ทนไม่ได้กับพวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา ”
*นวดคลึง หรือเรียกว่า 磨镜 (หมัวจิ้ง) 磨(หมัว) แปลว่า บด คลึง ส่วน镜 (จิ้ง) แปลว่ากระจก เป็นคำใช้เรียกผู้หญิงที่ชอบผู้หญิงด้วยกันเองในสมัยโบราณ ที่มาของคำนี้นั้นมาจาก เวลาที่ทั้งสองฝ่ายจะแสดงความรักระหว่างกันคือจะใช้การลูบคลำร่างกายของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะว่าร่างกายของทั้งสองต่างก็เป็นหญิงเหมือนกันทั้งคู่ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ดังนั้นจึงเหมือนกำลังส่องกระจกอยู่ จึงกลายเป็นที่มาของคำคำนี้นั่นเอง
*สวมมาลาเขียว หรือใส่หมวกสีเขียวให้กับสามีหรือภรรยา หมายถึง ว่าตนกำลังคบชู้ เทียบกับภาษาไทยคือ “สวมเขา”
*เจาหรง คือ ชื่อเรียกบรรดาศักดิ์ของพระสนมเอกขั้น 2 ลำดับที่ 2
*สำนักฮั่นหลินเป็นส่วนหนึ่งของกรมราชเลขาธิการ ทำหน้าที่เป็นเหมือนเลขาของจักรพรรดิ โดยมีหน้าที่ร่างราชโองการแก่จักรพรรดิ จัดการเอกสาร ตำราต่างๆ บัณฑิตที่อยู่ในสำนักนี้ล้วนผ่านการสอบเคอจวี่หรือการสอบจอหงวนมาแล้วทั้งสิ้น บางครั้งยังทำหน้าที่เป็นสหายและที่ปรึกษาแก่องค์จักรพรรดิ ทำให้ได้รับความไว้วางใจเป็นอย่างมาก
*กวาดหิมะหน้าประตูตน มิเคยสนน้ำค้างที่เกาะบนหลังคาของผู้อื่น ไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น สนใจแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น